บทกวีที่ไม่มีวันจบ•ตอนที่ 23

ระยะห่างที่หายไป

ผลงานโดย บทกวีใต้ร่มเงา
แฟ้มเอกสารปกหนังสีน้ำตาลเข้มถูกกระแทกลงบนพื้นโต๊ะทำงานไม้สักอย่างไม่เบามือ เสียงนั้นดังทึบและหนักหน่วง ราวกับเสียงก้อนหินที่ถูกโยกลงบนผิวน้ำนิ่งสงบ แรงสะเทือนทำให้กาแฟดำในแก้วกระเพื่อมเป็นวงคลื่น ก่อนจะสงบนิ่งลงในความเงียบงันที่กดดันจนแทบได้ยินเสียงลมหายใจ รินรดาไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมองเอกสารเหล่านั้น ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตาบางเบายังคงจดจ้องอยู่กับหน้าจอคอมพิวเตอร์ แสงสีฟ้าสะท้อนบนม่านตาของเธอ เย็นเยียบและไร้ความรู้สึก นิ้วเรียวยาวใต้ถุงมือผ้าซาตินสีดำยังคงเคาะแป้นพิมพ์อย่างเป็นจังหวะ ราวกับจังหวะของเครื่องเมตรอนอมที่นับถอยหลังสู่เวลาวิกฤต "คุณกำลังเล่นกับไฟ, กวินทร์" น้ำเสียงของทนายความสาวราบเรียบ ทว่าเฉียบคมดุจใบมีดโกนที่อาบยาพิษ เธอหยุดพิมพ์ ค่อยๆ เอนหลังพิงพนักเก้าอี้หนังอย่างช้าๆ แล้วจึงปรายตามองผู้ชายที่ยืนอยู่ฝั่งตรงข้าม กวินทร์ยืนนิ่งอยู่ในเงาสลัวของห้องทำงานที่แสงไฟจากโคมไฟตั้งโต๊ะทอดเงายาวทาบทับร่างสูงโปร่ง เขาไม่ได้ขยับเขยื้อน ใบหน้าครึ่งหนึ่งถูกความมืดกลืนกิน แต่อีกครึ่งหนึ่งสะท้อนรอยยิ้มจางๆ ที่มุมปาก—รอยยิ้มที่เธอเกลียดชังที่สุด เพราะมันมักจะซ่อนความจริงที่เธอเอื้อมไม่ถึงเอาไว้เสมอ "ไฟไม่ได้มีไว้แค่เผาทำลายนะฃรินรดา..." กวินทร์เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่ม ลึกซึ้ง และเยือกเย็นราวกับลมหนาวที่พัดผ่านยอดสน "บางครั้ง... มันก็มีไว้เพื่อให้ความอบอุ่นแก่สิ่งที่หนาวเหน็บ หรือแม้แต่... เผาผลาญอดีตที่เน่าเฟะให้มอดไหม้ไป" "อดีตที่เน่าเฟะ?" รินรดาทวนคำ หัวใจกระตุกวูบแต่เธอกักเก็บอาการไว้ภายใต้หน้ากากมืออาชีพได้อย่างแนบเนียน เธอยืดตัวตรง กอดอกมองเขาด้วยสายตาท้าทาย "คุณหมายถึงสำนวนคดีที่เพิ่งถูกปิดตายไปเมื่อสัปดาห์ก่อน หรือหมายถึงหลักฐานที่คุณจงใจซ่อนมันไว้จากสายตาของกฎหมายกันแน่" กวินทร์ไม่ตอบทันที เขาก้าวเท้าช้าๆ เข้าหาโต๊ะทำงาน ระยะห่างระหว่างทั้งคู่ลดลงเรื่อยๆ จนเหลือเพียงช่องว่างทางอากาศที่ไม่ถึงคืบ กลิ่นอายเฉพาะตัวของเขาลอยปะปนมากับกลิ่นกระดาษเก่าและกลิ่นหอมจางๆ ของชาเขียวคั่ว—กลิ่นที่เธอจำได้แม่นยำแม้ในยามหลับใหล "กฎหมายเป็นเพียงเครื่องมือของมนุษย์ที่พยายามจัดระเบียบความโกลาหล" กวินทร์โน้มตัวลงเล็กน้อย มือข้างหนึ่งแตะลงบนขอบโต๊ะ จ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเธอ "แต่บทกวี... คือความจริงที่เปลือยเปล่าที่สุด รินรดา คุณเชื่อในตรรกะและกระดาษแผ่นบางๆ เหล่านั้น แต่คุณเคยลองฟังเสียงร้องของความยุติธรรมที่ซ่อนอยู่ระหว่างบรรทัดบ้างไหม?" "ความยุติธรรมไม่ใช่บทประพันธ์, กวินทร์!" รินรดาโต้กลับทันควัน น้ำเสียงเริ่มสั่นด้วยแรงอารมณ์ที่ถูกกดทับ "มันคือหยาดเหงื่อ หลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ และความรับผิดชอบ! คุณเอาแต่มองโลกผ่านสัญญะและโวหารสวยหรู แต่คุณไม่เคยเห็นคราบน้ำตาของคนที่ต้องสูญเสียครอบครัวไปเพราะความหยิ่งผยองของคุณที่คิดว่าตัวเองคือกฎหมาย!" ห้องทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบงันอีกครั้ง บรรยากาศรอบตัวหนักอึ้งราวกับมีประจุไฟฟ้าสถิตแล่นพล่านอยู่ในอากาศ สายตาทั้งคู่ประสานกันอย่างไม่มีใครยอมใคร มันไม่ใช่แค่การปะทะกันทางคารม แต่เป็นการต่อสู้ทางจิตวิญญาณระหว่างสองขั้วความคิด—ฝ่ายหนึ่งผู้ศรัทธาในความเที่ยงตรงของกฎระเบียบ กับอีกฝ่ายผู้แหกกฎเพื่อค้นหาความหมายที่แท้จริงของสัจธรรม กวินทร์มองลึกเข้าไปในดวงตาคู่สวยที่ฉายแววเจ็บปวดลึกๆ ปมในอดีตที่เธอพยายามฝังกลบมันไว้ด้วยคดีความนับร้อย กลับถูกรื้อฟื้นขึ้นมาด้วยสายตาคู่นั้น เขารู้ดีว่าจุดอ่อนของเธอคืออะไร เช่นเดียวกับที่เขารู้ว่าเภสัชกรแห่งความยุติธรรมอย่างเธอกำลังหลงทางอยู่ในเขาวงกตที่เขาเป็นคนสร้างขึ้น "ถ้าผมบอกคุณว่า... หลักฐานชิ้นสุดท้ายที่คุณกำลังตามหามันไม่ได้อยู่ในศาล หรือในห้องเก็บของของตำรวจล่ะ?" กวินทร์กระซิบแผ่วเบา น้ำเสียงของเขานุ่มนวลจนน่ากลัว รินรดานิ่งงอ เธอกัดริมฝีปากแน่น "คุณหมายความว่ายังไง?" กวินทร์ยื่นมืออีกข้างที่ซ่อนไว้ในกระเป๋าเสื้อโค้ทออกมา วางวัตถุชิ้นหนึ่งลงบนกองเอกสารตรงหน้าเธอ วัตถุนั้นสะท้อนแสงไฟวับวาว มันคือ "ปากกาหมึกซึมด้ามเก่า" ที่สลักชื่อย่อตัวอักษร "ท." ซึ่งเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญในคดีฆาตกรรมเมื่อสิบปี่ปีก่อน—คดีที่ทำลายครอบครัวของเธอจนย่อยยับ และเป็นคดีเดียวที่ทางการสรุปว่าเป็นอุบัติเหตุ! ดวงตาของรินรดาเบิกกว้าง ลมหายใจสะดุดกึก ร่างกายแข็งทื่อราวกับถูกสาปให้เป็นหิน ความทรงจำอันโหดร้ายไหลทะลักเข้ามาในหัวราวกับเขื่อนแตก มือที่สวมถุงมือสีดำสั่นเทาเล็กน้อยเมื่อเอื้อมไปแตะปากกาด้ามนั้น "คุณ... เอามาจากไหน?" เสียงของเธอขาดห้วง หัวใจเต้นรัวระรัวจนแทบกระเด็นออกมานอกอก "จากที่ที่มันควรจะอยู่มาตลอดสิบปี..." กวินทร์ยืดตัวขึ้นเต็มความสูง สายตาคมปลาบมองเธอด้วยความหมายลึกซึ้งที่อ่านไม่ออก "และเจ้าของที่แท้จริงของมัน... ก็เพิ่งส่งสัญญาณบางอย่างมาถึงเรา" ก่อนที่รินรดาจะได้เอ่ยถามอะไรเพิ่มเติม เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้งอย่างเป็นจังหวะ ตามด้วยเสียงบานประตูที่ค่อยๆ ถูกผลักเปิดออกช้าๆ ในความมืดสลัวของโถงทางเดินด้านนอก ร่างของบุคคลปริศนาก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่ที่กรอบประตู แสงไฟสลัวส่องกระทบใบหน้าครึ่งหนึ่งเผยให้เห็นรอยแผลเป็นคุ้นตาและรอยยิ้มเยือกเย็นที่ทำให้เลือดในกายของรินรดาเย็นเฉียบลงทันที ... ขอขอบพระคุณผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกาลเวลาและถ้อยคำมา ณ ที่นี้นะครับ
สารจากนักเขียน (บทกวีใต้ร่มเงา)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บทกวีที่ไม่มีวันจบ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%