กลิ่นอายจางๆ ของชาเขียวมรกตที่ถูกชงด้วยน้ำจากธารน้ำแข็งบนยอดเขา สูงเสียดฟ้า ยังไม่ทันจางหายจากริมฝีปาก ปลายกระบี่คมกริบเล่มหนึ่งก็จ่อชิดเข้าที่หลอดลมของเสิ่นเวยอย่างรวดเร็วดุจสายฟ้าฟาด
มิมีเสียงอุทาน มิมีแม้แต่รอยย่นบนหน้าผากของกุนซือหนุ่มร่างระหง นางเพียงแต่เหลือบสายตาขึ้นมองคมเหล็กที่สะท้อนแสงไฟจากตะเกียงสำริดอย่างเชื่องช้า ก่อนจะเลื่อนสายตาขึ้นประสานกับดวงเนตรคมปลาบดั่งพญาอินทรีของฉินอ๋อง (หลวนจิ่ง) ผู้ประทับนั่งอยู่เบื้องหน้า
"ท่านอ๋องทรงใช้กระบี่ต้อนรับผู้ช่วยคนสนิทเช่นนี้ ดูจะไม่ค่อยสมกับเกียรติของแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่แห่งบูรพาทิศสักเท่าใดกระมังครับ" เสียงทุ้มต่ำที่ถูกดัดให้แหบพร่าเล็กน้อยเอื้อnเอ่ยขึ้นอย่างไม่สะทกสะท้าน แม้ใต้ร่มผ้าแพรเนื้อดี อาภรณ์ชั้นในจะเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อเย็นเยียบจากความตึงเครียดก็ตาม
หลวนจิ่งไม่ยอมลดปลายกระบี่ลงแม้แต่น้อย พระองค์โน้มพระวรกายไปเบื้องหน้าเล็กน้อย จนกลิ่นอายบุรุษเพศและกลิ่นคาวเลือดจางๆ จากสนามรบโชยปะทะนาสิกของเสิ่นเวย พระเนตรคมกริบราวกับจะทะลวกลึกเข้าไปถึงวิญญาณที่ซ่อนอยู่หลังม่านบังตาแห่งความตาย
"เป้าหมายของกองทัพทมิฬมีเพียงหนึ่งเดียวคือการบดขยี้แคว้นต้าเหลียงให้ราบเป็นหน้ากลอง... แต่เจ้า เสิ่นเวย เป็นใครกันแน่?" สุรเสียงเยือกเย็นเยียบดุจน้ำค้างแข็งในเหมันตฤดูเอ่ยลอดไรพระโอษฐ์ "คนธรรมดาที่อ่านตำราพิชัยสงครามย่อมไม่มีทางรู้จุดอ่อนของค่ายกลเก้าสวรรค์ที่ข้าเพิ่งร่างขึ้นเมื่อคืนวาน... และที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้น เจ้ามิใช่บุรุษ"
หัวใจของเสิ่นเวยกระตุกวูบไปชั่วขณะ แต่บนใบหน้าที่ถูกแต่งแต้มด้วยผงถ่านและรอยแผลเป็นปลอมเพื่ออำพรางโฉมสะคราญ กลับยังคงไว้ซึ่งรอยยิ้มบางเบาอย่างผู้ถือไพ่เหนือกว่า
"ใต้บาทสยบ... ใต้หล้าต่างร่ำลือว่าฉินอ๋องทรงปรีชาสามารถ ไฉนวันนี้จึงทรงใช้สายตาพิเคราะห์สตรีมาตัดสินความสามารถของบุรุษเล่าครับ?" นางขยับกายถอยหลังอย่างระแวดระวัง มิให้คมกระบี่บาดถูกผิวเนื้ออันบอบบาง "ต่อให้ข้าจะเป็นสตรี หรือบุรุษพิการสมองทึบจากสำนักศึกษาใด หากแผนการที่ข้าเสนอสามารถนำชัยชนะมาสู่กองทัพของพระองค์ และปกป้องชีวิตทหารนับหมื่นได้ เหตุใดพระองค์จึงต้องใส่ใจว่าใต้ร่มผ้าของข้ามีรูปร่างเช่นไรเล่า"
ความกล้าหาญที่เจือด้วยความเย่อหยิ่งเล็กน้อยนี้ ทำให้หลวนจิ่งทรงชะงักไปชั่วอึดใจ พระองค์ทรงพินิจพิเคราะห์ใบหน้านั้นอย่างละเอียดถี่ถ้วนอีกครั้ง
ท่ามกลางกระโจมบัญชาการศึกที่อบอวลไปด้วยฝุ่นควันและกลิ่นอายความตาย ร่างเพรียวบางในชุดบัณฑิตสีเทาเข้มกลับดูโดดเด่นราวกับภาพวาดพู่กันจีนที่ถูกตวัดเส้นสายอย่างประณีตบรรจง แม้จะพยายามซ่อนเร้นเรือนร่างอันอรชรด้วยผ้าคาดรัดอกหนาเตอะ แต่กลิ่นหอมอ่อนๆ คล้ายดอกเหมยขาวที่โชยมาตามกระแสลมยามค่ำคืน ก็มิอาจรอดพ้นจากประสาทสัมผัสอันเฉียบคมของแม่ทัพผู้ผ่านศึกมานับร้อยคราได้
"เจ้าซ่อนตัวตน อำพรางฐานะ และยอมติดตามกองทัพที่พร้อมจะตายตกไปตามกันทุกเมื่อ... หากไม่ใช่ไสยศัตรูส่งมา ก็ต้องมีเหตุผลที่ยิ่งใหญ่จนยอมเอาชีวิตเข้าแลก" หลวนจิ่งค่อยๆ ลดกระบี่ลง ทว่าแววตายังคงซ่อนความระแวงไว้อย่างมิดชิด "จงบอกความจริงมา ก่อนที่ความอดทนของข้าจะหมดลง"
เสิ่นเวยลอบถอนหายใจยาวในอก นางรู้ดีว่าการหลอกลวงฉินอ๋องผู้มีฉายาว่า "ยักษ์ทมิฬไร้ใจ" นั้นยากเย็นเพียงใด บุรุษผู้นี้ไม่เคยเชื่อใจผู้ใดในใต้หล้า แม้แต่พี่น้องร่วมสายโลหิตยังเคยหักหลังพระองค์มาแล้ว นับประสาอะไรกับกุนซือไร้หัวนอนปลายเท้าเช่นนาง
"หากข้าบอกว่า... ชีวิตของข้ามีไว้เพื่อทวงคืนความยุติธรรมให้กับคนตระกูลเสิ่นที่ถูกประหารอย่างไร้ความผิดเล่าครับ" เสิ่นเวยเงยหน้าขึ้นสบตาพระองค์โดยตรง ดวงตาคู่สวยฉายประกายเจ็บปวดร้าวลึกที่ยากจะเสแสร้ง "ตระกูลเสิ่นถูกกล่าวหาว่าเป็นกบฏเมื่อเจ็ดปีก่อน... ฮ่องเต้เฉียนหลงทรงใช้อำนาจมืดกวาดล้างพวกเราจนสิ้นซาก บิดาของข้าต้องตายอย่างโดดเดี่ยวในคุกมืด ส่วนข้า... รอดชีวิตมาได้ด้วยเศษเสี้ยวความเมตตาของแม่ทัพหานหยวน"
ชื่อของแม่ทัพหานหยวนทำให้หลวนจิ่งขมวดพระขนงเข้าหากันเล็กน้อย
"หานหยวนรับเจ้าเข้ามา... แต่ไม่เคยรายงานเรื่องนี้แก่ข้า"
"เพราะเขารู้ว่าพระองค์เกลียดคนอ่อนแอ และเกลียดการพกพาภาระรุงรังในสนามรบอย่างไรล่ะครับ" เสิ่นเวยก้าวเข้าไปใกล้โต๊ะแผนที่อีกก้าว น้ำเสียงของนางเปลี่ยนเป็นจริงจังและเฉียบคมขึ้นจนน่าทึ่ง "ข้ามิใช่ภาระ และมิใช่ไสยศัตรู... ข้าคือผู้เดียวในแผ่นดินนี้ ที่รู้จักจุดอ่อนของราชสำนักและกระบวนทัพของตระกูลโยวที่หนุนหลังฮ่องเต้ดีกว่าผู้ใด หากพระองค์ทรงต้องการบัลลังก์ หรือต้องการล้างแค้นให้สาสมกับที่ถูกทรยศ... พระองค์ทรงขาดกุนซือเช่นข้าไม่ได้หรอกครับ, หลวนจิ่ง"
การเรียกขานพระนามโดยตรงอย่างไร้มารยาทเช่นนี้ ทำให้บรรยากาศในกระโจมเย็นเยียบลงทันตาเห็น ทหารยามด้านนอกถึงกับสะดุ้งเมื่อรู้สึกได้ถึงไอสังหารแผ่ซ่านออกมาจากร่างของฉินอ๋อง
ทว่า... หลวนจิ่งกลับมิได้กริ้วโกรธดังคาด
มุมพระโอษฐ์หยักลึกยกขึ้นเป็นรอยยิ้มหยันที่เต็มไปด้วยเสน่ห์อันตราย พระองค์ทรงก้าวเข้าไปประชิดร่างของเสิ่นเวย จนแผ่นหลังของนางชนเข้ากับเสากระโจมไม้ไผ่หนา ไม่มีทางให้หลบหนีอีกต่อไป
พระหัตถ์หนาเอื้อมออกไปสัมผัสปอยผมที่หลุดลุ่ยข้างกรอบหน้าของนางอย่างแผ่วเบa สัมผัสอุ่นร้อนจากปลายนิ้วที่ผ่านการจับกระบี่มาโชกโชนทำเอาเสิ่นเวยสะấuทานไปทั้งร่าง
"บังอาจนัก... กล้าต่อรองกับพญายมเช่นข้า" หลวนจิ่งกระซิบชิดริมใบหูของนาง สุรเสียงทุ้มต่ำพร่ามัวเต็มไปด้วยความเย้ายวนและคุกคามในคราเดียวกัน "แต่เจ้าพูดถูก... ข้าเกลียดความอ่อนแอ แต่ข้าถูกใจความอาจหาญของเจ้า เสิ่นเวย... หรือข้าควรจะเรียกว่าอะไรดี แม่นางน้อยแห่งตระกูลเสิ่น?"
ในจังหวะที่หัวใจของเสิ่นเวยเต้นระรัวจนแทบหลุดออกมานอกอก และกลิ่นกายบุรุษแผ่ซ่านจนสติสัมปชัญญะเริ่มพร่าเลือน เสียงฝีเท้าเร่งรีบก็ดังขึ้นจากด้านนอกกระโจม ตามด้วยเสียงรายงานด้วยความตื่นตระหนกของทหารยาม
"เรียนท่านอ๋อง! มีม้าเร็วจากเมืองหลวง... นำพระราชโองการลับฉบับด่วนที่สุดมาถึงพะยะค่ะ!"
หลวนจิ่งชะงัก พระเนตรคมกريบละสายตาจากใบหน้าอันงดงามที่แดงก่ำของเสิ่นเวยอย่างไม่เต็มพระหฤทัยนัก พระองค์ถอยหลัง1ก้าว สะบัดชายเสื้อคลุมแล้วตรัสด้วยสุรเสียงเยียบเย็น "ให้เข้ามา"
ทหารม้าในชุดเกราะเปื้อนโคลนก้าวเข้ามาด้วยความหวาดกลัว คุกเข่าลงกับพื้นพร้อมกับชูม้วนพระราชโองการที่ประทับตราหยกทองคำขึ้นเหนือศีรษะ
"ทูลท่านอ๋อง... ฮ่องเต้ทรงทราบข่าวเรื่องกองทัพของเราเคลื่อนพลแล้ว พระองค์จึงมีพระราชโองการด่วน... สั่งให้ท่านอ๋องปลดแม่ทัพหานหยวนออกจากตำแหน่งทันที และแต่งตั้ง... พระชายาองค์ใหม่ของฮ่องเต้ ซึ่งก็คือ... บุตรีแห่งตระกูลโยว ให้เป็นแม่ทัพพิเศษคุมกองกำลังสนับสนุนจากเมืองหลวงมาสมทบในอีกสามวันข้างหน้าพะยะค่ะ!"
สิ้นคำรายงานนั้น ร่างของเสิ่นเวยก็ชาดิ่งไปถึงกระดูกดำ นางรู้ดีว่าตระกูลโยวคือใคร และการที่บุตรีตระกูลโยวเข้ามาคุมกองกำลังสนับสนุน นั่นหมายถึงกับดักมรณะที่ถูกขุดรอไว้เพื่อกลืนกินกองทัพของฉินอ๋องทั้งกองทัพ!
ทว่า... สิ่งที่ทำให้เสิ่นเวยต้องเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงยิ่งกว่า คือเมื่อนางหันไปมองหลวนจิ่ง แม่ทัพทมิฬผู้ไร้ใจมิได้แสดงความโกรธเกรี้ยวออกมาเลยแม้แต่น้อย พระองค์กลับแย้มพระสรวลออกมาอย่างเยือกเย็น ราวกับทรงรอคอยวันนี้มานานแสนนานแล้ว
"ดี... ดีมาก" หลวนจิ่งตรัสเบาๆ พระหัตถ์หนายื่นไปรับม้วนพระราชโองการนั้นมาถือไว้ ก่อนจะหันกลับมามองเสิ่นเวยที่ยืนตัวแข็งทื่ออยู่ข้างเสากระโจม "ในเมื่อพวกมันส่งหมากตัวสำคัญมาถึงที่... เราก็เตรียมกระดานรอรับศึกใหญ่ได้เลยกระมัง, กุนซือของข้า"
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกาลเวลามาด้วยกัน ณ บรรทัดนี้ครับ
พงศาวดารมีชีวิต
แม่ทัพทมิฬผู้ไร้ใจ กับกุนซือหญิงในเงามืด•ตอนที่ 5
ความลับที่ไม่อาจเอ่ย
ผลงานโดย พงศาวดารมีชีวิต
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พงศาวดารมีชีวิต)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง แม่ทัพทมิฬผู้ไร้ใจ กับกุนซือหญิงในเงามืด นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!