"ถ้าข้าบอกว่ากลีบกุหลาบพวกนี้ไม่ได้อาบยาพิษ... ท่านลุงจะยอมวางเคียวเล่มนั้นลงไหมคะ"
คมเหล็กขึ้นสนิมสั่นระริกอยู่ห่างจากปลายจมูกของเอลิน่าไม่ถึงครึ่งคืบ
หยดเหงื่อเย็นเฉียบไหลซึมจากขมับของชายชราผู้ถือมัน ลมหายใจของเขาหอบกระชั้น เสื้อผ้าป่านเนื้อหยาบเปรอะเปื้อนคราบโคลนแห้งกรัง ดวงตาคู่ฝ้าฟางคู่นั้นเบิกกว้างด้วยความหวาดระแวงระคนสิ้นหวัง เขามองหญิงสาวตรงหน้า สลับกับตะกร้าสานใบเล็กที่บรรจุดอกกุหลาบสีชมพูประกายเงินซึ่งวางนิ่งอยู่บนตอไม้ผุ
"ขะ...ข้าไม่เชื่อ!" ชายชราเค้นเสียงแหบพร่าออกมาจากลำคอ "คนในหมู่บ้านพูดกันหนาหู ว่าหญิงสาวที่หลบซ่อนตัวอยู่ในป่าหมอกคือท่านหญิงเอลิน่า... นางมารร้ายตระกูลดยุกที่ถูกขับไล่เพราะวางยาพิษสังหารคู่หมั้น! แล้วคนพรรค์นั้นจะส่งสมุนไพรไปช่วยชีวิตหลานสาวข้าทำไมกัน! มันต้องมีอุบาย... เจ้าต้องการสูบวิญญาณเด็กใช่ไหม!"
ปลายเคียวขยับเข้ามาใกล้อีกนิดจนกระทบเข้ากับเส้นผมสีบลอนด์สว่างของเอลิน่า
ทว่าเธอกลับไม่ถอยหนีแม้แต่ก้าวเดียว
มือเรียวบางที่เคยหยิบจับแต่ถ้วยชาเคลือบทองและพัดขนนก ทว่าบัดนี้กลับเต็มไปด้วยรอยขีดข่วนจากกิ่งหนามและคราบดินดำอันเป็นเอกลักษณ์ของคนทำสวน เอลิน่ายื่นมือเปล่าออกไปอย่างเชื่องช้า ปลายนิ้วสัมผัสลงบนคมเคียวอย่างแผ่วเบา สื่อสารคลื่นความอบอุ่นผ่านเวทมนตร์พฤกษาที่แทรกซึมอยู่ในสายเลือด ก้านกุหลาบป่าที่เลื้อยอยู่ตามพื้นพลันขยับไหว ราวกับมีชีวิต มันค่อยๆ ทอดตัวขึ้นมาพันรอบท่อนแขนของเธออย่างภักดี ดอกตูมคลี่บานช้าๆ ส่งกลิ่นหอมหวานละมุนที่ช่วยปลอบประโลมประสาทอันตึงเครียด
"ถ้าข้าอยากสังหารใครสักคนจริงๆ..." เอลิน่าเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบสงบ แววตาคู่สีมรกตทอประกายลุ่มลึก ปราศจากแววอาฆาตมาดร้ายที่เคยครอบงำร่างนี้ในอดีต "ข้าคงไม่เสียเวลานั่งเคี่ยวน้ำค้างจากกลีบกุหลาบจันทราถึงสามคืน เพื่อสกัดเอาพิษไข้ป่าออกจากตัวหนูน้อยลิลี่หรอกค่ะ"
คำว่า 'ลิลี่' สะกิดหัวใจคนเป็นปู่จนสะท้าน
"เจ้า... รู้ชื่อหลานข้าได้อย่างไร"
"พืชพรรณในป่านี้กระซิบบอกข้าค่ะ" เอลิน่าระบายยิ้มบางๆ รอยยิ้มที่ไม่ได้ประดิษฐ์ขึ้นเพื่อเอาชนะใครในงานเต้นรำชนชั้นสูงอีกต่อไป "เมื่อวานที่ท่านลุงอุ้มร่างหมดสติของแกวิ่งวนรอบชายป่าด้วยความสิ้นหวัง พวกเถาวัลย์และต้นโอ๊กต่างได้ยินเสียงร้องไห้ของท่าน พวกเขาบอกข้า... ข้าจึงวางขวดยาไว้ที่แท่นหินปากทางเข้า"
เธอค่อยๆ ใช้นิ้วดันคมเคียวออกห่างจากใบหน้าอย่างนุ่มนวล
"ลิลี่ไข้ลดลงแล้วใช่ไหมคะ ไม่อย่างนั้นท่านคงไม่มีแรงถือเคียวบุกมาถึงเรือนกระจกของข้าเช่นนี้"
มือกร้านแดดของชายชราสั่นสะท้าน เคียวเหล็กในมือร่วงหล่นลงกระทบพื้นหญ้าเสียงดัง *เคร้ง!* เขาทรุดกายลงคุกเข่า ร่างกายที่แบกรับความเหนื่อยยากมาทั้งชีวิตสั่นเทาด้วยความตื้นตันและสำนึกผิด ใบหน้าที่บิดเบี้ยวด้วยความกลัวแปรเปลี่ยนเป็นความละอายใจอย่างสุดซึ้ง
"นางรอดแล้ว... ไข้ลดลงตั้งแต่เมื่อคืน ลืมตาขึ้นมาเรียกหาขนมปังได้แล้ว..." ชายชราสะอื้น "ข้า... ข้ามันโง่เขลาเอง หลงเชื่อคำเล่าลือในเมืองหลวงที่พ่อค้าเร่เอามานินทา ว่าท่านหญิงเอลิน่าจิตใจอำมหิตดั่งอสรพิษ ข้าคิดว่าท่านกำลังใช้มนตร์ดำล่อลวงคนในหมู่บ้านเพื่อเอาไปสังเวย..."
"ข่าวลือไม่ได้ผิดทั้งหมดหรอกค่ะ" เอลิน่าเอ่ยเสียงแผ่ว พลางย่อกายลงนั่งในระดับเดียวกับชายชรา สายตาของเธอทอดมองผืนดินเบื้องล่างด้วยความรู้สึกซับซ้อน "เอลิน่าคนเดิม... อาจจะเคยเป็นคนที่น่ารังเกียจอย่างที่ผู้คนสาปแช่งจริงๆ นางเคยละโมบ เคยริษยา และเคยมืดบอดด้วยความรักที่ผิดทาง"
เธอเงยหน้าขึ้น สบตากับดวงตาฝ้าฟางคู่นั้นอย่างซื่อตรง
"แต่นั่นไม่ใช่เอลิน่าที่ยืนอยู่ตรงหน้าท่านในวันนี้ ที่นี่... ข้าเป็นเพียงคนดูแลสวนกุหลาบเวทมนตร์เท่านั้นค่ะ"
ชายชรามองสตรีตรงหน้า นัยน์ตาของนางกระจ่างใสดั่งสายน้ำในลำธารลึก ไม่มีแม้แต่เศษเสี้ยวของความเย่อหยิ่งแบบชนชั้นสูงที่เขารู้จัก บนตักของนางมีคราบดิน บนนิ้วมือมีรอยหนามเกี่ยว และกลิ่นกายของนางอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมสะอาดของดินชื้นและกลีบดอกไม้
"ท่านหญิง..." ชายชราก้มศีรษะลงจนจรดพื้น "ได้โปรดยกโทษให้ตาแก่คนนี้ด้วยเถิด ข้าไม่มีสิ่งใดตอบแทนความเมตตาของท่าน นอกจากหัวมันเทศป่าพวกนี้..."
เขาลนลานควักห่อผ้าเก่าๆ ที่ซ่อนหัวมันแห้งกรังสองสามหัวออกมาวางแทบเท้าเธอ
เอลิน่าไม่เพียงไม่รังเกียจ เธอยังยื่นมือไปรับมันมาไว้ในอุ้งมืออย่างทะนุถนอม ราวกับมันคืออัญมณีล้ำค่า
"ขอบคุณนะคะ ข้าจะนำไปเผากินเป็นมื้อเย็นกับชาสมุนไพร" เธอยิ้มกว้าง รอยยิ้มนั้นสว่างไสวเสียจนความหม่นหมองในใจของชายชราละลายหายไปจนสิ้น "พาลิลี่กลับไปพักผ่อนเถอะค่ะ และหากวันข้างหน้ามีใครในหมู่บ้านล้มป่วยด้วยพิษไข้... จงบอกพวกเขาว่า ป่าหมอกแห่งนี้ยินดีต้อนรับเสมอ ตราบใดที่พวกท่านเข้ามาด้วยใจที่เคารพต่อผืนป่า"
เมื่อชายชราโค้งคำนับซ้ำแล้วซ้ำเล่าก่อนจะค่อยๆ ถอยร่นกลับออกไปตามทางเดินหิน ความเงียบสงบก็หวนคืนสู่สวนกุหลาบเวทมนตร์อีกครั้ง
ทว่าความเงียบนั้นไม่ได้คงอยู่นานนัก
"จัดการได้นุ่มนวลกว่าที่คิดนี่"
เสียงทุ้มต่ำอันเป็นเอกลักษณ์ดังขึ้นจากเบื้องหลัง เอลิน่าไม่ต้องหันไปมองก็รู้ว่าเป็นใคร กลิ่นไอเย็นยะเยือกผสมผสานกับกลิ่นเปลือกไม้ซีดาร์และละอองเวทมนตร์สีครามบ่งบอกการมาถึงของพ่อมดแห่งพงไพรได้อย่างชัดเจน
เซนเดอร์ยืนพิงกรอบประตูกระจกเรือนเพาะชำ แขนทั้งสองข้างกอดอก ชายเสื้อคลุมยาวสีรัตติกาลทิ้งตัวลงตามสรีระสูงโปร่ง ใบหน้าคมคายไร้ที่ติติดจะเฉยชาตามวิสัย ทว่าดวงตาสีเทาหม่นดุจพายุหิมะคู่นั้นกลับจับจ้องมาที่เธออย่างไม่วางตา
"ท่านแอบดูอยู่นานแค่ไหนแล้วคะ ท่านเซนเดอร์" เอลิน่าหมุนตัวกลับไป เผชิญหน้ากับเจ้าของที่ดินตัวจริงพลางถอนหายใจเบาๆ
"นานพอที่จะเห็นว่าเจ้าเอาคอตัวเองไปเสี่ยงกับเคียวเปื้อนสนิม" เซนเดอร์ก้าวเดินเข้ามาใกล้ ฝีเท้าของเขาเงียบกริบจนแทบไม่ได้ยินเสียงใบไม้ไหว "หากเขากดคมมีดลงมาอีกเพียงเสี้ยวเซนติเมตร เจ้าคิดว่าเวทมนตร์พฤกษาของเจ้าจะห้ามเลือดทันงั้นรึ?"
แม้คำพูดจะฟังดูเย็นชาและตำหนิติเตียน แต่สายตาคมกริบคู่นั้นกลับกวาดมองไปที่ลำคอระหงและผิวขาวผ่องของเธออย่างละเอียด เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีรอยขีดข่วนใดๆ แม้แต่รอยเดียว
"ข้ารู้จักสายตาของคนที่กำลังหวาดกลัวดีค่ะ" เอลิน่าตอบด้วยรอยยิ้มบาง ก้าวเดินเข้าไปหาเขาโดยไม่เว้นระยะห่างเหมือนวันแรกๆ ที่พบกันอีกแล้ว "เมื่อคนเรากลัวจนถึงขีดสุด สิ่งที่พวกเขาต้องการไม่ใช่คมดาบตอบโต้ แต่เป็นความเข้าใจต่างหาก... อีกอย่าง ข้ารู้ว่าท่านยืนอยู่ตรงนี้ หากเกิดอะไรขึ้นจริงๆ เงาของท่านคงบดขยี้เคียวเล่มนั้นเป็นผุยผงไปแล้ว ใช่ไหมล่ะคะ?"
เซนเดอร์ชะงักไปเล็กน้อย คิ้วเข้มขมวดมุ่นอย่างไม่สบอารมณ์ที่ถูกอ่านใจออก ทว่ามุมปากที่ซ่อนอยู่ใต้เงาผมกลับยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบางเบาที่แทบจะมองไม่เห็น
"อย่าสำคัญตัวเองผิดไป ข้าแค่ไม่อยากให้เลือดคนนอกมาเปรอะเปื้อนแปลงกุหลาบของข้าต่างหาก"
พ่อมดหนุ่มเบือนหน้าหนีไปอีกทาง ก่อนจะโบกมือเบาๆ ในอากาศ พลังเวทสีครามสายหนึ่งลอยละล่องไปหยิบกาน้ำชาดินเผาและถ้วยชาสองใบออกมาจากเรือนกระจก ลอยมาวางลงบนโต๊ะไม้กลมกลางสวนอย่างนุ่มนวล
"ดื่มชาเสีย" เขาสั่งสั้นๆ "ชาดอกแดนดิไลออนผสมสะระแหน่ จะช่วยคลายเส้นประสาทที่ตึงเครียดของเจ้า"
เอลิน่าหัวเราะเบาๆ ในลำคอ ปากบอกไม่ใส่ใจ แต่เขากลับเตรียมชาอุ่นๆ ไว้ให้เธอเสมอ เธอทรุดตัวลงนั่งฝั่งตรงข้าม ยกถ้วยชาขึ้นสูดกลิ่นหอมกรุ่น ความอบอุ่นแผ่ซ่านจากปลายนิ้วไปถึงหัวใจ
"ดูเหมือนว่า... ข่าวลือเรื่อง 'หญิงสาวใจดีในสวนเวทมนตร์' จะเริ่มแพร่กระจายไปทั่วหมู่บ้านแถบชายแดนแล้วนะคะ" เอลิน่าเอ่ยขึ้นหลังจากจิบชาไปคำหนึ่ง น้ำเสียงแฝงความกังวลลึกๆ "ชาวบ้านเริ่มนำผลไม้ ขนมปัง หรือแม้แต่เมล็ดพันธุ์แปลกๆ มาวางไว้ที่เขตแดนหินเพื่อขอแลกกับดอกกุหลาบรักษาโรค... ภาพจำของ 'เอลิน่า นางร้ายผู้ชั่วช้า' กำลังถูกแทนที่ด้วยภาพของ 'แม่มดขาวใจอารี'"
"แล้วมันไม่ดีตรงไหน?" เซนเดอร์เลิกคิ้ว มองดูใบหน้าหวานที่กำลังสะท้อนแสงแดดยามบ่าย "เจ้าหนีออกจากเมืองหลวงมา ก็เพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ไม่ใช่รึ"
"มันดีค่ะ... ดีจนข้าเริ่มกลัว"
เอลิน่าก้มมองเงาสะท้อนของตนเองในน้ำชาสีอำพัน
"ในนิยายเรื่องนี้... ไม่สิ ในโลกความเป็นจริง ความเกลียดชังอาจเป็นเหมือนกำแพงหนามที่ผลักไสผู้คนออกไป แต่มันก็เป็นเกราะกำบังที่ทำให้ไม่มีใครอยากเข้าใกล้เช่นกัน ทว่าความรักและความศรัทธา... มันเหมือนแสงสว่างที่ส่องประกายในความมืด ยิ่งผู้คนพูดถึง 'หญิงสาวในสวนกุหลาบ' มากเท่าไหร่ แสงนี้ก็จะยิ่งส่องไปไกลขึ้นเท่านั้น... ไกลจนอาจไปถึงหูของคนในเมืองหลวง"
ความเงียบโรยตัวลงปกคลุมทั่วบริเวณ มีเพียงเสียงกลีบกุหลาบที่เสียดสีกันตามแรงลม
เซนเดอร์มองมือที่เริ่มสั่นน้อยๆ ของหญิงสาว เขาไม่พูดปลอบประโลมด้วยคำหวานที่ไร้สาระ แต่เขากลับยื่นมือใหญ่ที่เต็มไปด้วยรอยแผลเป็นจากการร่ายเวทมนตร์โบราณ ข้ามโต๊ะมาวางทาบทับลงบนหลังมือของเธออย่างหนักแน่น ความอบอุ่นที่ถ่ายทอดผ่านฝ่ามือนั้นมั่นคงดั่งขุนเขา
"เอลิน่า" ชายหนุ่มเรียกชื่อเธอด้วยน้ำเสียงที่ทุ้มลึกและจริงจังกว่าทุกครั้ง "ตราบใดที่เจ้ายังเหยียบอยู่บนผืนดินแห่งนี้ ตราบใดที่กุหลาบพวกนี้ยังหยั่งรากลึกอยู่ในมนตร์ของข้า... ไม่มีใครในโลกนี้กระชากตัวเจ้ากลับไปได้ ไม่ว่าจะเป็นองค์จักรพรรดิ อดีตคู่หมั้นของเจ้า หรือแม้แต่โชคชะตาบ้าบอที่เจ้าหวาดกลัว"
ดวงตาสีมรกตของเธอสั่นไหว สบประสานกับดวงตาสีเทาอันแน่วแน่ หัวใจที่เคยเหน็บหนาวและโดดเดี่ยวในชาติก่อน ราวกับได้รับการโอบอุ้มด้วยไออุ่นที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อน
"ขอบคุณนะคะ... เซนเดอร์"
ทว่า... ช่วงเวลาแห่งความสงบสุขมักแสนสั้น
*พรึ่บ!*
กุหลาบเวทมนตร์สีแดงสดที่ปลูกเรียงรายอยู่รอบรั้วอาณาเขต ส่งเสียงหวีดร้องแหลมต่ำในระดับที่คนธรรมดาไม่ได้ยิน กลีบดอกที่เคยเบ่งบานพลันหุบฉับ หนามแหลมคมยาวขึ้นและบิดเกลียวชี้ออกไปทางทิศใต้ของป่าอย่างพร้อมเพรียง!
พืชพรรณกำลังตื่นตระหนก!
เซนเดอร์ชักมือกลับทันที แววตาอบอุ่นเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความเย็นชาและดุดันดั่งสัตว์ร้ายที่พร้อมจะขย้ำเหยื่อ เขาผุดลุกขึ้นยืน ไอเวทสีดำทมิฬเริ่มแผ่ออกมาจากชายเสื้อคลุม
"มีผู้บุกรุก" เซนเดอร์เอ่ยเสียงกร้าว "และไม่ใช่ชาวบ้านธรรมดา"
เอลิน่ารีบวางถ้วยชาลง เธอหลับตาลงเพื่อส่งกระแสจิตเชื่อมต่อกับรากไม้ที่ทอดตัวยาวไปตามแนวป่า ภาพที่สะท้อนกลับมาในมโนสำนึกทำให้ลมหายใจของเธอแทบจะหยุดชะงัก
ห่างออกไปไม่ถึงครึ่งไมล์ บริเวณชายแดนป่าหมอก... ม้าศึกสายพันธุ์ชั้นสูงสี่ตัวกำลังหยุดยืนอยู่ท่ามกลางไอหมอก บนหลังม้าคือกลุ่มคนในชุดคลุมยาวสีขาวปักดิ้นทอง ลวดลายที่เธอไม่มีวันลืมได้ชั่วชีวิต
...ตราอินทรีสองหัวสยายปีก สัญลักษณ์ของกองอัศวินพิทักษ์ราชบัลลังก์แห่งจักรวรรดิ...
และบุรุษที่ก้าวลงจากหลังม้าตัวหน้าสุด ชายหนุ่มผู้ปลดฮู้ดคลุมศีรษะออก เผยให้เห็นเรือนผมสีทองคำอร่ามและนัยน์ตาสีฟ้าครามดั่งท้องฟ้าฤดูหนาว ชายผู้ที่เธอเคยรักจนยอมแลกแม้กระทั่งวิญญาณ... อดีตคู่หมั้นผู้เป็นองค์รัชทายาทแห่งจักรวรรดิ!
เขากำลังก้มลงมองแท่นหินที่เอลิน่าเคยวางขวดยาไว้ ปลายนิ้วที่สวมถุงมือหนังสีขาวหรูหราหยิบ 'กลีบกุหลาบประกายเงิน' กลีบหนึ่งขึ้นมาพิจารณา
ริมฝีปากขององค์รัชทายาทเหยียดยิ้มเย็นชา ดวงตาคู่นั้นสะท้อนความกระหายชัยชนะออกมาอย่างไม่ปิดบัง ก่อนที่เสียงทุ้มอันทรงอำนาจจะดังก้องผ่านสายลมข้ามพงไพรมาถึงโสตประสาทของเธอ
*"ในที่สุด... ข้าก็หากรงขังใหม่ของเจ้าเจอแล้ว เอลิน่า"*
***
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาด้วยกันในตอนนี้นะคะ ม่านหมอกโรแมนซ์
เกิดใหม่ในนิยายทั้งที ขอไปปลูกกุหลาบเวทมนตร์ดีกว่า•ตอนที่ 44
อดีตนางร้ายในสายตาชาวบ้าน
ผลงานโดย ม่านหมอกโรแมนซ์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ม่านหมอกโรแมนซ์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เกิดใหม่ในนิยายทั้งที ขอไปปลูกกุหลาบเวทมนตร์ดีกว่า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!