แม่ทัพทมิฬผู้ไร้ใจ กับกุนซือหญิงในเงามืด•ตอนที่ 3

หน้ากากของกุนซือ

ผลงานโดย พงศาวดารมีชีวิต
กลิ่นกำยานไม้กฤษณาที่อบอวลอยู่ในกระโจมบัญชาการไม่ได้ช่วยบรรเทาความอึดอัดที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างสูงใหญ่ของบุรุษผู้ครอบครองฉายา ‘แม่ทัพทมิฬ’ เลยแม้แต่น้อย หลวนจิ่งนั่งอยู่หลังโต๊ะไม้จันทน์หอม ดวงตาคมกริบดุจกระบี่หิมะจ้องมองม้วนตำราพิชัยสงครามในมือ ทว่าสมาธิของเขากลับจดจ่ออยู่กับสตรีผู้ยืนนิ่งสงบอยู่เบื้องหน้า—เสิ่นเวย นางไม่ได้ก้มหน้าหลบสายตา ไม่ได้แสดงอาการสั่นสะท้านต่อรังสีอำมหิตที่เขากระจายออกมาเพื่อกดข่ม สตรีผู้นี้สวมอาภรณ์สีเทาเรียบง่าย ทว่ารอยพับของสาบเสื้อกลับเนี้ยบกริบดุจงานประณีตศิลป์ ใบหน้าของนางเรียบเฉย ทว่าแววตากลับลึกล้ำราวกับห้วงมหาสมุทรที่ซ่อนคลื่นพายุไว้ใต้ผืนน้ำ “เจ้าบอกว่าแผนการบุกค่ายกลที่หุบเขาอัคนีมีจุดตายที่ข้าไม่เคยสังเกตเห็น” หลวนจิ่งเอ่ยขึ้น น้ำเสียงทุ้มต่ำนั้นเย็นเยียบราวกับน้ำแข็งที่แตกร้าว “เจ้ากำลังจะบอกข้าว่า กองทัพที่ข้าสร้างมาด้วยหยาดเลือดตลอดสิบปี มีกุนซือระดับปลายแถวที่ไม่รู้เรื่องอะไรเลยงั้นหรือ?” เสิ่นเวยขยับยิ้มบาง—รอยยิ้มที่ไม่ถึงดวงตา แต่มั่นคงราวกับภูผา นางก้าวเท้าออกไปหนึ่งก้าว ช้าๆ ทว่าหนักแน่น “ข้ามิได้กล้าหาญถึงขั้นวิจารณ์สติปัญญาของท่านอ๋อง เพียงแต่ในตำราพิชัยสงครามที่ท่านยึดถือ มันมีช่องว่างที่บรรพชนจงใจทิ้งไว้เพื่อลวงผู้ที่เชื่อใน ‘ความแข็งแกร่ง’ เพียงอย่างเดียวต่างหากครับ” คำว่า ‘ความแข็งแกร่ง’ ถูกเน้นย้ำด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่มันบาดลึกเข้าไปในความรู้สึกของหลวนจิ่งทันที เขาลุกขึ้นยืน ร่างกำยำสูงใหญ่ก้าวเข้ามาประชิดตัวนางในชั่วพริบตา กลิ่นอายของความตายและสนามรบที่ติดตัวเขามานับปีถาโถมเข้าใส่เสิ่นเวยจนแทบจะกลืนกินลมหายใจ เขาก้มลงกระซิบที่ข้างใบหูนาง “หากคำพูดของเจ้าไม่มีมูลความจริงเพียงพอ... ข้าจะส่งศีรษะของเจ้าไปให้หานหยวนเป็นของขวัญปลอบใจที่สหายรักต้องเสียเวลากับเจ้า” เสิ่นเวยไม่ถอยหนี นางเงยหน้าขึ้นสบสายตาเขาอย่างไม่เกรงกลัว แววตาของนางนิ่งสนิทเสียจนน่าประหลาดใจ “หากท่านอ๋องประสงค์เช่นนั้น ข้าก็ยินดีรับใช้ด้วยชีวิต แต่ก่อนจะลงดาบ ท่านช่วยพิจารณาแผนที่ฉบับนี้อีกครั้งเถิดครับ” นางคลี่แผนที่ยุทธศาสตร์ที่แอบซ่อนอยู่ใต้แขนเสื้อออกวางบนโต๊ะ นิ้วเรียวงามชี้ไปยังจุดแคบๆ ระหว่างยอดเขา “ที่นี่ไม่ใช่ทางผ่าน แต่มันคือหลุมศพที่ฮ่องเต้เฉียนหลงขุดไว้รอท่าน หากท่านยกทัพไปตามแผนเดิม เมื่อกองทัพเคลื่อนพลผ่านเข้าช่องเขา ฝนธนูไฟจะตกลงมาเหมือนห่าฝน และกองทัพม้าเหล็กของท่านจะกลายเป็นเตาเผามนุษย์” หลวนจิ่งหรี่ตามองแผนที่ในจุดนั้น ความเงียบเข้าปกคลุมกระโจมชั่วขณะ มีเพียงเสียงถ่านไม้ที่แตกเปรี๊ยะในเตาผิงข้างกระโจม ทุกลมหายใจขององครักษ์หน้ากระโจมดูเหมือนจะหยุดนิ่ง หลวนจิ่งไม่ได้ขยับ แต่บรรยากาศรอบตัวเขากลับเปลี่ยนจากความเกรี้ยวกราดกลายเป็นความเย็นเยือกที่น่าสะพรึงยิ่งกว่าเดิม “เจ้าเป็นใครกันแน่” เขาถาม พลางคว้าข้อมือนางไว้แน่น บีบจนแทบจะร้าวราน แต่นางยังคงสงบนิ่ง “ทำไมเจ้าถึงรู้ลึกถึงขั้นเคลื่อนไหวของหน่วยลับในวังหลวง” “ข้าคือคนที่ท่านจำเป็นต้องมีไว้ข้างกาย เพื่อให้ท่านรอดพ้นจากกับดักที่ท่านมองไม่เห็นครับ” เสิ่นเวยตอบกลับทันควัน สายตาของนางเปล่งประกายด้วยความมุ่งมั่นที่ซ่อนอยู่หลังหน้ากากแห่งความนิ่งเฉย “ข้าไม่ได้มาเพื่อหักหลังท่าน แต่ข้ามาเพื่อทำลายคนที่ทำลายทุกอย่างที่เป็นของข้า” หลวนจิ่งจ้องลึกเข้าไปในดวงตานาง พยายามค้นหาคำลวงในนั้น แต่เขาพบเพียงความอาฆาตแค้นที่ซ่อนอยู่ภายใต้เปลือกนอกอันเยือกเย็นเช่นเดียวกับเขา เขาสัมผัสได้ถึงบาดแผลในใจของสตรีผู้นี้ บาดแผลที่คล้ายคลึงกับเขาจนน่าตกใจ ท่ามกลางบรรยากาศที่กำลังตึงเครียดถึงขีดสุด เสียงฝีเท้าหนักๆ ของหานหยวนก็ดังขึ้นหน้ากระโจม ตามมาด้วยเสียงรายงานที่แฝงความตื่นตระหนก “ท่านอ๋อง! มีพระราชโองการด่วนจากเมืองหลวง... ฮ่องเต้ส่งคนมาถึงหน้าค่ายแล้วครับ และเขาไม่ได้มาเพียงลำพัง!” หลวนจิ่งปล่อยข้อมือเสิ่นเวยทันที แววตาของเขาเปลี่ยนเป็นความโหดเหี้ยม เขาหยิบหน้ากากเหล็กสีดำขึ้นมาสวม ปิดบังใบหน้าที่เต็มไปด้วยความเย็นชาชั่วขณะนั้นเสียสิ้น เขาก้าวยาวๆ ออกไปจากกระโจม ทิ้งให้เสิ่นเวยยืนอยู่เพียงลำพัง ทว่าก่อนจะก้าวพ้นม่านไป เขาก็หยุดฝีเท้าลงแล้วเอ่ยโดยไม่หันมามอง “เตรียมตัวให้พร้อม... หากพรุ่งนี้เรายังรอดชีวิตมาได้ ข้าจะถามความจริงจากปากเจ้าอีกครั้ง” เสิ่นเวยมองแผ่นหลังกว้างนั้นด้วยสายตาที่ยากจะคาดเดา นางยกมือขึ้นสัมผัสสร้อยคอที่ซ่อนอยู่ใต้ชุดอย่างแผ่วเบา ในวินาทีที่หลวนจิ่งก้าวออกไปสู่แสงสว่างภายนอก ทหารองครักษ์คนหนึ่งก้าวเข้ามาในกระโจมพร้อมถาดที่มีถ้วยชาเคลือบสีฟ้าครามวางอยู่ “ท่านกุนซือ... นี่คือชาที่ส่งมาจากองค์ฮ่องเต้ ท่านแม่ทัพสั่งให้ท่านดื่มก่อนที่จะออกไปรับราชโองการครับ” เสิ่นเวยมองถ้วยชาในถาดสีคราม กลิ่นหอมจางๆ ของดอกไม้ป่าที่ลอยขึ้นมานั้นกลับมีกลิ่นฉุนแปลกประหลาดที่ไม่อาจปิดบังคนอย่างนางได้ กลิ่นของ ‘พิษร้อยราตรี’ ที่ไร้สีไร้กลิ่นกำลังแทรกตัวอยู่ในไออุ่นของน้ำชานั้น กุนซือสาวคลี่ยิ้มเหยียด มือเรียวเอื้อมไปหยิบถ้วยชาขึ้นมาพลางพิจารณาเงาสะท้อนของตนเองในน้ำชาที่นิ่งสนิท ทันใดนั้น เงาของชายผู้หนึ่งก็ปรากฏขึ้นหลังม่านกระโจม เขาไม่ได้มาเพื่อส่งสาร แต่มาพร้อมกับกริชเล่มงามที่พร้อมจะปลิดชีพนางได้ในพริบตา ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกาลเวลามาด้วยกัน ณ บรรทัดนี้ครับ พงศาวดารมีชีวิต
สารจากนักเขียน (พงศาวดารมีชีวิต)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง แม่ทัพทมิฬผู้ไร้ใจ กับกุนซือหญิงในเงามืด นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%