บทกวีที่ไม่มีวันจบ•ตอนที่ 10

กับดักของกาลเวลา

ผลงานโดย บทกวีใต้ร่มเงา
เสียงกระดาษแผ่นบางเสียดสีกับถุงมือยางส่งเสียงกรอบแกรบแห้งแล้งในความเงียบงันของห้องเก็บเอกสารชั้นใต้ดิน กลิ่นอับชื้นของกระดาษเก่าและฝุ่นละอองที่สะสมมานานนับทศวรรษลอยอบอวลอยู่ในอากาศ เย็นยะเยือกเสียจนลมหายใจกลายเป็นไอจางๆ รินรดากดปลายนิ้วลงบนสันแฟ้มคดีหมายเลข 404/2555 แฟ้มสีน้ำตาลเข้มที่มุมปกเปื่อยยุรنةตามกาลเวลา เอกสารชิ้นนี้ถูกซ่อนอยู่หลังชั้นเหล็กทึบ ในหมวดหมู่ "คดีอุบัติเหตุที่ไม่พบร่องรอยอาชญากรรม" ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว มันคือคดีไฟไหม้บ้านพักริมทะเลสาบที่พรากชีวิตคนในครอบครัวเธอไปทั้งหมดเมื่อสิบปีก่อน สายตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตาไล่อ่านตัวอักษรที่พิมพ์ด้วยเครื่องพิมพ์ดีดเก่าๆ บนรายงานการสืบสวน บรรทัดแล้วบรรทัดเล่า... ทุกอย่างดูสมบูรณ์แบบเกินไป รายงานระบุว่าเกิดจากไฟฟ้าลัดวงจร ไม่มีร่องรอยการฆาตกรรม ไม่มีผู้ต้องสงสัย ไม่มีแม้แต่แรงจูงใจ ทว่า ในฐานะทนายความผู้ผ่านคดีมานับไม่ถ้วน รินรด้ารู้ดีว่า "ความสมบูรณ์แบบ" มักเป็นหน้ากากที่แนบเนียนที่สุดของรอยร้าว "คุณกำลังค้นหาผีสางตัวเดิมในหลุมศพที่ว่างเปล่า หรือกำลังพยายามขุดคุ้ยหาซากกระดูกที่แม้แต่เจ้าของร่างยังไม่อยากจดจำกันแน่ครับ, คุณรินรดา" เสียงทุ้มต่ำที่คุ้นเคยดังขึ้นจากความมืดตรงมุมเสา รินรดาไม่ต้องเงยหน้าขึ้นมองก็รู้ว่าเป็นใคร กวินทร์ยืนพิงผนังปูนเปลือย มือข้างหนึ่งถือแก้วกระดาษบรรจุกาแฟดำที่ไอร้อนจางหายไปนานแล้ว แววตาของเขาภายใต้แสงไฟนีออนสีตุ่นพาดผ่านด้วยความรู้สึกซับซ้อนที่อ่านไม่ออก รินรดาค่อยๆ เงยหน้าขึ้น ปิดแฟ้มเอกสารในมือลงอย่างช้าๆ เสียงกระดาษปะทะกันเบาๆ แต่ก้องกังวานในความเงียบ เธอมองชายหนุ่มด้วยสายตาที่คมปลาบ ไม่มีความตกใจหลงเหลืออยู่ในแววตาคู่นั้น มีเพียงความสงสัยที่ถูกสะสมมาเนิ่นนาน "คนที่พยายามกลบฝังอดีตต่างหากครับ ที่มักจะกลัวการขุดคุ้ย" รินรดาเอ่ยตอบ น้ำเสียงราบเรียบแต่เฉียบคมดั่งใบมีดที่ซ่อนอยู่ในปลอก "คุณมาทำอะไรที่นี่ กวินทร์ หอจดหมายเหตุของสำนักงานอัยการไม่ใช่สถานที่ที่กวีอิสระอย่างคุณจะแวะเวียนมาดื่มกาแฟยามดึกได้ตามอำเภอใจ" กวินทร์ยrอตัวลงเล็กน้อย วางแก้วกาแฟลงบนโต๊ะไม้เก่าๆ ใกล้ตัว เขาก้าวเท้าเข้ามาใกล้ในระยะที่รินรดาสามารถสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายบุคลิกอันเย็นชาและลึกลับของเขา กลิ่นหอมจางๆ ของกระดาษเก่าและหมึกพิมพ์ผสมผสานกับตัวตนของชายหนุ่มผู้นี้อย่างน่าประหลาด "บางครั้ง... บทกวีที่ดีที่สุดไม่ได้ถูกเขียนขึ้นด้วยปลายAู่กัน แต่ถูกเขียนขึ้นด้วยรอยเลือดและหยาดน้ำตาต่างหาก" กวินทร์ยิ้มมุมปาก รอยยิ้มที่ไม่ได้ไปถึงดวงตา "คุณคิดจริงๆ หรือว่าไฟไหม้ครั้งนั้นเป็นอุบัติเหตุ? คุณรินรดา... ทนายความผู้เชื่อมั่นในตรรกะและหลักฐานทางกายภาพ แต่กลับมองข้าม 'สัญญะ' ที่ทิ้งไว้ตรงหน้า" "คุณหมายความว่ายังไง" รินรดาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ประจันหน้ากับเขาอย่างไม่เกรงกลัว แม้ส่วนสูงจะต่างกันเล็กน้อย แต่รัศมีในตัวเธอกลับไม่ได้ด้อยไปกว่าชายตรงหน้าเลย "คุณรู้อะไรเกี่ยวกับคดีนี้ กวินทร์? หรือคุณเกี่ยวข้องอะไรกับมันตั้งแต่แรก?" กวินทร์ไม่ตอบในทันที เขายื่นมือเรียวยาวหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งที่หลุดออกมาจากแฟ้มคดี มันคือภาพถ่ายขาวดำใบเล็กที่เกือบจะเลือนลาง ภาพของท่อนไม้แกะสลักรูปกิ่งก้านสาขาที่ถูกไฟไหม้เกรียมครึ่งหนึ่ง ซึ่งถูกพบในจุดเกิดเหตุ "คุณจำบทกวีที่ผมเคยให้คุณอ่านเมื่อเดือนก่อนได้ไหมครับ?" กวินทร์กระซิบเสียงแผ่วเบา ใบหน้าของเขาโน้มเข้ามาใกล้จนรินรดาได้ยินเสียงลมหายใจ "บทที่ว่า... *'เปลวเพลิงมิได้แผดเผาเพื่อทำลาย แต่เพื่อชำระล้างความลับที่เน่าเฟือยให้มอดไหม้ไปกับเถ้าถ่าน'*..." หัวใจของรินรดาเต้นกระหน่ำขึ้นมาอย่างควบคุมไม่ได้ ร่างกายแข็งทื่อชั่วขณะ บทกวีบทนั้น... บทกวีที่กวินทร์เคยพูดถึงในคืนที่เราพบกันครั้งแรก มันไม่ใช่แค่บทกวีแต่งเล่น แต่มันคือคำโปรยที่ถูกสลักไว้ด้านหลังภาพถ่ายใบนี้! ภาพถ่ายที่ตำรวจชุดสืบสวนเมื่อสิบปีก่อนมองข้ามไปอย่างไม่ใส่ใจ หรือ... จงใจมองข้ามกันแน่? "คุณ... คุณรู้จักสัญลักษณ์นี้" เสียงของรินรดาเริ่มสั่นพร่าเล็กน้อย ไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เป็นเพราะความจริงที่กำลังเปิดเปลือยออกทีละน้อย "สัญลักษณ์กิ่งไม้ที่ถูกเผา... มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญ" "ไม่มีอะไรในโลกนี้ที่เป็นความบังเอิญหรอครับ คุณรินรดา" กวินทร์ถอยหลังออกไปหนึ่งก้าว เว้นระยะห่างที่พอเหมาะ สายตาของเขาจับจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเธอ ราวกับต้องการค้นหาความเด็ดเดี่ยวครั้งสุดท้ายก่อนพายุลูกใหญ่จะมาถึง "แม้กระทั่งการที่เรายืนอยู่ตรงนี้... ก็เป็นส่วนหนึ่งของบทละครที่ถูกเขียนบทไว้แล้ว" ก่อนที่รินรดาจะได้เอ่ยปากซักถามอะไรเพิ่มเติม สายตาก็เหลือบไปเห็นรายละเอียดปลีกย่อยที่ซ่อนอยู่ใต้รอยหมึกจางๆ ของรายงานการสืบสวนแผ่นสุดท้าย แผ่นกระดาษที่ถูกเย็บติดไว้ด้วยลวดเย็บกระดาษขึ้นสนิม รายชื่อของ "ผู้ตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุคนแรก" เมื่อสิบปีก่อน... ชื่อนั้นไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นนามสกุลที่เธอคุ้นเคยเป็นอย่างดี นามสกุลของผู้มีอำนาจในกระบวนการยุติธรรมที่เพิ่งเซ็นอนุมัติคดีใหญ่ให้เธอเมื่อสัปดาห์ก่อน และที่สำคัญที่สุด... มันคือนามสกุลเดียวกับกวินทร์ รินรดาชะงักงัน มือที่ถือกระดาษสั่นเทาเล็กน้อย เธอกวาดสายตาขึ้นมองชายหนุ่มตรงหน้าอีกครั้งด้วยความรู้สึกที่พลิกคว่ำคะมำหงาย ความไว้เนื้อเชื่อใจที่มีน้อยนิดพังทลายลงในพริบตา "คุณ... เป็นใครกันแน่ กวินทร์?" กวินทร์ไม่ได้ตอบคำถามนั้น เขายังคงรอยยิ้มเย็นชาไว้บนใบหน้า ทว่าก่อนที่เขาจะทันได้เอ่ยคำใด เสียงฝีเท้าหนักๆ ของรองเท้าหนังก็ดังสะท้อนก้องมาจากโถงทางเดินด้านนอก ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ พร้อมกับแสงไฟฉายที่สาดส่องลอดผ่านช่องประตูห้องเก็บเอกสารเข้ามาอย่างรวดเร็ว "ใครอยู่ข้างในนั้น! แสดงตัวเดี๋ยวนี้!" เสียงตะโกนของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยดังขึ้นขัดจังหวะ รินรดาสะดุ้งสุดตัว หันกลับไปมองที่ประตู ทว่าเมื่อเธอกล่าวหันกลับมาหากวินทร์ พื้นที่ตรงนั้นกลับว่างเปล่า... ชายหนุ่มหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ราวกับเขาไม่เคยมีตัวตนอยู่จริงตั้งแต่แรก มีเพียงแก้วกาแฟกระดาษที่ยังอุ่นอยู่เล็กน้อย และกระดาษบันทึกข้อความแผ่นเล็กที่ถูกวางทับไว้บนแฟ้มคดี พร้อมลายมือหวัดๆ ที่เขียนด้วยหมึกซึมสีดำสนิท ทิ้งข้อความสุดท้ายไว้เบื้องหลัง... *"ความจริงกำลังจะตื่นขึ้น... เตรียมตัวรับมือกับบทสรุปเสีย คุณทนาย"* ขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและเดินทางร่วมกันมาจนถึงบทนี้นะครับ
สารจากนักเขียน (บทกวีใต้ร่มเงา)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บทกวีที่ไม่มีวันจบ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%