แฟ้มเอกสารคดีหมายเลข 089 ตกลงกระทบพื้นโต๊ะทำงานไม้สักสีเข้ม เสียงนั้นหนักแน่นราวกับค้อนของผู้พิพากษาที่เคาะลงบนบัลลังก์เพื่อพิพากษาความตาย รินรดายืนนิ่งอยู่หลังกองกระดาษ ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นทรงเหลี่ยมจับจ้องไปยังชายหนุ่มที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม แสงไฟสีส้มจากโคมไฟตั้งโต๊ะสาดส่องซีกหน้าด้านหนึ่งของกวินทร์ให้โดดเด่นตัดกับเงาดำมืดในห้องทำงานทนายความยามวิกาล บรรยากาศรอบตัวอัดแน่นไปด้วยแรงกดดันชนิดที่ทำให้ลมหายใจสะดุด
"คุณไม่ได้เข้ามาเพื่อหาหลักฐานมาทำลายฉันอย่างที่พยายามแสดงออกตั้งแต่แรกใช่ไหม กวินทร์"
เสียงของรินรดาราบเรียบ ทว่าเฉียบคมดั่งใบมีดโกนที่อาบยาพิษ เธอไม่ปล่อยให้ความเงียบงดงามเข้ามากลบเกลื่อนความจริงที่เพิ่งถูกแกะเปลือกออก เธอสาวเท้าเข้าไปใกล้โต๊ะทำงานทีละน้อย ส้นรองเท้ากระทบพื้นปูนขัดมันดัง ก๊อบ... ก๊อบ... เป็นจังหวะที่บีบหัวใจคนฟัง
กวินทร์เงยหน้าขึ้นช้าๆ แววตาของกวีหนุ่มผู้เยือกเย็นไหววูบไปชั่วเสี้ยววินาที ราวกับผิวน้ำในบึงใหญ่ที่ถูกโยนก้อนหินลงไปกระทบ เขายังคงรักษาท่าทีสงبيนิ่ง นิ้วเรียวยาวประสานกันไว้บนตัก รอยยิ้มจางๆ ที่มุมปากปรากฏขึ้นอย่างน่าสมเพชตัวเอง
"คุณฉลาดเกินไป รินรดา... นั่นคือข้อบกพร่องที่อันตรายที่สุดของทนายความฝีมือดี" กวินทร์เอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ นุ่มนวล แต่แฝงรอยร้าวลึกภายใน
"อย่าเปลี่ยนเรื่อง ตอบคำถามฉัน หลักฐานในเซฟนั่น... บันทึกการโอนเงินและจดหมายฉบับนั้น มันไม่ใช่หลักฐานที่คุณใช้ขู่ฉัน แต่เป็น 'พยาน' ที่คุณจงใจทิ้งไว้ให้ฉันแกะรอยต่างหาก ทำไม? คุณต้องการให้ฉันรู้ว่าใครคือฆาตกรตัวจริง... หรือคุณกำลังปกป้องใครบางคนด้วยการยอมรับผิดแทน" รินรดาก้าวเข้ามาประชิดโต๊ะ มือเรียวบางตบลงบนแฟ้มคดี แรงสั่นสะเทือนทำให้ปากกาหมึกซึมกลิ้งหล่นลงพื้น
ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ ทั้งสองคนยืนเผชิญหน้ากันในระยะประชิด กลิ่นอายเฉพาะตัวของกวินทร์—กลิ่นกระดาษเก่าผสมกับกลิ่นบุหรี่มวนบางจางๆ—ลอยอบอวลอยู่ในอากาศ มันเป็นกลิ่นที่รินรดารู้สึกคุ้นเคยและเกลียดชังในเวลาเดียวกัน เพราะมันมักจะมาพร้อมกับความจริงที่เธอไม่เคยอยากรับรู้
"คุณอยากฟังคำกวี หรืออยากฟังความจริงล่ะครับ ทนายรินรดา" กวินทร์ลุกขึ้นยืน ชายหนุ่มสูงกว่าเธอเกือบหนึ่งช่วงตัว ร่างกายที่อยู่ในชุดเสื้อเชิ้ตพับแขนเผยให้เห็นรอยแผลเป็นจางๆ ที่ข้อมือซ้าย—แผลเป็นที่รินรดาเพิ่งสังเกตเห็นเป็นครั้งแรก
"ความจริง... ฉันไม่ต้องการบทกวีจอมปลอมจากปากฆาตกร"
"ถ้าเช่นนั้นก็จงฟังให้ดี" กวินทร์ก้าวเข้ามาอีกก้าว จนลมหายใจของเขารดปะทะกับหน้าผากของเธอ ดวงตาคมเข้มคู่นั้นมองลึกเข้าไปในดวงตาของเธอ สะท้อนภาพเงาของหญิงสาวผู้แบกรับความแค้นมาตลอดหลายปี "คืนวันที่ครอบครัวของคุณถูกเผา... ผมยืนอยู่ตรงนั้นด้วย"
รินรดาชะงัก ร่างกายแข็งทื่อราวกับถูกสาปให้เป็นหิน ความทรงจำอันโหดร้ายกรีดแทะหัวใจเธอกลับมามีชีวิตอีกครั้ง เสียงกรีดร้องและเปลวเพลิงสีส้มแดงฉานสะท้อนกลับมาในหัว
"คุณ..." เสียงของเธอสั่นพร่าเป็นครั้งแรก "คุณเป็นคน...!"
"ไม่ใช่" กวินทร์สวนขึ้นทันควัน น้ำเสียงของเขาสั่นเครือเล็กน้อย มากพอที่จะทำให้รินรดารู้สึกได้ถึงความเจ็บปวดที่ถูกเก็บกดไว้ใต้ความเย็นชา "ผมไปไม่ทันต่างหาก... ผมเป็นคนพบเบาะแสว่ากำลังจะเกิดเหตุวินาศกรรมครั้งนั้น แต่ผมไปช้าไปก้าวเดียว ก้าวเดียวเท่านั้น... ที่ทำให้ผมกลายเป็นคนยืนมองทุกอย่างพังทลายต่อหน้าต่อตาโดยไม่สามารถช่วยใครได้เลย"
ความจริงถูกเปิดเผยออกมาในที่สุด ไม่ใช่เสียงคำรามด้วยความโกรธเกรี้ยว แต่เป็นเสียงกระซิบที่เต็มไปด้วยความสำนึกผิดและรอยแผลในจิตวิญญาณ กวินทร์ไม่ได้เข้ามาเพื่อทำร้ายเธอตั้งแต่แรก เขาเข้ามาเพื่อชดใช้... เข้ามาเพื่อให้เธอได้ทำลายเขาเสียที เพื่อที่ความรู้สึกผิดในใจเขาจะได้สิ้นสุดลง
รินรดากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก มือที่กำแน่นคลายออกทีละน้อย ตรรกะและหลักฐานทั้งหมดที่เธอเคยยึดถือพังทลายลงในพริบตา เมื่อเผชิญหน้ากับความจริงที่ว่า ศัตรูที่เธอตามล่ามาตลอด แท้จริงแล้วคือเพื่อนร่วมทางในความเจ็บปวดคนเดียวกัน
"ทำไม... ทำไมคุณถึงเลือกวิธีนี้ ทำไมไม่บอกฉันตั้งแต่แรก" เธอถามเสียงแผ่วเบา ความแข็งกร้าวทั้งหมดมลายหายไป เหลือเพียงหญิงสาวผู้เปราะบางที่ยืนอยู่เบื้องหน้าความจริงอันหนักอึ้ง
"เพราะถ้าคุณรู้ความจริงจากปากผม คุณจะไม่มีวันใช้กฎหมายเล่นงานคนชั่วพวกนั้นได้... คุณจะต้องใช้ความแค้นฆ่าพวกมันด้วยมือของคุณเอง ซึ่งนั่นจะทำลายชีวิตที่คุณพยายามสร้างขึ้นมาทั้งหมด" กวินทร์ยกมือขึ้น ชั่งใจอยู่ชั่วครู่ก่อนจะเอื้อมปลายนิ้วไปสัมผัสปอยผมที่หลุดลุ่ยข้างแก้มของเธออย่างแผ่วเบา เป็นสัมผัสที่อ่อนโยนที่สุดตั้งแต่ทั้งคู่รู้จักกัน "ผมยอมเป็นคนบาปในสายตาคุณ ดีกว่าปล่อยให้คุณต้องแปดเปื้อนเลือดด้วยมือของตัวเอง"
บรรยากาศระหว่างทั้งสองคนอบ2วนไปด้วยความรู้สึกซับซ้อน แรงดึงดูดทางจิตวิญญาณรุนแรงเสียจนรินรดาแทบจะลืมหายใจ เธอมองลึกเข้าไปในดวงตาของกวินทร์ เห็นความโดดเดี่ยวและภาระอันหนักอึ้งที่เขาแบกรับไว้คนเดียวมาเนิ่นนาน
ทว่า ในวินาทีที่ความเงียบงันกำลังหลอมรวมหัวใจของคนทั้งคู่ให้เข้าหากันนั้นเอง...
กริ๊กรอด... เสียงโลหะกระทบกันเบาๆ จากระเบียงด้านนอกหน้าต่างห้องทำงานดังขึ้น ท่ามกลางความเงียบยามวิกาล
กวินทร์เปลี่ยนสีหน้าในเสี้ยววินาที ร่างสูงพุ่งเข้าประชิดตัวรินรดา ผลักเธอล้มลงไปหลบหลังโต๊ะทำงานพร้อมกับชักปืนพกออกมาจากเอวอย่างรวดเร็ว ดวงตาคมกวาดมองไปยังเงาดำที่ทาบทับอยู่หลังผ้าม่านโปร่ง
"ใครอยู่ตรงนั้น!" กวินทร์ตะโกนเสียงกร้าว
และก่อนที่รินรดาจะได้ทันตั้งตัว ผ้าม่านสีขาวก็ถูกกระชากกระเด็นหลุดจากราง ร่างของชายสวมหมวกฮู้ดสีดำคนหนึ่งก้าวเข้ามาในห้อง พร้อมกับกระบอกปืนเก็บเสียงที่เล็งตรงมายังพวกเขาโดยไม่มีลังเล... และแสงไฟจากปลายกระบอกปืนนั้นก็สว่างวาบขึ้นท่ามกลางความมืดมิด
โปรดติดตามตอนต่อไปนะครับ
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางและดำดิ่งไปกับบทกวีแห่งความจริงนี้ด้วยกันนะครับ
บทกวีที่ไม่มีวันจบ•ตอนที่ 33
คำสารภาพที่ไม่ได้พูด
ผลงานโดย บทกวีใต้ร่มเงา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บทกวีใต้ร่มเงา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บทกวีที่ไม่มีวันจบ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!