เสียงถาดทองเหลืองกระทบโต๊ะหินอ่อนดัง *เคร้ง* ตามด้วยเสียงหัวร่อต่อกระซิกที่จงใจให้ดังลอดผ่านม่านไหมปักลายดอกโบตั๋น
"คิดว่าการนำผักบ้านนอกพวกนี้มาประเคนในงานเลี้ยงรับรองท่านเจ้าเมือง จะทำให้เจ้าได้หน้าขึ้นมาหรืออย่างไร แม่ค้าตลาดสดอย่างเจ้า หลินอิง..." หลี่จื่อเชิดหน้าขึ้นสูง รอยยิ้มหยันบนริมฝีปากที่ทาชาดสีแดงสดจนดูจัดจ้านนั้นเคลือบยาพิษไว้อย่างไม่มิดชิด แขนเสื้อปักดิ้นทองสั่นไหวตามจังหวะการสะบัดตัวด้วยความหมั่นไส้ระคนริษยา
ภายในห้องจัดเลี้ยงชั้นในของจวนเจ้าเมืองเวลานี้อบอวลไปด้วยกลิ่นอายแห่งความตึงเครียด บรรดาพ่อค้าคหบดีและภริยาขุนนางต่างพากันจับจ้องมาที่โต๊ะเตรียมอาหารของหลินอิงเป็นตาเดียว ทุกคนล้วนรอคอยดูความพินาศของหญิงสาวผู้มาจากหมู่บ้านชายขอบ ผู้กล้าอาจหาญเสนอตัวเข้ามาเป็นหัวหน้าพ่อครัวเฉพาะกิจในงานเลี้ยงต้อนรับคนสำคัญระดับเมือง
หลินอิงไม่ได้เงยหน้าขึ้นมองคู่ปรับตัวฉกาจทันที นางกำลังใช้มีดสั้นเหล็กกล้าเล่มบางเฉียบแล่เนื้อปลาหลิวสุ่ยที่เพิ่งขึ้นจากลำธารในมิติลับ เนื้อปลาสีชมพูเรื่อมีความใสราวกระจกสะท้อนแสงไฟจากโคมกระดาษ ท่วงท่าของนางนิ่งสงบ เยือกเย็น และเด็ดขาด ราวกับเสียงนินทากล่าวร้ายรอบกายเป็นเพียงเสียงแมลงหวี่แมลงวันรำคาญใจเท่านั้น
"ถ้าการทำอาหารด้วยวัตถุดิบที่สดใหม่และจริงใจเรียกว่าการหาเรื่องใส่ตัว เช่นนั้นข้าก็คงต้องยอมรับผิดแล้วกระมังเจ้าคะคุณชายหลี่" หลินอิงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ รอยยิ้มบางเบาที่มุมปากไม่ได้ส่งไปถึงดวงตาคู่คมกริบที่ฉายแววเย้ยหยันกลับไปอย่างเจ็บแสบ "แต่ก็นั่นแหละนะ... คนที่แยกไม่ออกระหว่างผักป่ารสเลิศกับหญ้าข้างทาง ต่อให้เอาทองคำไปหลอมใส่ปาก ก็คงพูดจาเป็นภาษาคนที่มีรสนิยมขึ้นมาไม่ได้หรอกค่ะ"
เสียงสูดปากด้วยความตกใจดังขึ้นเบาๆ จากรอบด้าน ใครเล่าจะคาดคิดว่าสตรีชาวสวนผู้นี้จะกล้าต่อปากต่อคำกับหลี่จื่อ ผู้ผูกขาดการค้าวัตถุดิบรายใหญ่ประจำเมืองอย่างเผ็ดร้อนถึงเพียงนี้
หลี่จื่อหน้าดำคร่ำเครียด กำมือแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน "สามหาว! เจ้ากล้าดีอย่างไร..."
"พอเสียที!"
เสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจดังขึ้นขัดจังหวะความวุ่นวาย จวินเยี่ยก้าวเข้ามาหยุดยืนเบื้องหลังภรรยาตัวน้อย ร่างสูงสง่าในชุดคลุมผ้าไหมสีนิลปักลายพยัคฆ์เงินแผ่รังสีความน่าเกรงขามออกมารอบทิศทาง ดวงตาคมกราบกวาดมองผู้คนที่ล้อมวงเข้ามาด้วยแววตาดุดั่งพยัคฆ์ซุ่มล่าเหยื่อ เพียงแค่เขากวาดสายตาผ่าน หลี่จื่อก็ถึงกับต้องผถวาถอยหลังไปก้าวหนึ่งโดยไม่รู้ตัว
จวินเยี่ยไม่ได้เอ่ยคำขู่เข็ญใดๆ เพิ่มเติม แต่เขากลับเอื้อมมือหนาไปหยิบผ้าเช็ดหน้าผ้าแพรสีขาวสะอาดจากอกเสื้อ มาบรรจงเช็ดคราบแป้งบางๆ ที่ข้างแก้มเนียนใสของหลินอิงอย่างเบามือ สายตาดุดันเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความอ่อนโยนลึกซึ้งจนคนมองต้องเบือนหน้าหนีด้วยความอิจฉา
"ภรรยาข้าเหนื่อยมาทั้งวันเพื่อจัดเตรียมอาหารรสเลิศให้ท่านเจ้าเมืองและแขกผู้เกียรติทุกท่าน หากใครยังกล้าส่งเสียงรบกวนสมาธิในการปรุงอาหารของนางอีก... อย่าหาว่าข้าผู้นี้ไม่เตือน" น้ำเสียงเรียบเรื่อยแต่ทรงพลังกดดันจนห้องโถงทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบงันชั่วพริบตา ท่านแม่ทัพผู้ขึ้นชื่อเรื่องความเยียบเย็นและเกลียดผักเข้ากระดูกดำ ยามนี้กลับยืนเคียงข้างและปกป้องภรรยาชาวสวนอย่างออกนอกหน้า ยิ่งกว่าจงอางหวงไข่เสียอีก
หลินอิงแอบอมยิ้มขบขันในความคลั่งรักของสามี นางหันกลับมาสนใจเตาไฟเบื้องหน้าต่อทันที มิติลับในห้วงจิตสำนึกกำลังส่งกลิ่นหอมกรุ่นของสมุนไพรหายากออกมาสะกิดต่อมรับรส นางเลือกใช้ "รากบัวหิมะพันปี" และ "เห็ดหอมสวรรค์" ที่เติบโตจากดินวิเศษในมิติ มาเป็นหัวใจหลักในการรังสรรค์เมนูเด็ดประจำค่ำคืนนี้
กระทะเหล็กหล่อใบใหญ่ตั้งอยู่บนเตาถ่านที่ควบคุมอุณหภูมิไว้อย่างแม่นยำ น้ำมันพืชบริสุทธิ์จากเมล็ดชาในสวนส่งเสียง *ฉ่า* ทันทีที่แผ่นเนื้อปลาหมักซอสสูตรลับลงกระทบผิวทะ กระทะสั่นไหวด้วยฝีมือการควงตะหลิวอย่างคล่องแคล่วและงดงามราวกับการร่ายรำ กลิ่นหอมฟุ้งกระจายขจรขจายไปทั่วห้องโถง กลิ่นหอมหวานละมุนของเนื้อปลาผสมผสานกับกลิ่นเครื่องเทศสมุนไพรจีนที่ตุ๋นเคี่ยวจนงวด ทำให้ผู้คนที่กำลังยืนตั้งแง่รังเกียจเมื่อครู่ ต่างต้องแอบกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก
"หืม... กลิ่นอันใดกัน ช่างหอมเย้ายวนใจถึงเพียงนี้!"
เสียงทุ้มกังวานของเจ้าเมืองชราผู้ทรงอิทธิพลดังขึ้น พร้อมกับร่างท้วมใหญ่ในชุดขุนนางชั้นสูงที่ก้าวย่างเข้ามาด้วยความเร่งรีบ ดวงตาฝ้าฟางตามวัยกลับเป็นประกายเจิดจ้าจ้องมองไปที่กระทะตรงหน้าของหลินอิงราวกับเด็กน้อยพบของเล่นชิ้นโปรด
"ทูลท่านเจ้าเมือง..." หลี่จื่อรีบฉวยโอกาสก้าวเข้าไปประสานมือคำนับ ปั้นหน้าฟ้องทันที "นาง... นัง... เอ่อ หลินอิงผู้นี้บังอาจนำผักและปลาพื้นๆ ไร้ราคามาทำอาหารจัดเลี้ยงในงานสำคัญ เกรงว่าจะไม่ถูกสุขลักษณะและระคายเคืองเบื้องสูง..."
"หุบปากซะ!" เจ้าเมืองสะบัดแขนเสื้อใส่หลี่จื่ออย่างไม่ไยดี จมูกโด่งรั้นสูดกลิ่นหอมที่ลอยเข้าปะทะประสาทสัมผัสลึกๆ "ข้ากินอาหารในวังหลวงมาค่อนชีวิต อาหารหรูHราคาแพงลิบลิ่วอันใดข้าไม่เคยลิ้มลอง? แต่กลิ่นหอมล้ำลึกเช่นนี้... ข้าไม่เคยได้กลิ่นจากที่ใดมาก่อนในรอบสิบปี!"
หลินอิงไม่รอช้า นางตัก "ปลาหลิวสุ่นึ่งราดซอสรากบัวหิมะ" จานร้อนๆ ลงบนจานกระเบื้องเคลือบสีมุก ลวดลายดอกไม้วิจิตรบรรจงขับเน้นให้เนื้อปลาสีชมพูเรื่อและน้ำซอสสีอำพันดูโดดเด่นน่ารับประทานยิ่งขึ้น ตามด้วยการตกแต่งด้วยยอดผักกาดขาวจิ๋วจากมิติลับที่เขียวขจีสดใสราวกับหยกแท้
"เรียนท่านเจ้าเมือง เมนูนี้มีชื่อว่า 'สวรรค์รำลึก' เพคะ" หลินอิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงฉะฉาน มั่นใจ และนอบน้อมพอเหมาะ "ใช้ปลาสดจากลำธารธรรมชาติเคี่ยวกับสมุนไพรบำรุงกำลังและรากบัวหายาก ไม่เพียงแต่รสชาติกลมกล่อมละมุนลิ้น แต่ยังมีสรรพคุณช่วยปรับสมดุลธาตุในร่างกาย ขับพิษ และทำให้จิตใจแจ่มใส ท่านลองชิมดูสักคำเถอะนะเจ้าคะ"
เจ้าเมืองรับตะเกียบไม้ไผ่ขัดเงาจากบ่าวรับใช้มาถือไว้ด้วยมือที่สั่นเทาน้อยๆ ด้วยความคาดหวัง เขาลีบหนีบชิ้นเนื้อปลาขาวเนียนเข้าปาก หลับตาลงช้าๆ เพื่อซึมซับรสชาติ
ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมห้องจัดเลี้ยงอีกครั้ง ทุกสายตาจับจ้องไปที่สีหน้าของผู้นำเมือง หลี่จื่อแอบยิ้มเยาะในใจ รอปักใจเชื่อว่าอาหารจานนี้คงรสชาติแย่จนต้องถูกสั่งประหาร
ผ่านไปสามลมหายใจ...
ดวงตาของท่านเจ้าเมืองเบิกกว้างขึ้นทันที ประกายวาวโรจน์ด้วยความทึ่ง รสชาติหวานล้ำละมุนละไมของเนื้อปลาละลายหายไปในปากทันที ทิ้งไว้เพียงความหอมสดชื่นของสมุนไพรที่กระจายซ่านไปทั่วโพรงปาก ความเหนื่อยล้าจากการว่าราชการมาตลอดทั้งวันราวกับถูกปัดเป่าให้หายไปจนหมดสิ้น ร่างกายอบอุ่นขึ้นอย่างน่าประหลาด
"อร่อย! อร่อยยิ่งนัก!" เจ้าเมืองอุทานออกมาเสียงดังลั่นห้องด้วยความลืมตัว ตะเกียบในมือคีบชิ้นที่สองเข้าปากต่อทันทีอย่างลืมภาพลักษณ์ผู้นำเมืองผู้เคร่งขรึม "ยอดเยี่ยม! นี่คืออาหารระดับเทพเซียนชัดๆ! หลินอิง เจ้าทำได้อย่างไรกัน!"
เสียงฮือฮาด้วยความทึ่งดังระเบิดขึ้นทั่วทั้งห้อง บรรดาขุนนางและคหบดีต่างพากันกรูเข้ามามุงดูจานอาหารตรงหน้า บ้างก็ส่งเสียงชื่นชมไม่ขาดปาก รอยยิ้มเย่อหยิ่งของหลี่จื่อแข็งค้างอยู่บนใบหน้า สีหน้าซีดเซียวราวกับคนใกล้ตาย เมื่อตระหนักได้ว่าตนเองได้กลายเป็นตัวตลกในสายตาของทุกคนเสียแล้ว
หลินอิงแย้มยิ้มรับคำชมอย่างสง่างาม นางเหลือบสายตาไปมองหลี่จื่อที่กำลังกัดริมฝีปากตัวเองจนห่อเลือดด้วยความแค้นเคือง นางยกถ้วยชาขึ้นจิบบนใบหน้าปรากฏรอยยิ้มสะใจที่งดงามหยาดเยิ้ม
ทว่า... ในวินาทีที่บรรยากาศกำลังชื่นมื่นและชัยชนะอยู่แค่เอื้อมนั้นเอง
ประตูบานใหญ่ไม้สักแกะสลักด้านหลังห้องโถงก็ถูกกระชากเปิดออกอย่างแรงด้วยฝีมือขององครักษ์หลวงผู้หนึ่ง เนื้อตัวของเขาเปรอะเปื้อนไปด้วยโคลนและคราบเขม่าดำ ท่าทางกระหืดกระหอบหวาดตื่นราวกับเพิ่งหนีตายมาจากสมรภูมิรบ
"ท่านแม่ทัพ! นายท่าน! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ!" องครักษ์ผู้นั้นคุกเข่าลงแทบเท้าจวินเยี่ยด้วยความตื่นตระหนก ใบหน้าซีดเผือดไร้สีเลือด
"มีเรื่องอันใดไยต้องตื่นตระหนกถึงเพียงนี้?" จวินเยี่ยขมวดคิ้วมุ่น เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ
"คลังเสบียงหลวง... คลังเสบียงหลวงที่อยู่ชายแดนทิศเหนือ... ถูกไฟไหม้จนราบคาบในคืนเดียวพ่ะย่ะค่ะ! และที่สำคัญ... เสบียงทั้งหมด... ทั้งหมดกลายเป็นผงเน่าเสียใช้การไม่ได้แม้แต่เมล็ดเดียวพ่ะย่ะค่ะ!"
หลินอิงชะงักค้าง ตะเกียบในมือร่วงหล่นลงกระทบจานกระเบื้องเสียงดัง *กริ๊ง* หัวใจกระตุกวูบลงไปอยู่ที่ตาตุ่ม ทันทีที่สมองประมวลผลคำว่า "เสบียงหลวงเน่าเสียทั้งหมด" ความรู้สึกหนาวเยือกก็แล่นริ้วขึ้นมาจับขั้วหัวใจทันที
นี่ไม่ใช่เหตุเพลิงไหม้ธรรมดา... แต่มันคือแผนการทำลายล้างที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น!
รักและคิดถึงรี้ดทุกท่านเสมอค่ะ ❤️
- สวนส้มปลายฟ้า -
เกษตรกรสาวมือฉมังกับท่านแม่ทัพผู้เกลียดผัก•ตอนที่ 10
งานเลี้ยงระดับเมือง
ผลงานโดย สวนส้มปลายฟ้า
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สวนส้มปลายฟ้า)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เกษตรกรสาวมือฉมังกับท่านแม่ทัพผู้เกลียดผัก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!