“ถ้าคุณยังไม่ยอมวางจานชามพวกนั้นลง แล้วหันมามองหน้าผมดีๆ ผมสาบานได้เลยว่าทริปพักผ่อนครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้ายที่คุณจะได้แตะต้องผ้ากันเปื้อนในรอบหนึ่งเดือน”
เสียงทุ้มต่ำของศิลากลบเสียงดนตรีแจ๊สเบาๆ ที่เปิดคลอในรถยุโรปคันหรู เขาไม่ได้ละสายตาจากถนนเส้นที่มุ่งหน้าสู่รีสอร์ตส่วนตัวในหุบเขา แต่น้ำเสียงนั้นเด็ดขาดจนรินรดาที่กำลังนั่งทบทวนสูตรน้ำซุปในหัวถึงกับชะงัก เธอวางสมุดโน้ตเล่มเล็กในมือลง ก่อนจะหันไปค้อนใส่ชายหนุ่มข้างกายที่วันนี้สวมเพียงเสื้อเชิ้ตลินินสีครีม ดูผ่อนคลายต่างจากนักธุรกิจจอมเขี้ยวที่เธอคุ้นเคย
“ฉันแค่คิดว่าถ้าเตรียมวัตถุดิบไว้ล่วงหน้า กลับไปถึงร้านจะได้เริ่มงานได้เลย คุณก็รู้ว่าลูกค้าประจำรอข้าวแกงกะหรี่สูตรพิเศษของฉันอยู่” รินรดาแย้งพลางพิงศีรษะกับเบาะหนัง “อีกอย่าง... ที่นั่นมีครัวส่วนตัวไม่ใช่เหรอคะ? ฉันไม่ได้บอกว่าจะไปทำงาน แต่แค่จะทดลองเมนูใหม่”
“รินรดา” ศิลาเรียกชื่อเธอด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง แต่แฝงความหมายบางอย่างที่ทำให้คนฟังใจสั่น “การพักผ่อนคือการอนุญาตให้ตัวเองหยุดหายใจจากความวุ่นวาย ไม่ใช่แค่ย้ายที่ทำงานไปไว้ในที่ที่อากาศดีกว่าเดิมครับ”
รถเลี้ยวโค้งเข้าสู่เขตหุบเขาที่เงียบสงัด ความวุ่นวายจากการถูกญาติพี่น้องของตระกูลสามีเก่าตามราวีเรื่องที่ดินมรดก และการฟาดฟันกับบรรดาลูกค้าช่างติบนรถเข็นดูเหมือนจะจางหายไปพร้อมกับไอหมอกที่เริ่มเกาะตัวที่กระจกหน้าต่าง รินรดามองทิวทัศน์เบื้องหน้าด้วยสายตาที่อ่อนลง เธอไม่ได้ทำอาหารเพื่อพิสูจน์ตัวเองมานานแค่ไหนแล้วนะ? ตั้งแต่เริ่มขายรถเข็น สิ่งที่เธอทำมักหนีไม่พ้นการต่อสู้เพื่อความอยู่รอด แต่วันนี้... มันต่างออกไป
เมื่อรถจอดสนิทหน้าวิลล่าไม้สักหลังงามที่ซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางแมกไม้ ศิลาก้าวลงจากรถก่อนจะเดินอ้อมมาเปิดประตูให้ เขาไม่ได้เอื้อมมือมาดึงเธอ แต่ยื่นมือออกไปรอรับราวกับสุภาพบุรุษในหนังยุคเก่า
“ที่นี่ไม่มีญาติพี่น้องคนไหนตามหาคุณเจอ และไม่มีลูกค้าคนไหนมาตบโต๊ะสั่งอาหารเร่งคุณได้” ศิลาขยับยิ้มมุมปาก “มีแค่ผม... กับห้องครัวที่ผมสั่งเชฟส่วนตัวเตรียมวัตถุดิบที่ดีที่สุดไว้ให้คุณทดลองทำกินเล่นๆ ในฐานะคนรัก ไม่ใช่ในฐานะเชฟที่ต้องทำกำไรครับ”
เย็นวันนั้น รินรดาพบว่าตัวเองกำลังยืนอยู่ในครัวสเตนเลสสตีลเกรดพรีเมียมที่ถูกขัดจนเงาวับ เธอไม่ได้จับมีดเพื่อแล่เนื้อไปขาย แต่เธอกำลังหั่นเห็ดป่าที่เพิ่งเก็บมาได้จากสวนหลังวิลล่า กลิ่นหอมจางๆ ของดินชื้นและกลิ่นไม้หอมโชยมาตามลมเย็น กลิ่นเหล่านั้นช่างชวนให้คิดถึงรสมือของแม่ในวัยเด็ก กลิ่นที่ความรีบเร่งในเมืองหลวงไม่มีวันเลียนแบบได้
“เห็ดผัดเนยกระเทียมป่า... หอมใช้ได้เลยครับ” เสียงศิลาดังขึ้นใกล้หู เขาโน้มตัวลงมาดูจานอาหารในมือเธอ กลิ่นโคโลญจน์อ่อนๆ ผสมกับกลิ่นกายสะอาดสะอ้านของเขาทำให้รินรดาเผลอเกร็งไหล่ไปชั่วขณะ
“คุณชอบเหรอคะ?” รินรดาถามพลางตักอาหารใส่จานเซรามิกเนื้อละเอียด
“ผมชอบทุกอย่างที่มาจากมือคุณครับ ไม่ว่าจะอยู่ในรถเข็นริมทาง หรือบนโต๊ะดินเนอร์หรูหรา” ศิลาตอบพลางหยิบไวน์แดงขึ้นมาเปิด “แต่สิ่งหนึ่งที่ผมชอบมากกว่า คือการได้เห็นคุณหยุดวิ่งไล่ตามกำไร แล้วหันมาลิ้มรสชีวิตจริงๆ เสียที”
บรรยากาศมื้อค่ำดำเนินไปอย่างเรียบง่าย ทว่าลึกซึ้ง รินรดารู้สึกเหมือนกำแพงที่สร้างไว้เพื่อป้องกันตัวตลอดหลายปีเริ่มพังทลายลงทีละน้อย เธอหัวเราะให้กับมุกตลกฝืดๆ ของศิลา และยอมเปิดใจเล่าถึงความฝันที่อยากเปิดร้านอาหารเล็กๆ ที่ไม่ต้องคอยระแวงว่าใครจะเข้ามาฮุบกิจการ ความอบอุ่นที่ได้รับทำให้เธอเผลอไผลไปกับบรรยากาศจนลืมเรื่องราวความขัดแย้งในโลกความเป็นจริงไปเสียสนิท
ทว่า... ความสุขมักมีแขกไม่ได้รับเชิญเสมอ
ขณะที่ศิลากำลังรินไวน์แก้วสุดท้าย เสียงโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่บนเคาน์เตอร์ครัวก็แผดเสียงดังขึ้นทำลายความเงียบ รินรดาขมวดคิ้วเมื่อเห็นชื่อผู้โทรเข้า เธอรีบหยิบขึ้นมาดูด้วยความตกใจ
“ริน... มีเรื่องใหญ่แล้ว” เสียงปลายสายร้อนรนจนสั่นเครือ “พวกเขากำลังบุกไปที่รถเข็นของคุณ... ไม่ใช่แค่คนเดียว แต่พวกเขายกโขยงไปพร้อมกับเจ้าหน้าที่เขตที่อ้างว่าคุณทำผิดกฎหมายผังเมือง พวกเขากำลังจะยึดรถเข็นของคุณไปทำลายทิ้ง!”
รินรดาสะดุ้งสุดตัว จานในมือหลุดร่วงลงพื้นจนแตกกระจาย ความเย็นวาบแล่นผ่านสันหลัง เธอหันไปสบตากับศิลาที่ยืนนิ่ง สายตาของเขาไม่ได้มีความตกใจแม้แต่น้อย เขากลับค่อยๆ วางแก้วไวน์ลง แล้วหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูหน้าจอของตัวเองที่มีข้อความแจ้งเตือนบางอย่างเด้งขึ้นมา
“ไม่ต้องห่วงหรอกรินรดา” ศิลาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเย็นเหมือนน้ำแข็ง “ผมบอกแล้วว่าที่นี่ปลอดภัย แต่คนที่พยายามข้ามเส้นเข้ามาในพื้นที่ของผม... พวกเขาเพิ่งทำพลาดครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิต”
ศิลาเลื่อนหน้าจอโทรศัพท์ให้เธอดู มันคือบันทึกภาพจากกล้องวงจรปิดที่ติดตั้งไว้รอบรถเข็นของเธอ และภาพของญาติที่เธอกลัวนักหนากำลังทำท่าทางลับๆ ล่อๆ วางของบางอย่างลงในถังน้ำซุป... ของที่ดูเหมือนยาพิษร้ายแรง
“พวกเขาไม่ได้แค่จะมายึดรถเข็นครับรินรดา” ศิลาเดินเข้ามาใกล้ สัมผัสที่มือของเขานั้นหนักแน่นและเปี่ยมไปด้วยอำนาจ “พวกเขาตั้งใจจะยัดข้อหาให้คุณติดคุกฐานฆ่าคนตาย... และตอนนี้ หลักฐานชิ้นสำคัญที่พวกเขาหวังจะใช้มัดตัวคุณ ก็ถูกส่งตรงถึงมือตำรวจที่เป็นคนของผมเรียบร้อยแล้ว”
รินรดาตัวสั่นเทา ไม่ใช่ด้วยความกลัว แต่ด้วยความเคียดแค้นที่ถูกหักหลังซ้ำแล้วซ้ำเล่า “แล้วเราต้องทำยังไงคะ?”
ศิลาหรี่ตาลง แสงไฟในครัวสะท้อนกับแว่นตาของเขาจนดูเหมือนปีศาจที่กำลังวางแผนร้าย “คืนนี้... เราจะอยู่พักผ่อนกันต่อให้จบ แต่พรุ่งนี้เช้า เมื่อเรากลับไปถึงที่นั่น ผมจะทำให้พวกเขาเสียใจที่เกิดมาเป็นญาติกับคุณ”
เขาเอื้อมมือมาปัดเศษจานแตกที่กระเด็นมาใกล้เท้าเธอออกเบาๆ ก่อนจะประคองใบหน้าของเธอให้สบตาเขาอีกครั้ง
“ทุกจานที่พวกเขาพยายามทำลาย จะกลายเป็นเครื่องเซ่นสังเวยความฉิบหายของพวกเขาเอง... คุณพร้อมจะดูการแสดงครั้งสุดท้ายหรือยังครับ?”
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทาง สั่งสมรสชาติความสุข และลิ้มลองความสะใจไปด้วยกันนะครับ – กาแฟโบราณแก้วโต
เชฟร้านรถเข็นกับนายทุนจอมเขี้ยว•ตอนที่ 17
พักเบรกสโลว์ไลฟ์
ผลงานโดย กาแฟโบราณแก้วโต
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กาแฟโบราณแก้วโต)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เชฟร้านรถเข็นกับนายทุนจอมเขี้ยว นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!