แสงสีฟ้าเรืองรองจากหน้าจอมอนิเตอร์ขนาดใหญ่สะท้อนลงบนนัยน์ตาสีเข้มของร้อยตำรวจเอกหญิงพิมพ์มาดา มันไม่ใช่แสงแห่งความหวัง แต่มันคือภาพประจักษ์ชัดที่บดขยี้ศักดิ์ศรีและจิตวิญญาณของผู้พิทักษ์สันติราษฎร์จนไม่เหลือชิ้นดี ภาพจากกล้องวงจรปิดนอกห้องน้ำสลัวเผยให้เห็นร่างของนายตำรวจยศพันโทผู้เป็นหัวหน้าชุดเฉพาะกิจกำลังเดินนำหน้าลูกน้องก้าวเข้ามาในเซฟเฮาส์แห่งนี้อย่างคุ้นเคย ท่าทีที่ผ่อนคลายและรอยยิ้มพึงใจเมื่อสบตากับชายฉกรรจ์ลูกน้องของคิริล เป็นเครื่องยืนยันชั้นดีว่า "เกลือเป็นหนอน" ตัวจริงคือใคร
พิมพ์มาดากัดริมฝีปากจนได้กลิ่นคาวเลือด รสชาติเค็มปร่าราดรดความรู้สึกเจ็บใจจนมือเรียวสั่นเทา ปืนพกประจำกายในซองถูกริบไปตั้งแต่เมื่อไหร่เธอก็แทบไม่ทันรู้ตัว รู้ตัวอีกที แผ่นหลังบอบบางก็ถูกต้อนให้ถอยร่นจนแนบชิดกับผนังห้องน้ำเย็นเยียบ
"ยังดื้อตาใสอยู่ไหมครับ... ผู้หมวดคนสวย"
น้ำเสียงทุ้มต่ำราวกับเสียงคำรามของปีศาจร้ายดังชิดใบหู คิริล วาเลนตินอฟ ก้าวเข้ามาประชิดจนพื้นที่หายใจแทบไม่เหลือ ร่างสูงใหญ่ในชุดสูทสั่งตัดพิเศษแผ่ไอความกดดันระดับอัลฟ่าออกมาอย่างท่วมท้น กลิ่นอายบุหรี่ราคาแพงผสมผสานกับกลิ่นกายเฉพาะตัวอันเย้ายวนและอันตราย หลอมรวมกันเป็นพันธนาการที่ทำให้พิมพ์มาดาแทบสำลัก
เธอพยายามเงยหน้าขึ้นสู้ สายตาดุดันฉายแววหยิ่งทะนงไม่ยอมแพ้ แม้ขาสองข้างจะเริ่มสั่นระริกด้วยความโกรธเกรี้ยว "สารเลว... แกซื้อมันมาตั้งแต่เมื่อไหร่"
"คำถามนี้ดูไร้เดียงสาเกินไปสำหรับตำรวจมือปราบระดับคุณนะ พิมพ์มาดา" คิริลหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะที่สั่นสะเทือนอกแกร่งและแผ่นหลังของเธอ มือหนาร้อนผ่าวราวกับเตาไฟเอื้อมขึ้นมาตรึงคางสลักเสลาของเธอไว้บังคับให้เงยขึ้นรับสายตาคมกริบ "ในโลกที่ขับเคลื่อนด้วยอำนาจและผลประโยชน์ ความจงรักภักดีมันก็เป็นแค่สินค้าชิ้นหนึ่งที่มีป้ายราคาติดไว้... เหมือนกับตัวเธอนั่นแหละ"
"ฉันไม่ใช่สินค้าของใคร!" เธอตวาดเสียงกร้าว ดวงตากลมโตวาวโรจน์ด้วยความเดือดดาล พยายามสะบัดหน้าหนีจากการเกาะกุม แต่แรงมหาศาลของชายหนุ่มกลับทำให้เธอกลายเป็นเพียงนกน้อยในกรงเล็บ
"งั้นเหรอครับ?" คิริลกระซิบชิดริมฝีปาก ลลมหายใจร้อนผ่าวเป่ารดแก้มเนียนอย่างจงใจยั่วเย้า นิ้วเรียวแกร่งที่เคยลั่นไกปลิดชีพคนมานักต่อนักไล้ลงมาตามกรอบคางระหง ลากผ่านลำคอขาวผ่องที่ชีพจรเต้นระรัวราวกับตื่นกลัว "ถ้าเธอไม่ได้มีไว้ครอบครอง... ทำไมหน่วยรบพิเศษที่เธอภาคภูมิใจนักหนา ถึงกลายมาเป็นหมาป่ารับใช้ผมล่ะ? ลองฟังเสียงพวกมันสิครับ..."
เสียงฝีเท้าหนักหน่วงและเสียงสนทนาภาษาต่างประเทศดังแว่วมาจากโถงด้านนอก เสียงนั้นใกล้เข้ามาทุกที... ใกล้จนพิมพ์มาดารู้สึกเหมือนหัวใจร่วงหล่นลงไปถึงตาตุ่ม ความหวังสุดท้ายที่จะได้รับการช่วยเหลือพังทลายลงต่อหน้าต่อตา พันธนาการแห่งความจริงตอกย้ำว่าเธอยืนอยู่ตัวคนเดียวกลางดงพยัคฆ์ และไม่มีใคร ไม่ว่าใครหน้าไหน จะช่วยเธอออกไปจากเงื้อมมือของซาตานตนนี้ได้
คิริลสังเกตเห็นร่องรอยความสิ้นหวังที่ฉายวาบผ่านนัยน์ตาคู่สวย รอยยิ้มร้ายกาจผุดขึ้นที่มุมปากหยักลึก เขาชอบเหลือเกินยเวลาที่แมวป่าตัวนี้จนตรอก เพราะนั่นคือช่วงเวลาที่พยศน้อยที่สุด... และน่าขย้ำให้แหลกคาอกมากที่สุด
"ปล่อยฉัน..." เสียงของเธอบางเบาลงอย่างน่าใจหาย ความแข็งกร้าวเมื่อครู่ถูกความจริงอันโหดร้ายกัดกร่อนจนเกือบหมดสิ้น
"คำสั่งของผมต่างหากที่เธอควรพูดตอนนี้" คิริลกระซบเสียงพร่า ริมฝีปากหยักร้อนประทับลงบนซอกคอหอมกรุ่นอย่างถือวิสาสะ พิมพ์มาดาหวีดร้องในลำคอ ร่างกายสะท้านเยือกเมื่อสัมผัสวาบหวามแล่นริ้วไปทั่วไขสันหลัง ความโกรธแค้นตีคู่มากับความปรารถนาอันแปลกประหลาดที่เธอเกลียดชังตัวเองนักที่เผลอไผลไปตามสัมผัสนั้น
"อย่า... อื้อ..."
มือหนาเลื่อนลงมาโอบรอบเอวบางกิ่ว รั้งร่างเธอเข้าหาจนแนบชิด ไม่เหลือช่องว่างให้อากาศแทรกผ่าน แผ่นอกแกร่งบดAบีย드กับทรวงอกอิ่มที่กระกระفقตามแรงหอบหายใจ คิริลไม่ปล่อยให้เธอมีโอกาสได้ต่อต้าน ริมฝีปากร้อนจัดทาบทับลงมาปิดกลีบปากนุ่มที่กำลังเผยอต่อว่า บดขยี้รสจูบลงทัณฑ์ด้วยความเร่าร้อน ดิบเถื่อน และเปี่ยมไปด้วยอำนาจเหนือกว่า
พิมพ์มาดาสั่นสะท้าน มือเรียวที่เคยทุบตีอกแกร่งค่อยๆ เปลี่ยนเป็นกำเสื้อสูทของเขาแน่นโดยไม่รู้ตัว รสจูบที่ทั้งหวานล้ำและป่าเถื่อนสูบเอาลมหายใจของเธอไปจนหมดสิ้น สมองขาวโพลน นึกอะไรไม่ออกนอกจากสัมผัสร้อนผ่าวที่แผดเผาทุกตารางinchบนผิวกาย ลิ้นร้อนที่รุกรานเข้ามาตักตวงความหวานสร้างความปั่นป่วนจนเธอต้องส่งเสียงครางแผ่วเบาในลำคออย่างยอมจำนน
คิริลผริมฝีปากออกช้าๆ อย่างนึกเสียดาย ปล่อยให้หญิงสาวได้กอบโกยอากาศเข้าปอด ขณะที่สายตาคมกริบมองสำรวจใบหน้าหวานที่แดงก่ำและริมฝีปากเจ่อบวมจากการจูบอันดุเดือด
"จำใส่ใจไว้นะครับ พิมพ์มาดา..." เสียงกระซิบแหบพร่าข้างใบหูที่แดงก่ำเต็มไปด้วยมนต์สะกดอันตราย "ต่อให้คนทั้งกองปราบจะก้มหัวให้ผม แต่คนเดียวที่ผมจะยอมก้มหัวให้... มีแค่เธอคนเดียวเท่านั้น"
ยังไม่ทันที่พิมพ์มาดาจะได้เอ่ยปากด่าทอหรือตอกกลับคำหวานหยาดเยิ้มแต่แฝงความเผด็จการนั้น เสียงเคาะประตูกระจกบานเลื่อนด้านนอกก็ดังขึ้นสามครั้ง ตามด้วยเสียงทุ้มต่ำของลูกน้องคนสนิทที่รายงานเข้ามาเป็นรหัสลับ
"นายครับ... มีแขกไม่ได้รับเชิญกำลังมุ่งหน้ามาที่นี่ วงจรปิดรอบนอกตรวจจับความเคลื่อนไหวแปลกปลอมได้... ไม่ใช่พวกตำรวจหนอนของเราครับ"
คิริลชะงัก นัยน์ตาสีเข้มหรี่ลงทันที ความเร่าร้อนเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยความเยือกเย็นดุดันในเสี้ยววินาที เขาละสายตาจากพิมพ์มาดาชั่วขณะเพื่อหันไปมองมอนิเตอร์ตัวเล็กที่ซ่อนอยู่มุมห้อง
ภาพที่ปรากฏบนหน้าจอทำเอาลมหายใจของเจ้าพ่อค้าอาวุธเถื่อนสะดุดกึก บุคคลที่ก้าวล้ำเข้ามาในเขตหวงห้ามไม่ใช่ตำรวจกองปราบ ไม่ใช่หน่วยรบพิเศษ และไม่ใช่ศัตรูคู่อาฆาตหน้าเดิม... แต่เป็นใบหน้าของคนที่ควรจะนอนสงบนิ่งอยู่ใต้ดินในสุสานเมื่อสามปีที่แล้ว ใบหน้าของคนที่กุมความลับทั้งหมดในอดีตของพิมพ์มาดา!
คิริลหันกลับมามองหญิงสาวในอ้อมแขนอีกครั้ง รอยยิ้มเหี้ยมเกรียมปรากฏขึ้นที่มุมปาก พร้อมกับกระบอกปืนเย็นเฉียบที่ถูกชักออกจากซองเหน็บเอว มาจ่อเบาๆ ที่หน้าท้องอิ่มของเธอ
"ดูเหมือนว่า... คืนนี้แขกของเราจะน่าสนใจกว่าที่คิดนะ ผู้หมวด..."
---
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามการเดินทางอันดุเดือดนี้เสมอนะครับ
เซฟเฮาส์อาชญากรรมกับรอยสักบนแผ่นหลังของศัตรู•ตอนที่ 6
คำเตือนจากกระบอกปืน
ผลงานโดย ภาคินทร์เที่ยงคืน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ภาคินทร์เที่ยงคืน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟเฮาส์อาชญากรรมกับรอยสักบนแผ่นหลังของศัตรู นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!