"หากท่านแม่ทัพยังทรงเสด็จมานั่งรอคิวตั้งแต่ไก่โห่เช่นนี้ เกรงว่าลูกค้าตัวจริงคงได้พากันย้ายร้านหนีหมดพอดีค่ะ!"
เสียงใสระคนความระอาของหลินอิงดังขึ้น เหนือโต๊ะไม้ตัวยาวริมหน้าต่างที่ถูกจับจองโดยบุรุษร่างสูงใหญ่ในชุดลำลองเนื้อดี ทว่าแผ่นหลังกว้างและไหล่ผึ่งผายนั้นช่างขัดกับบรรยากาศร้านอาหารพื้นบ้านขนาดกะทัดรัดเสียเหลือเกิน ใบหน้าคมคายราวกับสลักจากหินหยกของท่านแม่ทัพจวินเยี่ยเงยขึ้นช้าๆ ดวงตาคมกริบที่เคยใช้สั่งการทหารนับหมื่นนายบัดนี้กลับทอประกายระยิบระยับอย่างน่าหมั่นไส้
นี่เป็นวันที่ห้าติดต่อกันแล้วที่ท่านแม่ทัพผู้เกลียดผักเข้ากระดูกดำ กลับกลายร่างเป็นลูกค้ารายแรกที่มารอหน้าร้านก่อนเปิดทำการเสียอีก ด้วยข้ออ้างสารพัดตั้งแต่ม้าป่วย แผลกำเริบ ไปจนถึงการอ้างราชกิจลับที่ต้องมาตรวจสอบความสงบเรียบร้อยในย่านการค้า ทั้งที่ความจริงแล้ว ปลายจมูกโด่งเป็นสันนั้นเพียงแค่กำลังสูดดมกลิ่นหอมกรุ่นของน้ำซุปกระดูกหมูเคี่ยวตุ๋นกับหัวไконจากมิติลับของนางเท่านั้น!
"ข้าแค่มารักษาอาการบาดเจ็บตามคำแนะนำของหมอหลวง... การทานอาหารที่มีประโยชน์และรสชาติถูกปาก ย่อมช่วยฟื้นฟูร่างกายได้เร็วกว่ายาขมๆ เป็นไหนๆ" จวินเยี่ยเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่มที่จงใจให้ได้ยินกันแค่สองคน ทว่าสายตาคมปลาบกลับกวาดมองไปรอบร้านเพื่อสำรวจว่ามีใครกล้าจ้องมองภรรยาในอนาคตของเขาหรือไม่
หลินอิงแอบกลอกตาเบาๆ อย่างอ่อนอกอ่อนใจ นางย่อมรู้ดีว่าบุรุษผู้นี้ไม่ได้ป่วยไข้ที่ใด นอกจากอาการ 'ติดใจรสชาติอาหาร' จนถอนตัวไม่ขึ้น ตั้งแต่วันที่นางโชว์ฝีมือทำอาหารจานเด็ดจากพืชผักในมิติลับให้เขาลิ้มลอง ความเกลียดชังผักชนิดเข้ากระดูกดำของท่านแม่ทัพก็พลันปลิวหายไปราวกับควันไฟ บัดนี้เขากลับกลายเป็นพวกคลั่งไคล้ผักออร์แกนิกฝีมือหลินอิงยิ่งกว่าสิ่งใด และมักจะหาเรื่องสั่งเมนูแปลกใหม่มากินทุกวันจนนางต้องเปิดเมนูพิเศษสำหรับเขาโดยเฉพาะ
ในขณะที่บรรยากาศกำลังดำเนินไปอย่างชวนอมยิ้ม เสียงเคาะโต๊ะดังปึงปังจากด้านหน้าร้านก็ทำลายความสงบลงทันที
"หลินอิง! เจ้าเปิดร้านประสาทอะไรกัน ลูกค้ามายืนรอจนแถวยาวเหยียด ทำไมไม่ยอมให้คนของข้ารองรับก่อน!"
เสียงแหลมสูงที่คุ้นเคยดังแ로드แทรกเข้ามา พร้อมกับการปรากฏตัวของ 'หลี่จื่อ' เจ้าของร้านอาหารคู่แข่งตระกูลหลี่ผู้มีใบหน้าบึ้งตึงและดวงตากลมโตที่ฉายแววริษยาอย่างปิดไม่มิด ด้านหลังของนางมีบ่าวชายร่างกำยำสองคนยืนกอดอกทำหน้าหาเรื่อง พยายามจะเบียดเสียดเข้ามาในร้านเล็กๆ ของหลินอิงเพื่อสร้างความวุ่นวายเหมือนเช่นเคย
หลี่จื่อเหลือบไปเห็นจวินเยี่ยที่นั่งนิ่งสงบอยู่ริมหน้าต่าง แม้จะจำไม่ได้ทันทีว่าเป็นท่านแม่ทัพใหญ่เพราะชุดลำลองไร้ยศฐาบรรดาศักดิ์ แต่นางก็ไม่วายส่งเสียงเยาะเย้ยถากถางตามนิสัย
"โอ้โฮ นึกว่าร้านเจ้าจะมีดีอะไร ที่แท้ก็มีแค่พวกเกเรไม่มีหัวนอนปลายเท้ามานั่งอู้ฟู่กินแรงนี่เอง! ร้านเล็กๆ แค่นี้ กล้าดียังไงมาแย่งลูกค้าจากเหลาอาหารตระกูลหลี่ของข้า!"
ความอิจฉาริษยาของหลี่จื่อพุ่งสูงจนถึงขีดสุด เมื่อเห็นว่าร้าน 'สวนส้มปลายฟ้า' ของหลินอิงมีลูกค้าต่อคิวแน่นขนัดทุกวัน ทั้งที่เพิ่งเปิดได้ไม่นาน ผิดกับร้านของนางที่นับวันมีแต่จะเงียบเหงาลงเรื่อยๆ เพราะรสชาติอาหารที่ย่ำแย่และการเอาเปรียบลูกค้าจนชื่อเสียงเน่าเฟะ
หลินอิงมิได้สะดุ้งสะเทือนแม้แต่น้อย นางเพียงแต่ค่อยๆ วางถ้วยน้ำชาลงบนโต๊ะอย่างใจเย็น แววตาคู่สวยฉายแววเยືือกเย็นและท้าทาย นางก้าวเดินออกมาจากเคาน์เตอร์ด้วยท่าทางสง่างาม รัศมีของหญิงสาวผู้กุมความลับระดับสวรรค์แผ่ซ่านออกมาจนหลี่จื่อเผลอถอยหลังไปก้าวหนึ่งโดยไม่รู้ตัว
"คุณหนูหลี่ ร้านของท่านใหญ่โตโอ่อ่า มีพ่อครัวฝีมือดี มีเงินทองล้นหลาม... เหตุใดจึงต้องมาเดือดร้อนกับร้านอาหารเล็กๆ ของหญิงสาวสู้ชีวิตเช่นข้าด้วยเล่าคะ? หรือว่าเป็นเพราะอาหารของเหลาตระกูลหลี่... มันไม่อร่อยจนลูกค้าเขาหนีหายหมดแล้วล่ะคะ?"
คำพูดที่แทงใจดำทำเอาหลี่จื่อหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธจัด นางกรีดเสียงแหลม "นังปากดี! วันนี้ข้าจะมาสั่งสอนให้เจ้ารู้สำนึกว่าแถบนี้ใครเป็นใหญ่ บ่าวพวกนั้น! ไปรื้อป้ายร้านมันลงมา!"
บ่าวร่างกำยำสองคนก้าวพรวดพราดเข้าไปหมายจะทำลายข้าวของ ทว่าก่อนที่มือหยาบกร้านจะทันได้แตะถูกป้ายไม้หน้าร้าน ร่างสูงใหญ่ของจวินเยี่ยก็ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง แรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัวที่หลั่งไหลออกมาจากตัวแม่ทัพหนุ่มผู้ผ่านสนามรบมาโชกโชน ทำเอาทุกคนในรัศมีสิบก้าวถึงกับหายใจไม่ออก อุณหภูมิรอบตัวลดฮวบลงจนหนาวเยือกไปถึงกระดูกดำ
จวินเยี่ยปรายตามองบ่าวทั้งสองด้วยแววตาดุจพญาอินทรีที่มองเหยื่อ น้ำเสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจเอ่ยขึ้นเพียงประโยคเดียว ทว่ากลับก้องกังวานจนสะเทือนไปทั่วบริเวณ
"ใครกล้าแตะต้องร้านนี้... ก้าวขาเข้ามาลองดูสิ ข้าจะตัดขาทิ้งเสียให้หมด!"
บรรยากาศในร้านเงียบกริบลงทันที หลี่จื่อหน้าซีดเผือด ตัวสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวอย่างหาที่เปรียบไม่ได้ แม้จะมองไม่ออกว่าชายหนุ่มผู้นี้คือใคร แต่สัญชาตญาณเตือนนางว่า บุรุษผู้นี้สามารถฆ่าคนได้โดยไม่ต้องกะพริบตาแน่ๆ
หลินอิงลอบอมิยิ้มด้วยความสะใจ นางเดินเข้าไปใกล้ชายหนุ่ม แสร้งทำเป็นเอ่ยเสียงหวานเพื่อเบรกความดุร้ายของสามีในอนาคต
"ท่านแม่ทัพใจเย็นก่อนค่ะ อย่าเพิ่งเปื้อนมือกับคนพวกนี้เลย ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของกฎหมายบ้านเมือง... และฝีมือการค้าของข้าจะจัดการเองดีกว่านะคะ"
จวินเยี่ยผ่อนลมหายใจ ปรับสีหน้าให้กลับมาอ่อนโยนลงทันทีเมื่อหันมามองนาง ดวงตาคู่คมทอดมองหลินอิงด้วยความรักใคร่และตามใจยิ่งนัก ราวกับโลกใบนี้มีเพียงนางคนเดียวเท่านั้นที่มีความหมาย
ทว่า ในขณะที่สถานการณ์กำลังจะคลี่คลายและหลี่จื่อกำลังถอยร่นด้วยความอัปยศ เสียงฝีเท้าหนักแน่นของทหารองครักษ์นายหนึ่งก็ดังขึ้นจากมุมถนน พร้อมกับม้าเร็วที่ควบตรงมาหยุดหน้าร้าน สีหน้าของทหารผู้นั้นตื่นตระหนกอย่างเห็นได้ชัด รีบพุ่งตรงเข้ามาคุกเข่าต่อหน้าจวินเยี่ยทันที
"เรียนท่านแม่ทัพ! เกิดเรื่องใหญ่ที่ค่ายทหารชายแดนแล้วพ่ะย่ะค่ะ! เสบียงล็อตใหม่ที่เพิ่งส่งมาจากเมืองหลวง... ถูกไฟไหม้เสียหายทั้งหมดอย่างไร้สาเหตุ!"
คำรายงานนั้นทำให้รอยยิ้มบนใบหน้าของจวินเยี่ยหายวับไปในพริบตา แววตาคมกริบแปรเปลี่ยนเป็นความเย็นชาดุจน้ำแข็ง ขณะที่หลินอิงขมวดคิ้วมุ่นทันทีเมื่อสังเกตเห็นประกายแสงประหลาดบางอย่างที่ซ่อนอยู่ในถุงผ้าของบ่าวตระกูลหลี่ที่ยืนอยู่ข้างหลัง!
รักและคิดถึงรี้ดทุกท่านเสมอค่ะ ❤️
- สวนส้มปลายฟ้า -
เกษตรกรสาวมือฉมังกับท่านแม่ทัพผู้เกลียดผัก•ตอนที่ 7
การแวะเวียนมาของท่านแม่ทัพ
ผลงานโดย สวนส้มปลายฟ้า
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สวนส้มปลายฟ้า)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เกษตรกรสาวมือฉมังกับท่านแม่ทัพผู้เกลียดผัก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!