แม่ทัพทมิฬผู้ไร้ใจ กับกุนซือหญิงในเงามืด•ตอนที่ 4

คำสั่งจากราชสำนัก

ผลงานโดย พงศาวดารมีชีวิต
กลิ่นหอมกรุ่นของชาไป๋ฮ่าวอYินเจินลอยวนอยู่เหนือโต๊ะไม้จันทน์แดง แต่กลับไม่สามารถขับไล่ไอความหนาวเยือกที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างของบุรุษผู้ประทับอยู่เบื้องบนได้เลย หลวนจิ่ง หรือฉินอ๋องแห่งต้าเฉิง ทอดพระเนตรแผ่นแพรสีเหลืองทองอร่ามในมือด้วยสายตาราบเรียบ ดุจผิวน้ำในบึงลึกที่ปราศจากระลอกคลื่น มหาอำนาจครึ่งหนึ่งของแผ่นดินอยู่ในกำมือของเขา กองทัพพยัคฆ์ทมิฬนับแสนนายพร้อมที่จะพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินหากเพียงแต่เขากริ้ว แต่วันนี้... ราชสำนักกลับส่งกระดาษแผ่นเดียวมาเพื่อท้าทายอำนาจนั้น "ฝ่าบาททรงมีพระเมตตาดั่งฟ้าประทาน ทรงคิดถึงความเหนื่อยยากของท่านอ๋องในแดนประจิม จึงมีพระราชโองการให้ท่านอ๋องเสด็จกลับเข้าเฝ้าเป็นการด่วน... เพื่อรับบำเหน็จความชอบและ... รายงานราชการแผ่นดิน" เสียงของขันทีเฒ่าผู้ถือราชโองการสั่นระริก แม้จะพยายามรักษาท่าทีให้มั่นคงเพียงใด แต่ยามที่ต้องสบตากับดวงเนตรคมกริบดั่งใบมีดของฉินอ๋อง เขาก็รู้สึกราวกับตนเองกำลังยืนอยู่ปากเหวลึกที่เบื้องล่างคือความตาย ภายในห้องหนังสือลับหลังม่านมุก เสิ่นเวย ยอดกุนซือหญิงในเงา สดับรับฟังทุกถ้อยคำผ่านรอยแยกของฉากกั้นไม้แกะสลักลวดลายวิจิตร นางสวมอาภรณ์สีเขียวเข้มกลมกลืนกับความมืดมิด แต่นัยน์ตากลับสุกสกาวดั่งดวงดาวในคืนเดือนมืด นิ้วเรียวบางลูบไล้ขอบถ้วยกระเบื้องเคลือบอย่างใช้ความคิด การที่ฮ่องเต้เฉียนหลงเรียกตัวฉินอ๋องเข้าเมืองหลวงในยามที่สถานการณ์ชายแดนเพิ่งสงบ ย่อมไม่ใช่เรื่องของการปูนบำเหน็จอย่างแน่นอน แต่มันคือ "งานเลี้ยงที่ไม่มีวันเลิกรา" ของฮ่องเต้ผู้หวาดระแวง "กลับไปทูลฝ่าบาท..." เสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจเอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบงันที่กดดันจนแทบหายใจไม่ออก หลวนจิ่งวางราชโองการลงบนโต๊ะอย่างช้าๆ ราวกับมันเป็นเพียงกระดาษไร้ค่าใบหนึ่ง "เปิ่นหวางกำลังตรวจบัญชีเสบียงของกองทัพพยัคฆ์ทมิฬ ยังมีงานสำคัญที่ต้องสะสางอีกมาก เกรงว่าจะไม่สามารถเดินทางกลับเมืองหลวงได้ทันตามกำหนดในราชโองการ" ขันทีเฒ่าหน้าถอดสี รีบก้มกราบจนหน้าผากแนบพื้น "ท่านอ๋อง! นี่คือพระราชโองการด่วนจากองค์เหนือหัว หากท่านขัดรับสั่ง..." "เปิ่นหวางไม่เคยขัดพระราชโองการ เพียงแต่... ฟ้าดินกว้างใหญ่ กฎเกณฑ์ย่อมต้องยืดหยุ่นตามสถานการณ์" หลวนจิ่งยกจอกชาขึ้นจิบ ช้าๆ สายตาคมปลาบมองผ่านไอน้ำร้อนกรุ่น "ท่านขันทีเดินทางมาเหนื่อยยาก จงไปพักผ่อนเสียเถิด ส่วนเรื่องราชโองการ... ให้เวลาเปิ่นหวางไตร่ตรองอีกสักสามวัน" เมื่อร่างของขันทีเฒ่าถอยรunออกไปด้วยความหวาดผวา บรรยากาศภายในห้องจึงกลับมาสู่ความเงียบสงัดอีกครั้ง ทว่าไม่นานนัก เสียงฝีเท้าเบาหวิวดั่งใบไม้ไหวก็ดังขึ้น พร้อมกับร่างระหงของเสิ่นเวยที่ก้าวออกมาจากหลังม่านมุก นางมิได้กล่าวทักทายตามพิธีการ ทว่ากลับเดินตรงไปยังแผนที่แผ่นใหญ่ที่กางอยู่บนโต๊ะ ปลายนิ้วเรียวชี้ไปยังเส้นทางเดินทัพจากชายแดนสู่เมืองหลวงหลวง "ท่านอ๋องทรงปฏิเสธตรงๆ เช่นนี้ ย่อมเท่ากับการเปิดฉากเผชิญหน้าอย่างเป็นทางการ" เสิ่นเวยเอ่ยขึ้น น้ำเสียงของนางราบเรียบ เยือกเย็น และเฉียบคมดั่งศรที่อาบยาพิษ "ฮ่องเต้เฉียนหลงทรงรอเวลานี้มานาน พระองค์ทรงต้องการข้ออ้างในการปลดท่านออกจากตำแหน่งแม่ทัพ หากท่านฝืนไม่ไป พระองค์จะประกาศให้ท่านเป็นกบฏ แต่หากท่านเสด็จไป... เมืองหลวงก็จะกลายเป็นสุสานที่เตรียมไว้ฝังร่างของท่านพยัคฆ์ทมิฬเช่นท่าน" หลวนจิ่งเงยหน้าขึ้นมองสตรีตรงหน้า แววตาที่เคยแข็งกร้าวและเย็นชาเมื่อครู่ กลับอ่อนลงยามเมื่อทอดมองเงาร่างระหงที่เคียงบ่าเคียงไหล่ร่วมเป็นร่วมตายกับเขามาหลายปี เขายื่นมือออกไปกุมมือเรียวเย็นเฉียบนั้นไว้เบาๆ "เจ้ากลัวหรือ เสิ่นเวย" เสิ่นเวยเงີยหน้าสบตาเขา แววตาของนางไม่มีความหวาดกลัวแม้แต่น้อย มีเพียงประกายแห่งความเด็ดเดี่ยวและลุ่มลึก "หม่อมฉันมิเคยกลัวความตาย เพลานี้ตระกูลเสิ่นของหม่อมฉันเหลือเพียงชีวิตเดียวที่ต้องปกป้อง... นั่นคือชีวิตของท่านอ๋อง" คำพูดที่เรียบง่ายแต่มั่นคงดั่งหินผานี้ ทำให้หัวใจที่ด้านชาของแม่ทัพทมิฬไหววูบ เขาดึงนางเข้าสู่อ้อมแขนอย่างนุ่มนวล กลิ่นอายบุรุษผสมผสานกับความอบอุ่นอันหาได้ยากยิ่งทำให้เสิ่นเวยนิ่งงันไปชั่วขณะ นางซบหน้าลงกับลาดไหล่กว้าง ปล่อยให้ความอบอุ่นชั่วคราวนี้โอบกอดท่ามกลางพายุแห่งการแย่งชิงอำนาจที่กำลังโหมกระหน่ำ "ในเมื่อฝ่าบาททรงประสงค์จะเล่นเกมนี้ เปิ่นหวางก็จะเล่นกับพระองค์ให้ถึงที่สุด" หลวนจิ่งกระซิบชิดริมใบหูของนาง น้ำเสียงเต็มไปด้วยความดุร้ายเยือกเย็น "เตรียมกองกำลังลับครึ่งหนึ่งให้พร้อม เราจะเดินทางเข้าเมืองหลวง... ตามราชโองการ" เสิ่นเวยผละออกจากอ้อมกอดเล็กน้อย นางมองลึกเข้าไปในดวงตาของเขา พลันขมวดคิ้วมุ่นด้วยความสังหรณ์ใจบางอย่าง "ท่านอ๋องทรงหมายความว่า..." ทว่า ยังไม่ทันที่เสิ่นเวยจะได้เอ่ยถามจนจบประโยค เสียงฝีเท้าเร่งรีบของแม่ทัพหานหยวนก็ดังขึ้นหน้าห้อง ประตูไม้ถูกผลักเปิดออกอย่างไร้พิธีรีตอง ใบหน้าของสหายศึกผู้กล้าหาญกลับซีดเผือดราวกับคนใกล้ตาย ลมหายใจหอบกระชั้น "ท่านอ๋อง! กาลไม่ and แล้วขอรับ!" หานหยวนคุกเข่าลงทันที เหงื่อกาฬไหลท่วมกาย "สายข่าวจากเมืองหลวงส่งม้าเร็วด่วนที่สุดมาแจ้ง... พระสนมเอกซูทรงถูกวางยาพิษสิ้นพระชนม์ในตำหนักใน... และ... และพระราชโองการฉบับที่สองเพิ่งมาถึงค่ายทหาร" หลวนจิ่งและเสิ่นเวยสบตากันทันที ความเย็นยะเยือกแล่นริ้วขึ้นมาถึงกระดูกสันหลัง หานหยวนกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ก่อนจะชูม้วนราชโองการประทับตราหยกอีกฉบับขึ้นเหนือหัว มือของเขาสั่นเทาอย่างรุนแรงจนแทบประคองไว้ไม่อยู่ "ในราชโองการฉบับใหม่... ระบุว่า... พระราชทาน ‘สุราอาบยาพิษ’ สามจอก ให้แก่ฉินอ๋อง เพื่อสำนึกในความผิดฐานซ่องสุมกำลังพลและกระด้างกระเดื่องต่อราชสำนัก... บัดนี้ กองทัพหลวงสามแสนนายนำโดยแม่ทัพใหญ่แห่งตระกูลอวี้ ได้เคลื่อนพลมาประชิดค่ายทหารของเราที่ชายแดนป้อมปราการทิศเหนือ... และปิดล้อมเส้นทางทุกสายไว้หมดแล้วขอรับ!" ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกาลเวลามาด้วยกัน ณ บรรทัดนี้ครับ พงศาวดารมีชีวิต
สารจากนักเขียน (พงศาวดารมีชีวิต)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง แม่ทัพทมิฬผู้ไร้ใจ กับกุนซือหญิงในเงามืด นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%