กลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งในสายลมหนาวเหน็บหาใช่สิ่งแปลกปลอมสำหรับกองทัพพยัคฆ์ทมิฬ หากแต่ความเงียบงันผิดปกติที่โรยตัวปกคลุมหุบเขาอวี้เหมินในยามวิกาลนี้กลับทำให้สันหลังของเหล่าทหารหาญเยือกเย็นยิ่งกว่าน้ำค้างแข็ง
“หยุดกอง!”
สุ้มเสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจดั่งอสุนีบาตตกลงกลางหุบเขาดังขึ้นจากบุรุษบนหลังม้าสีหมอก ฉินอ๋อง หรือ หลวนจิ่ง ยกหัตถ์ขึ้นเป็นสัญญาณให้กองหน้าหยุดชะงัก ดวงตาคมกริบดั่งเหยี่ยวทะเลทรายกวาดมองไปเบื้องหน้า ความมืดมิดของทิวเขาและพงหญ้าคาที่สูงท่วมหัวดูคล้ายผืนผ้าใบมรณะที่ถูกแต่งแต้มด้วยเงาร่างอันซ่อนเร้น
ทว่า ในฐานะแม่ทัพผู้ผ่านสนามรบมาโชกโชน สัญชาตญาณดิบภายในกายเตือนภัยเขายิ่งกว่าเสียงกลองศึก
“ท่านอ๋อง มีสิ่งใดผิดปกติหรือพ่ะย่ะค่ะ” แม่ทัพหานหยวน ควบม้าเข้ามาใกล้ สีหน้าเคร่งเครียด มือหนากำด้ามกระบี่คู่กายแน่นจนข้อต่องอเกร็ง
“ความเงียบ…” หลวนจิ่งเอ่ยสั้น ๆ สุ้มเสียงราบเรียบเยือกเย็นดั่งน้ำแข็งขั้วโลก “นกกาในป่าละเมาะควรจะบินหนีเมื่อพวกเราเหยียบย่างเข้ามา แต่นี่… แม้แต่เสียงจิ้งหรีดก็ยังเงียบงัน”
ฉับพลันนั้นเอง ประกายไฟนับร้อยก็สว่างวาบขึ้นจากยอดหน้าผาสองฝั่งถนน กลิ่นดินประสิวฉุนกึกพุ่งเข้าปะทะนาสิก ก่อนที่เสียงหวีดหวิวของลูกธนูจำนวนมหาศาลจะแหวกอากาศพุ่งทะยานลงมาดั่งห่าฝนสีดำสนิท!
“ตั้งโล่! ระวังตัว!”
เสียงคำรามสั่งการดังประสานเสียงกันอลหม่าน ทหารหน่วยหน้าของกองทัพพยัคฆ์ทมิฬรีบยกโล่เหล็กกล้าขึ้นกำบัง ทว่าการซุ่มโจมตีครั้งนี้ถูกคำนวณมาอย่างแม่นยำ มุมลาดชันของหน้าผาและกระแสลมที่พัดส่ง ทำให้ลูกธนูอาบยาพิษเหล่านี้ทะลุทะลวงผ่านแนวโล่ไม้ระกำได้อย่างง่ายดาย เสียงร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดดังระงม ทหารหลายนายล้มฟุบลง เลือดสีดำคล้ำไหลนองพื้นดินปะปนกับเศษใบไม้แห้ง
หานหยวนปัดป้องลูกธนูที่พุ่งเข้าใส่ด้วยกระบี่ในมืออย่างทุลักทุเล “พวกมันเตรียมการมาอย่างดี! ทางข้างหน้าคือหุบเขาปิดตาย ถอยไม่ได้พ่ะย่ะค่ะ!”
หลวนจิ่งมิได้แสดงความตระหนกแม้แต่น้อย ดวงตาคู่นั้นยังคงนิ่งสงบดั่งผิวน้ำในบึงลึก ขณะที่หัตถ์แกร่งดึงกระบี่ประจำกายออกจากฝัก แววตาดุดลุกโชนด้วยจิตสังหาร ทว่าเบื้องหลังความเยือกเย็นชาดั่งเหล็กไหล สมองของเขากลับกำลังประเมินสถานการณ์อย่างรวดเร็ว—นี่คือกับดักที่ฮ่องเต้เฉียนหลงทรงวางไว้เพื่อบดขยี้เขาให้สิ้นซากโดยยืมมือของกลุ่มโจรภูเขา
ในวินาทีเป็นตายนั้นเอง เงาร่างระหงในชุดคลุมสีดำสนิทที่กลมกลืนไปกับรัตติกาล ก็ควบม้าฝ่าความโกลาหลเข้ามาหยุดเคียงข้างท่านอ๋อง นางคือ เสิ่นเวย กุนซือหญิงผู้ซ่อนตัวอยู่หลังม่านบังตามาตลอดเส้นทาง
“ท่านอ๋อง ห้ามนำกำลังบุกขึ้นหน้าผาเด็ดขาด!” เสียงหวานกังวานเอ่ยขึ้นท่ามกลางเสียงหอกดาบกระทบกันอย่างเด็ดเดี่ยวและมั่นคง
หลวนจิ่งหันไปมองสตรีข้างกาย ดวงตาคมกริบฉายแววระคนสงสัย “พวกมันอยู่บนที่สูง หากไม่ขึ้นไปทำลาย ค่ายกลธนูนี้จะสังหารคนของเราจนหมดสิ้น”
“นั่นคือสิ่งที่พวกมันต้องการล่อให้ท่านติดกับ” เสิ่นเวยยกพัดเหล็กในมือขึ้นชี้ไปยังแนวพงหญ้าคาที่ไหวเอนตามแรงลมทางด้านซ้าย “ท่านลองสังเกตทิศทางของกลุ่มควันไฟสิพ่ะย่ะค่ะ ลมพัดจากตะวันออกไปตะวันตก แต่ควันไฟบนหน้าผานั้นกลับลอยสวนทาง แสดงว่าจุดที่พวกมันซุ่มยิงธนูหาใช่กองกำลังหลัก หากแต่เป็นหุ่นฟางลวงตาที่ผูกเชือกไว้ ส่วนกำลังพลที่แท้จริง… ซ่อนตัวอยู่ในพงหญ้าคาหนาแน่นทางฝั่งซ้ายของหุบเขาต่างหาก!”
คำพูดของนางดั่งสายฟ้าฟาดผ่าลงกลางความมืด หลวนจิ่งมองตามปลายนิ้วเรียวงามของนางอย่างพินิจพิเคราะห์ แล้วจึงพบความจริงอันซ่อนเร้นตามที่นางชี้แนะ
ช่างเป็นสตรีที่มีสายตาดั่งเหยี่ยวและสติปัญญาเฉียบคมยิ่งนัก ท่ามกลางวิกฤตเป็นตาย นางกลับมองทะลุปรุโปร่งถึงกลลวงที่แนบเนียนที่สุด
“หานหยวน!” หลวนจิ่งหันไปออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด “นำกำลังพลหน่วยจู่โจมครึ่งหนึ่ง อ้อมไปทางลำธารแห้งด้านหลังพงหญ้าฝั่งซ้าย ตัดศีรษะพวกมันทั้งหมด อย่าให้เหลือรอดแม้แต่คนเดียว!”
“รับด้วยเกล้าพ่ะย่ะค่ะ!”
แม่ทัพหานหยวนรับคำอย่างรวดเร็ว เขานำทหารม้าฝีมือดีเลี้ยวหักศพเข้าสู่เส้นทางลับที่เสิ่นเวยเพิ่งชี้บอก การปะทะกันอย่างดุเดือดในพงหญ้าคาเริ่มต้นขึ้น เสียงโลหะกระทบกัน เสียงกรีดร้อง และกลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ เพียงไม่นาน เสียงธนูที่ระดมยิงลงมาจากเบื้องบนก็เริ่มเบาบางลง และแปรเปลี่ยนเป็นเสียงร้องโหยหวนของฝ่ายศัตรูที่ถูกตลบหลังแทน
เมื่อกองกำลังซุ่มโจมตีถูกกวาดล้างจนสิ้นซาก ความเงียบงันอันน่าสะพรึงกลัวจึงกลับคืนสู่หุบเขาอวี้เหมินอีกครั้ง ท่ามกลางแสงจันทร์สลัวที่สาดส่องลงมา ทหารหาญหลายนายทรุดตัวลงหอบหายใจด้วยความเหนื่อยอ่อน
หลวนจิ่งบังคับม้าเข้ามาใกล้กุนซือหญิง ดวงตาคมกริบทอดมองนางด้วยความรู้สึกที่ยากจะหยั่งถึง ความเย็นชาดุจน้ำแข็งในคราแรกเริ่มละลายลง เหลือเพียงความลึกซึ้งและชื่นชมที่ถูกเก็บงำไว้ภายใต้ใบหน้าเรียบเฉย
“เจ้าช่วยชีวิตกองทัพพยัคฆ์ทมิฬไว้อีกครั้งแล้ว… เสิ่นเวย” หลวนจิ่งเอ่ยเสียงทุ้มต่ำ ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะกับไอเย็นยามค่ำคืน
เสิ่นเวยโค้งศีรษะลงเล็กน้อย รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นบนเรียวปากงาม ท่าทางสง่างามแม้จะอยู่ในสนามรบ “ข้าน้อยเพียงทำหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายพ่ะย่ะค่ะ อีกอย่าง… ชีวิตของท่านอ๋องมีค่าเกินกว่าจะมาจบลงในหุบเขาอันรกร้างเช่นนี้”
คำพูดนั้นเรียบง่าย ทว่ากลับหนักแน่นดั่งหินผาในยามที่คลื่นลมโหมกระหน่ำ หลวนจิ่งจ้องมองนางเนิ่นนาน ก่อนจะเอื้อมมือไปกุมบังเหียนม้าของนางไว้เบื้องหน้า เพื่อนำพากองทัพเดินทางต่อฝ่าความมืดมิดเบื้องหน้า
ทว่า ในขณะที่ขบวนกำลังจะเคลื่อนพลออกจากหุบเขา ทหารลาดตระเวนผู้หนึ่งก็ควบม้าเข้ามาด้วยความตื่นตระหนก สีหน้าซีดเผือดจนแทบไร้สีเลือด
“ท่านอ๋อง! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ!” ทหารนายนั้นกระโดดลงจากหลังม้าคุกเข่าลงเบื้องหน้า พร้อมกับยื่นวัตถุสิ่งหนึ่งด้วยมือที่สั่นเทา “กองกำลังของเราที่ค่ายพักแรมด้านหลัง… ถูกกองทัพหลวงเข้ายึดครองแล้วพ่ะย่ะค่ะ!”
ในมือของทหารนายนั้นคือ ป้ายอาญาสิทธิ์ทองคำสลักลายมังกรห้าเล็บ…
พระราชโองการลับจากเมืองหลวงที่ระบุข้อความชัดเจนว่า— *“ฉินอ๋อง หลวนจิ่ง ฝ่าฝืนราชโองการ ซ่องสุมกำลังพล คิดคบคิดกบฏ มีโทษประหารเจ็ดชั่วโคตร ให้จับกุมตัวมาลงทัณฑ์ ณ บัดนี้!”*
หลวนจิ่งหรี่ตาลงเล็กน้อย รังสีอำมหิตแผ่ซ่านออกจากร่างจนม้าข้างกายถึงกับผวาถอยหลัง ขณะที่เสิ่นเวยหันไปมองป้ายอาญาสิทธิ์นั้น ดวงตาสีรัตติกาลหรี่แคบลงด้วยความตระหนักรู้—ศึกในหุบเขาเป็นเพียงกลลวงเบื้องหน้า เพื่อดึงรั้งพวกเขาไว้ให้ออกห่างจากค่ายหลัก และเปิดทางให้เสือหิวอีกตัวเข้ายึดครองรังพยัคฆ์ได้อย่างง่ายดาย!
---
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านสมรภูมิและเล่ห์กลอันล้ำลึกนี้ไปด้วยกันนะครับ — พงศาวดารมีชีวิต
แม่ทัพทมิฬผู้ไร้ใจ กับกุนซือหญิงในเงามืด•ตอนที่ 6
กลลวงในพงหญ้า
ผลงานโดย พงศาวดารมีชีวิต
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พงศาวดารมีชีวิต)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง แม่ทัพทมิฬผู้ไร้ใจ กับกุนซือหญิงในเงามืด นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!