เสียงฟ้าร้องคำรามก้องสะเทือนเลื่อนลั่น กลิ่นอายความชื้นของหยาดฝนที่โปรยปรายลงมากระทบพื้นคอนกรีตเก่าๆ ในย่านเมืองเก่า ยามวิกาลเช่นนี้บรรยากาศรอบกายพลสงบเงียบลงอย่างประหลาด เหลือเพียงเสียงซ่าของสายฝนที่กระหน่ำซัดสาดหลังคาร้านรถเข็น ทว่าภายในพื้นที่แคบๆ ใต้ผ้าใบกันสาดสีซีด กลับอบอวลไปด้วยไออุ่นจากเตาถ่านที่ยังคงคุโชน
รินรดากำลังใช้ผ้าขนหนูผืนเล็กซับหยาดน้ำตามกรอบหน้าของเธออย่างลวกๆ ความเหนื่อยล้าจากการยืนปรุงอาหารตลอดหลายชั่วโมงผสมโรงกับความหงุดหงิดระคนแปลกใจ เมื่อเงามืดร่างสูงโปร่งของศิลาปรากฏขึ้นตรงหน้าอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ชายหนุ่มในชุดสูทสีเข้มเปียกชุ่มไปด้วยละอองฝน ทว่าดวงตากลับคมกริบและส่อแววความห่วงใยที่เจ้าตัวพยายามซ่อนไว้ภายใต้ท่าทีนิ่งขรึม
"ดึกดื่นป่านนี้ ทำไมยังไม่เก็บร้านอีกครับคุณริน" ศิลาเอ่ยขึ้น น้ำเสียงทุ้มต่ำเจือความกังวลเล็กน้อยขณะกวาดสายตามองไปรอบรถเข็นที่สะอาดสะอ้าน
"คุณศิลา... มาทำอะไรที่นี่ครับเนี่ย?" รินรดาชะงักมือที่กำลังเช็ดเคาน์เตอร์เหล็ก เธอมองชายหนุ่มตรงหน้าด้วยความประหลาดใจ ถนนเส้นนี้ในยามที่พายุโหมกระหน่ำแทบไม่มีลูกค้าหลงเหลือแล้ว "อีกอย่าง... ผมถามคุณก่อนนะ ว่าทำไมถึงยังไม่กลับบ้าน กลับฝ่าฝนมาแถวนี้ทำไม"
ศิลาไม่ตอบคำถามในทันที เขาก้าวเข้ามาหลบใต้ชายคาแคบๆ ขยับเข้าใกล้รินรดาโดยไม่รักษาระยะห่างตามมารยาททางสังคมที่เคยเป็น กลิ่นหอมจางๆ ของน้ำหอมบุรุษผสมผสานกับกลิ่นไอร้อนชื้นของฝนลอยแตะจมูก "ผมขับรถผ่านแถวนี้... แล้วเห็นไฟจากเตาของคุณยังสว่างอยู่ คิดว่าคุณคงยังไม่ได้กินอะไร และคงติดแหง็กอยู่กลับบ้านไม่ได้เหมือนกัน"
รินรดาแค่นหัวเราะในลำคอเบาๆ หันไปหยิบหม้อใบน้อยบนเตาที่ยังอุ่นอยู่ "คุณนี่นะ... ชอบทำตัวเป็นเจ้าหนี้จำยอมอยู่เรื่อย ถ้าหวังจะมาตรวจบัญชีร้านรถเข็นตอนนี้ บอกเลยว่าบัญชีวันนี้ปิดยอดไปตั้งแต่สามทุ่มแล้วครับ"
"ผมไม่ได้หมายถึงเรื่องเงินครับ" ศิลาขยับตัวเข้ามาอีกนิด สายตาคมกวาดมองใบหน้าเนียนที่เปื้อนคราบเขม่าจางๆ และเส้นผมที่เปียกชื้นแนบแก้มของหญิงสาว ความรู้สึกบางอย่างที่อัดแน่นอยู่ในใจตลอดหลายวันที่ผ่านมาทำให้เขาอดไม่ได้ที่จะเอ่ยต่อ "ผมหมายถึงตัวคุณ... รินรดา คุณกำลังแบกอะไรไว้ตั้งมากมายโดยไม่ยอมบอกใครเลยหรือครับ?"
คำถามนั้นราวกับค้อนเหล็กที่ทุบลงกลางความรู้สึกของรินรดา มือที่กำลังถือทัพพีชะงักค้าง บรรยากาศรอบตัวราวกับถูกความเงียบเข้าครอบงำ มีเพียงเสียงฝนที่ยังคงซัดสาดกระเบื้องหลังคา ภาพของบรรดาญาติฝั่งพ่อที่พยายามบีบบังคับให้เธอขายที่ดินผืนนี้เพื่อนำเงินไปล้างหนี้การพนันผุดขึ้นมาในหัว ซ้ำเติมด้วยความโดดเดี่ยวที่เธอต้องกัดฟันต่อสู้มาโดยลำพังนับตั้งแต่บิดามารดาจากไป
หญิงสาวสูดหายใจเข้าลึกเพื่อสะกดกลั้นอารมณ์ที่กำลังตีรวน เธอยกยิ้มมุมปาก ฝืนทำเป็นเข้มแข็ง "มันเป็นเรื่องของผมครับ... ครอบครัวของผม ปัญหาก็ต้องแก้เอง คุณเป็นแค่นายทุน... เอ้ย เป็นแค่ลูกค้าประจำ ไม่จำเป็นต้องมาใส่ใจเรื่องพวกนี้หรอก"
"ลูกค้าประจำงั้นเหรอ?" ศิลาทวนคำ น้ำเสียงของเขาเข้มขึ้นเล็กน้อย แววตาที่มองมาเต็มไปด้วยความจริงจังที่ปฏิเสธไม่ได้ "คุณคิดว่าความสัมพันธ์ของเรามันหยุดอยู่แค่หน้าเคาน์เตอร์ขายบะหมี่หรือครับ รินรดา? ตลอดหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมยืนดูคุณถูกคนพวกนั้นมารังควาน ดูคุณอดหลับอดนอนเพื่อพิสูจน์ตัวเอง และดูคุณยิ้มสู้ทั้งที่ข้างในแทบไม่ไหว... คุณคิดว่าผมใจหินจนมองผ่านเรื่องพวกนี้ไปได้จริงๆ เหรอ?"
หัวใจของรินรดาเต้นผิดจังหวะ เธอนิ่งอึ้งไปครู่ใหญ่ ยามที่ได้สบตากับชายหนุ่มผู้เพียบพร้อมและเย็นชาในสายตาคนอื่น แต่กลับยอมลดตัวมาเปียกฝนยืนเคียงข้างเธอในตรอกซอกซอยมืดๆ ยามวิกาล ความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจที่สะสมมานานราวกับพังทลายลงในชั่วพริบตา
"ทำไมคุณถึงต้องทำขนาดนี้ด้วยล่ะครับ?" เสียงของรินรดาแผ่วเบาลง เจือความสั่นเครือเล็กน้อยที่เธอพยายามปกปิด "ชีวิตผมมันไม่มีอะไรน่าสนใจเลย เป็นแค่คนทำอาหารข้างทาง สู้รบกับปัญหาหนี้สินและญาติจอมปลอม... การเข้ามาพัวพันกับผม มันมีแต่จะทำให้คุณเดือดร้อนเปล่าๆ"
ศิลาถอนหายใจยาวอย่างอ่อนอกอ่อนใจ เขาเอื้อมมือหนาออกไปจับข้อมือเรียวของหญิงสาวแผ่วเบา สัมผัสอุ่นร้อนนั้นส่งผ่านทะลุความหนาวเย็นของค่ำคืน "เพราะผมเบื่อรสชาติอาหารจืดชืดในภัตตาคารหรู... และเพราะผมไม่อยากเห็นรอยยิ้มฝืนๆ ของเชฟคนนี้อีกแล้ว" เขาเว้นจังหวะ สายตาทอดมองลึกเข้าไปในดวงตาของเธอ "ให้ผมได้ช่วยเถอะครับ... ไม่ใช่ในฐานะนายทุน แต่ในฐานะผู้ชายคนหนึ่งที่พร้อมจะยืนเคียงข้างคุณ"
รินรดาเม้มริมฝีปากแน่น หัวใจดวงน้อยสั่นไหวอย่างรุนแรง เธอไม่อาจปฏิเสธได้เลยว่าความอบอุ่นที่ศิลามอบให้ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมาได้พังทลายกำแพงที่เธอสร้างขึ้นทีละน้อย ท่ามกลางสายฝนที่โปรยปรายและค่ำคืนอันหนเหน็บ ร่างสูงใหญ่ของชายหนุ่มขยับเข้ามาประชิดยิ่งขึ้นจนเธอได้กลิ่นไอร้อนจากกายเขา
ศิลาค่อยๆ ยกมืออีกข้างขึ้นเกลี่ยปอยผมที่เปียกชื้นออกจากหน้าผากของหญิงสาวอย่างทะนุถนอม ความใกล้ชิดนี้ทำให้ลมหายใจของทั้งคู่แทบจะหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว รินรดานิ่งงัน ปล่อยให้ความอบอุ่นนั้นโอบล้อมหัวใจที่เคยด้านชา
ทว่า ในขณะที่บรรยากาศกำลังดำเนินไปสู่ความซาบซึ้งและเปราะบาง เสียงฝีเท้าหนักหน่วงหลายคู่ก็ดังแหวกม่านสายฝนเข้ามาใกล้ตรอกซอกซอยแห่งนี้อย่างรวดเร็ว พร้อมกับเสียงตะโกนโวยวายที่คุ้นเคยและน่ารำคาญใจเป็นที่สุด
"รินรดา! แกซ่อนอยู่ตรงนี้นี่เอง! รีบเอาโฉนดที่ดินออกมาคุยกันให้รู้เรื่องเดี๋ยวนี้!"
เสียงของอาหนุ่มจอมโลภดังทะลุสายฝนเข้ามา พร้อมกับเงาร่างของคนกลุ่มหนึ่งที่กำลังพุ่งตรงมายังหน้าร้านรถเข็นอย่างคุกคาม!
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและลิ้มรสความสุขไปกับกลิ่นไอความอบอุ่นนี้ด้วยกันนะครับ
เชฟร้านรถเข็นกับนายทุนจอมเขี้ยว•ตอนที่ 7
ยามดึกในเมืองเก่า
ผลงานโดย กาแฟโบราณแก้วโต
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กาแฟโบราณแก้วโต)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เชฟร้านรถเข็นกับนายทุนจอมเขี้ยว นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!