กลิ่นคาวสนิมเหล็กยังไม่ทันจางหายไปจากปลายดาบ หมึกบนผ้าไหมผืนนั้นก็ยังคงทิ้งความชื้นไว้ราวกับคำสาปที่เพิ่งร่ายเสร็จ หานหยวนเบิกตากว้างด้วยความตกใจ เมื่อก้มลงมองสารในมือ ปรากฏว่าหมึกบนผ้าไหมยังคงเปียกชื้นอยู่เล็กน้อย ราวเพิ่งเขียนเสร็จเมื่อไม่นานมานี้เอง...
ความเงียบงันอันน่าอึดอัดแผ่ซ่านไปทั่วตำหนักรับรองบูรพา เปลวเทียนวับแวมสาดแสงสีส้มสลัวกระทบเข้ากับโครงหน้าคมคายดั่งสลักจากหินผาของ **ฉินอ๋อง (หลวนจิ่ง)** ดวงเนตรคมกริบดุจพญาอินทรีวาวโรจน์ขึ้นด้วยความเยือกเย็นดุร้าย รัศมีกดดันแผ่ซ่านออกมาจากร่างสูงสง่าจนแม้แต่แม่ทัพผู้ผ่านศึกมาโชกโชนอย่างหานหยวนยังต้องลอบกลืนน้ำลาย
"หมึกยังเปียกชื้น... หมายความว่า คนผู้นั้นเพิ่งจากไปไม่ถึงหนึ่งเค่อ" หานหยวนกระซิบเสียงเครียด ฝ่ามือที่กำดาบกระชับแน่นขึ้นโดยสัญชาตญาณ "ท่านอ๋อง ให้กระผมนำกำลังพลิกแผ่นดินค้นหาเดี๋ยวนี้เถอะครับ มันกล้าดียังไงถึงส่งสารท้าทายเช่นนี้มาเย้ยหยันถึงค่ายหลวง"
หลวนจิ่งมิได้เอ่ยคำใด ร่างสมส่วนในอาภรณ์สีดำสนิทปักดิ้นลายพยัคฆ์ทมิฬก้าวช้าๆ เข้าหาโต๊ะไม้จันทน์ กลิ่นอายความตายแผ่ออกมาจากตัวเขาราวกับมัจจุราชที่เพิ่งเสด็จจากขุมนรก ดวงเนตรสีนิลกวาดมองข้อความบนผ้าไหมอย่างพินิจพิเคราะห์ ลายมือบนนั้นสวยงามดั่งตัวอักษรของบัณฑิตผู้สูงศักดิ์ ทว่าเฉียบคมดุด่าวดาบที่ซ่อนอยู่ในฝัก
ข้อความสั้นๆ เพียงสามบรรทัด แต่กลับสั่นคลอนยุทธศาสตร์ของแคว้นได้ทั้งแผ่นดิน
*‘ทัพฉินอ๋องเคลื่อนพลร้อยลี้ ย่อมพ่ายแก่ความแห้งแล้ง บึงมรกตซ่อนค่ายกลเพลิงผลาญ หากท่านปรารถนาชัยชนะอันไร้รอยขีดข่วน จงตามรอยกิ่งหลิวหักสามกิ่ง... สู่เงามืดที่แท้จริง’*
"หึ..." เสียงหัวroาะในลำคอของฉินอ๋องเย็นเยียบเสียจนหานหยวนรู้สึกหนสันหลังวาบ "อวดดีนัก... กล้าใช้คำว่า 'พ่าย' กับกองทัพที่เหยียบย่ำมาแล้วเจ็ดแคว้นเช่นเราเชียวหรือ"
"ท่านอ๋อง หรือว่านี่จะเป็นกลลวงของสายลับฝ่ายฮ่องเต้เฉียนหลง?" หานหยวนตั้งข้อสังเกต ดวงตาฉายแววระแวดระวัง "พวกมันอาจต้องการลวงให้เราเดินทัพแยก
ออกจากกองกำลังหลัก เพื่อเข้าสู่งานเลี้ยงฉลองที่เตรียมไว้"
"สายลับหรือ..." หลวนจิ่งแค่นยิ้มบางๆ สายตาคมปลาบจับจ้องไปยังรอยเท้าเลือนรางที่ประทับอยู่บนพื้นพรมขนสัตว์เบื้องหน้า "สายลับผู้ใดจะกล้าทิ้งร่องท้ายทาย และเขียนสารด้วยหมึกที่ยังไม่ทันแห้งต่อหน้าองครักษ์นับร้อยที่รายล้อมตำหนักนี้ คนผู้นี้ไม่ได้ต้องการหลบซ่อน... แต่เขากำลัง 'เล่นสนุก' กับเราต่างหาก"
สิ้นคำ หลวนจิ่งก็สะบัดชายเสื้อคลุมแล้วก้าวพรวดพรากออกไปยังลานกว้างเบื้องนอกทันที หานหยวนรีบสาวเท้ายาวๆ ตามเสด็จไปติดๆ
แสงจันทร์กระจ่างสาดส่องลงมาอาบไล้พื้นศิลาสีขาวนวล ลมหนาวยามราตรีพัดพาเอาละอองฝนจางๆ เข้ามาปะทะผิวหน้า ทว่าท่ามกลางความเงียบงันของค่ายพักแรมยามวิกาล ฉินอ๋องกลับหยุดฝีเท้าลงกะทันหัน ดวงเนตรคู่คมกวาดมองไปรอบบริเวณลานกว้างหน้าตำหนัก
ที่ตรงนั้น... บนพื้นดินว่างเปล่าซึ่งโรยด้วยกรวดสีขาวสะอาดตา ปรากฏภาพวาดขนาดใหญ่ที่ถูกขีดเขียนขึ้นด้วยกิ่งไม้ รอยขูดขีดบนพื้นดินนั้นมีความประณีตและแม่นยำอย่างยิ่งยวด ราวกับแผนที่ทางยุทธศาสตร์ที่ถอดแบบมาจากภูมิประเทศจริงของหุบเขาพยัคฆ์ดำ สถานที่ซึ่งกองทัพของพระองค์กำลังจะยกทัพผ่านในอีกสามวันข้างหน้า
หานหยวนก้าวเข้ามาใกล้ พลางก้มลงมองภาพบนพื้นดินด้วยความตะลึงงัน "นี่มัน... แผนที่ภูมิประเทศหุบเขาพยัคฆ์ดำนี่ครับ! ใครกันที่เป็นคนวาดมันขึ้นมาที่นี่?"
หลวนจิ่งไม่ตอบ คำถามนั้นแขวนค้างอยู่กลางอากาศ ดวงตาของแม่ทัพทมิฬหรี่แคบลงเมื่อสังเกตเห็นรายละเอียดบนแผนดินนั้น จุดยุทธศาสตร์สำคัญ ค่ายกลคูเมือง แม้กระทั่งจุดอับสายตาของกองทัพหลวง ล้วนถูกระบุไว้อย่างแม่นยำราวนั่งอยู่กลางใจของเขา
ทว่า สิ่งที่ทำให้หลวนจิ่งต้องนิ่งงันไปไม่ใช่ความแม่นยำของแผนที่... แต่เป็นกลยุทธ์ที่ซ่อนอยู่ภายในนั้น
บนจุดที่แคบที่สุดของหุบเขา ซึ่งปกติแล้วกองทัพจะต้องเดินหน้าฝ่าฟันเข้าไปเพื่อตีค่ายข้าศึก แต่บนแผนดินนี้ กลับมีการขีดเส้นโยกย้ายกำลังพลออกเป็นสามสาย ราวกับกิ่งไม้ที่แตกแขนง พร้อมทั้งเขียนสัญลักษณ์อักษรย่อเล็กๆ ไว้ที่มุมขวาว่า *'ถอยเพื่อรุก ดึงงูออกจากถ้ำ'*
"ท่านอ๋อง..." หานหยวนกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก "หากเราเดินทัพตามแผนการเดิมของกองทัพ เราจะติดกับดักเพลิงผลาญที่ฝ่ายตรงข้ามวางไว้ที่บึงมรกตจริงๆ แต่ถ้าหากเราใช้เส้นทางตามที่รอยขีดเขียนนี้แนะนำ... เราจะสามารถตีโอบหลังข่ายกลของพวกมันได้โดยไม่เสียกำลังพลแม้แต่คนเดียว!"
ฉินอ๋องยังคงยืนนิ่งเงียบ ร่างสูงสง่าราวนรูปสลักหิน สายตาคมกริบกวาดมองรอยเท้าเล็กๆ คู่หนึ่งที่ประทับอยู่ข้างกองกรวด รอยเท้านั้นลึกเพียงนิดเดียว บ่งบอกถึงน้ำหนักตัวที่เบาราวกับขนนก และสิริโฉมของผู้สวมรองเท้าผ้าปักลายเมฆา คงเป็นสตรีผู้มีฝีก้าวแผ่วเบาจนไม่มีผู้ใดล่วงรู้
*นางเป็นใครกันแน่?*
คำถามนี้ดังก้องอยู่ในห้วงความคิดของหลวนจิ่ง สตรีผู้กุมชะตากรรมของแผ่นดินไว้ในกำมือ ผู้ที่กล้าท้าทายอำนาจของแม่ทัพทมิฬผู้ไร้ใจด้วยรอยหมึกเปียกชื้นและรอยขีดเขียนบนพื้นดิน นางซ่อนตัวอยู่หลังม่านบังตาแห่งความลับใดกันแน่?
ฉินอ๋องค่อยๆ ย่อตัวกลายลง ใช้ปลายนิ้วสัมผัสเศษดินที่ยังคงหลงเหลือความอบอุ่นจากร่างของเจ้าของรอยเท้า ก่อนจะเหยียดยิ้มที่มุมปาก รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความดุดร้ายและประกายความท้าทายอันเร่าร้อนอย่างที่หานหยวนไม่เคยเห็นมาก่อนในรอบหลายปี
"น่าสนใจ..." น้ำเสียงทุ้มต่ำเอื้อนเอ่ยออกมาอย่างแผ่วเบา ราวกับพึมพำกับสายลมราตรี "กล้าลูบคมพยัคฆ์ถึงถิ่นเช่นนี้ เจ้าคงคิดว่าตัวเองฉลาดล้ำเลิศนักสินะ..."
"ท่านอ๋อง จะให้กระผมระดมพลตามล่าตัวนางทันทีเลยหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?" หานหยวนถามด้วยความร้อนใจ
"ไม่ต้อง..." หลวนจิ่งลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ดวงเนตรทอประกายวับวาวราวกับหมาป่าที่พบเหยื่ออันโอชะ "ในเมื่อนางอุตส่าห์วางหมากกระดานนี้ให้เราเดินเล่นอย่างเพลิดเพลินแล้ว หากเราไม่เดินตามหมากของนาง ก็คงเสียมารยาทแย่"
แม่ทัพหนุ่มกวาดสายตามองไปรอบลานกว้างอีกครั้ง ก่อนจะเอ่ยคำสั่งเฉียบขาดที่ทำให้หัวใจของหานหยวนเต้นระรัว
"สั่งการลงไป... รุ่งสางพรุ่งนี้ เปลี่ยนเส้นเดินทัพตามรอยกิ่งหลิวหัก และให้องครักษ์เงาทุกนายตรึงกำลังล้อมรอบตำหนักรับรองนี้ไว้ให้แน่นหนา อย่าให้ใครเล็ดลอดออกไปได้แม้แต่เงาเดียว!"
"รับด้วยเกล้าครับ!" หานหยวนประสานมือคำนับด้วยความฮึกเหิม
ทว่า... ในวินาทีนั้นเอง ก่อนที่ฉินอ๋องจะก้าวหันหลังกลับเข้าสู่ตำหนัก สายลมราตรีก็พัดผ่านกิ่งหลิวโบราณ เสียงกระดิ่งลมสำริดที่แขวนไว้ที่ชายคาดังขึ้น *กริ๊ง...* แผ่วเบา
พร้อมกันนั้น สายตาคมกริบของฉินอ๋องก็เหลือบไปเห็นเศษกระดาษชิ้นเล็กๆ ที่ถูกเสียบไว้ที่กิ่งหลิวซึ่งหักลงสามกิ่งตามคำบอกเล่าในสาร... กิ่งไม้ที่เพิ่งถูกหักสดๆ ร้อนๆ เมื่อครู่นี้เอง!
หลวนจิ่งสาวเท้าเข้าไปใกล้ด้วยความรวดเร็วดุจสายฟ้าคว้าเศษกระดาษแผ่นนั้นมาคลี่ออก ท่ามกลางแสงจันทร์สลัว ข้อความสั้นๆ ด้วยลายมือเดียวกันปรากฏแก่สายตา ทำเอาลมหายใจของแม่ทัพผู้ไร้ใจถึงกับสะดุดกึก
*‘หมากตานี้... ท่านอ๋องเป็นฝ่ายเดินตามข้า หรือข้ากำลังเดินตามท่านกันแน่? จงระวังเงาที่อยู่เบื้องหลังท่านให้ดี... ท่านอ๋องหลวนจิ่ง’*
ฉินอ๋องเบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อย—ปฏิกิริยาที่หาได้ยากยิ่งสำหรับบุรุษผู้ไม่เคยสะทกสะท้านต่อสิ่งใด!
และก่อนที่สติสัมปชัญญะจะทันประมวลผลคำเตือนนั้น เสียงฝีเท้าฝ่าความมืดขององครักษ์คนสนิทผู้ดูแลประตูทิศประจิมก็ดังขึ้นอย่างเร่งรีบ พร้อมกับเสียงตะโกนรายงานด้วยความตื่นตระหนกที่แทบขาดใจ
"ท่านอ๋องแย่แล้วพ่ะย่ะค่ะ! ม่านบังตาในตำหนักลับ... ถูกเปิดออกแล้ว!"
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกาลเวลามาด้วยกัน ณ บรรทัดนี้ครับ
แม่ทัพทมิฬผู้ไร้ใจ กับกุนซือหญิงในเงามืด•ตอนที่ 2
กลยุทธ์ใต้แสงจันทร์
ผลงานโดย พงศาวดารมีชีวิต
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พงศาวดารมีชีวิต)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง แม่ทัพทมิฬผู้ไร้ใจ กับกุนซือหญิงในเงามืด นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!