"คุณกำลังบอกว่าความยุติธรรมเป็นเพียงเศษเสี้ยวของวาทกรรมที่ถูกจัดวางไว้ เพื่อให้ผู้มีอำนาจรู้สึกว่าพวกเขายังมีหัวใจงั้นหรือ?"
เสียงของรินรดาดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันในห้องทำงานที่อบอวลไปด้วยกลิ่นกระดาษเก่าและหมึกพิมพ์ กวินทร์ยืนพิงขอบหน้าต่างบานใหญ่ สายตาของเขาทอดมองออกไปสู่แสงไฟระยิบระยับของเมืองหลวงที่ดูราวกับดวงดาวบนดินที่ไร้ความหมาย
"ผมไม่ได้บอกว่ามันไม่มีอยู่จริงครับรินรดา" กวินทร์หมุนตัวกลับมา น้ำเสียงของเขาเรียบเรื่อยแต่แฝงความนัย "ผมเพียงแค่มองว่า ความยุติธรรมมักเดินทางมาถึงช้าเกินกว่าที่จะเยียวยารอยแผลที่สดใหม่ได้เสมอ กฎหมายเป็นโครงสร้างที่แข็งแกร่ง แต่ความเจ็บปวด... มันเป็นสิ่งที่ลื่นไหลและไร้ระเบียบ"
รินรดาวางปากกาหมึกซึมในมือลงบนโต๊ะไม้โอ๊ก เสียงกระทบของมันหนักแน่นและเด็ดขาด เธอถอดแว่นสายตาออก เผยให้เห็นดวงตาที่เหนื่อยล้าแต่ยังคงไว้ซึ่งประกายแห่งความดื้อรั้น "เพราะมันไร้ระเบียบ ผมถึงต้องสร้างกฎเกณฑ์ขึ้นมาเพื่อจำกัดความทุกข์ระทมของครอบครัวผม ถ้าหากโลกนี้ไม่มีคำนิยามให้กับการสูญเสีย ชีวิตที่เหลืออยู่ก็คงเป็นเพียงการรอคอยความตายที่ยังไม่มาถึง"
กวินทร์ขยับตัวเข้ามาใกล้ วางหนังสือเล่มบางลงบนโต๊ะ เขาสังเกตเห็นมือของเธอที่สั่นเพียงเล็กน้อยขณะขยับแฟ้มคดีที่ปิดตายมานานนับสิบปี "ครอบครัวของคุณ... รอยแผลที่ว่านั้น ไม่ใช่แค่การสูญเสีย แต่มันคือการถูกทรยศจากระบบที่คุณศรัทธาใช่ไหมครับ?"
รินรดาชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะสูดลมหายใจลึก เธอยอมถอยหลังพิงพนักเก้าอี้ แสงสลัวจากโคมไฟโต๊ะทำงานขับให้ใบหน้าของเธอมีมิติราวกับภาพวาดสีน้ำมันที่กำลังจะละลาย
"พ่อของฉันเป็นผู้พิพากษาที่เชื่อในความถูกต้องอย่างบริสุทธิ์" เธอเริ่มเล่าด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบ หากทว่าลึกเข้าไปในดวงตานั้นเหมือนมีพายุหมุนวน "ท่านถือคติว่าความจริงคืออาวุธที่ทรงพลังที่สุด แต่ในคืนที่บ้านหลังนั้นถูกเพลิงเผาผลาญ... คำพิพากษาที่พ่อเขียนไว้ก่อนหน้าเพียงหนึ่งวัน กลับกลายเป็นใบสั่งตายที่ท่านได้รับแทนคำขอบคุณ"
"ไฟน่ะเหรอครับ?" กวินทร์ถามสั้นๆ แต่แววตาของเขากลับวูบไหวราวกับสัญญะบางอย่างถูกจุดขึ้นในใจ
"ใช่ เพลิงที่ไร้ร่องรอยของการวางเพลิงตามหลักนิติวิทยาศาสตร์ ไม่มีน้ำมัน ไม่มีเชื้อเพลิงเร่งปฏิกิริยา มีเพียงความร้อนที่กัดกินทุกอย่างจนกลายเป็นเถ้าถ่าน" รินรดาหลับตาลง "ฉันในวัยเด็กยืนมองบ้านที่กำลังถล่มลงมา พร้อมกับเสียงหัวเราะเยาะเย้ยของโลกใบนี้ที่บอกว่า นั่นคืออุบัติเหตุจากไฟฟ้าลัดวงจร... ทั้งที่พ่อเพิ่งจะตัดสินคดีการทุจริตของกลุ่มผู้มีอิทธิพลในวันนั้น"
ความเงียบเข้าปกคลุมบทสนทนา กวินทร์ไม่รีบเร่งที่จะปลอบประโลม เพราะเขารู้ดีว่าสำหรับทนายความผู้เก่งกาจอย่างเธอ การสงสารคือการดูถูกสิ่งที่เธอแบกรับมาตลอดชีวิต เขากลับเดินไปที่ชั้นหนังสือ หยิบสมุดบันทึกเก่าคร่ำคร่าเล่มหนึ่งออกมาวางตรงหน้าเธอ
"นี่ไม่ใช่เรื่องของอุบัติเหตุ รินรดา" กวินทร์พูดเสียงต่ำ "นี่คือบทกวีที่ถูกเขียนด้วยไฟ"
รินรดาลืมตาขึ้นจ้องมองสมุดเล่มนั้น "นี่คืออะไร?"
"มันคือบันทึกของผู้สังเกตการณ์ที่อยู่อีกฝั่งของรั้วบ้านคุณในคืนนั้น" เขาเปิดหน้ากระดาษที่เต็มไปด้วยตัวอักษรลายมือขยุกขยิกแต่เปี่ยมไปด้วยอารมณ์ "เขาไม่ได้เขียนบันทึกประจำวัน แต่เขาเขียน 'สัญญะ' ของสิ่งที่เขาเห็น เขาเห็นคนเดินออกมาจากความมืดโดยไม่ได้รับอันตรายจากเปลวเพลิงที่โหมกระหน่ำแม้แต่น้อย"
รินรดารีบคว้าสมุดเล่มนั้นมาพลิกอ่าน หัวใจของเธอเต้นรัวจนแทบไม่ได้ยินเสียงเครื่องปรับอากาศในห้อง ทุกตัวอักษรที่อ่านช่างกรีดลึกเข้าไปในความทรงจำที่เธอพยายามลบเลือน ความจริงที่เธอเฝ้าตามหาด้วยหลักฐานทางตรรกะมาตลอดชีวิต กลับปรากฏอยู่บนหน้ากระดาษในรูปแบบของบทกวีที่แสนจะคลุมเครือ
"ทำไมคุณถึงเพิ่งเอามาให้ฉัน?" เธอเงยหน้าถามด้วยน้ำเสียงสั่นพร่า
"เพราะก่อนหน้านี้คุณยังไม่มีความกล้าที่จะอ่านมันจนจบ" กวินทร์ตอบพร้อมรอยยิ้มที่มองไม่ออกว่ายินดีหรือเศร้าสร้อย "คุณมองหาหลักฐานในที่ที่ไม่มีอยู่จริงเสมอ คุณพยายามใช้ไม้บรรทัดวัดความยาวของเปลวเพลิง แทนที่จะมองหา 'ผู้วางเพลิง' ที่ซ่อนตัวอยู่ในคำสารภาพของสายลม"
รินรดาไล่นิ้วไปตามตัวอักษรจนกระทั่งหยุดอยู่ที่หน้าสุดท้าย มันไม่ใช่ลายมือที่เขียนเรื่องเล่า แต่มันคือภาพสเก็ตช์รอยสักที่อยู่บนข้อมือของบุคคลปริศนาคนนั้น... รอยสักรูปนาฬิกาทรายที่ทรายกำลังไหลย้อนกลับ
เธอมองรอยสักนั้นด้วยความตกตะลึง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองกวินทร์ที่ยืนนิ่งราวกับรูปปั้น "รอยสักนี้... ฉันเคยเห็นมันในสำนวนคดีล่าสุดที่ฉันกำลังทำอยู่"
กวินทร์ไม่ได้ตอบ แต่เขาก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าว ราวกับจะเว้นระยะห่างที่ปลอดภัย "คุณบอกว่าคุณต้องการความยุติธรรม รินรดา... แต่ตอนนี้ คุณพร้อมหรือยังที่จะเห็นว่าคนที่กดปุ่มจุดชนวนในคืนนั้น อาจจะเป็นคนที่คุณไว้ใจมากที่สุดในตอนนี้?"
ทันใดนั้น เสียงเคาะประตูห้องทำงานก็ดังขึ้นสามครั้งอย่างเป็นจังหวะที่น่าขนลุก ตามด้วยเสียงบานประตูที่ค่อยๆ ถูกเปิดออกโดยไม่มีการเชื้อเชิญ ร่างของชายวัยกลางคนในชุดสูทสีเข้มที่รินรดารู้จักดีในฐานะ 'ผู้มีพระคุณ' ก้าวเข้ามาในห้อง พร้อมรอยยิ้มที่ดูใจดีเกินกว่าจะเป็นความจริง เขามองผ่านรินรดาไปที่กวินทร์ด้วยสายตาที่เย็นเยียบดุจน้ำแข็ง
"ดึกป่านนี้แล้ว ยังคุยเรื่องอดีตที่ตายไปแล้วกันอยู่อีกเหรอครับ รินรดา?"
รินรดานิ่งงัน ปากกาในมือร่วงหล่นลงพื้นเสียงดังสนั่น เธอไม่ได้มองชายผู้นั้น แต่ดวงตาของเธอจับจ้องไปที่ข้อมือซ้ายของเขา ซึ่งถูกปกปิดไว้ด้วยแขนเสื้อเชิ้ตที่ยาวเรียบ... ทว่าในจังหวะที่เขาขยับแขนเพื่อหยิบเอกสารบนโต๊ะ แขนเสื้อข้างนั้นก็เลิกขึ้นเพียงเล็กน้อย เผยให้เห็นขอบของรอยสักรูปนาฬิกาทรายที่ทรายกำลังไหลย้อนกลับ
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกาลเวลาและตัวอักษรมาด้วยกัน ณ ที่นี้นะครับ
บทกวีใต้ร่มเงา
บทกวีที่ไม่มีวันจบ•ตอนที่ 15
รอยแผลที่ยังสด
ผลงานโดย บทกวีใต้ร่มเงา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บทกวีใต้ร่มเงา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บทกวีที่ไม่มีวันจบ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!