"หยุดฝีเท้าของเจ้าเดี๋ยวนี้ เอลิน่า! คิดจะหนีไปซุกหัวอยู่ที่ไหนกันแน่?"
เสียงทุ้มต่ำที่คุ้นเคยบาดลึกลงไปในโสตประสาท ราวกับคมมีดที่กรีดลงบนความทรงจำอันขมขื่นของชีวิตที่แล้ว ฉันหยุดกะทันหัน หัวใจที่เคยเต้นเป็นจังหวะปกติกลับกระตุกวูบ ความหวาดกลัวที่ฝังรากลึกในจิตวิญญาณเดิมกำลังร่ำร้องให้ฉันวิ่งหนีไปให้ไกลที่สุด แต่นี่ไม่ใช่เอลิน่าคนเดิมที่ขลาดเขลาอีกต่อไป ฉันสูดลมหายใจเข้าลึกจนเต็มปอด กลิ่นดินชื้นและไอฝนหลังพายุพัดผ่านเข้ามาแทนที่กลิ่นน้ำหอมฉุนกึกของวังหลวง
ฉันหันกลับไปเผชิญหน้ากับความว่างเปล่าของแนวป่าเบื้องหลัง ไม่มีใครเลย... นอกจากเสียงลมหายใจที่สั่นพร่าของตัวเอง
"แค่ภาพหลอนสินะ..." ฉันพึมพำกับตัวเอง มือเรียวบางที่เปื้อนคราบดินเช็ดเหงื่อออกจากขมับอย่างแผ่วเบา การหนีออกจากเมืองหลวงมาสามวันเต็มทำให้ร่างกายอ่อนล้าจนแทบทรุด แต่จิตวิญญาณที่กระหายอิสรภาพนั้นกลับเบิกบานอย่างประหลาด
ฉันก้าวเดินต่อไปผ่านม่านหมอกที่หนาทึบขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งต้นไม้ใหญ่เบื้องหน้าค่อยๆ แหวกออก เผยให้เห็นสิ่งที่ซ่อนอยู่หลังเถาวัลย์พันเกี่ยว กระท่อมไม้หลังเก่าทรุดโทรมที่ดูเหมือนจะพังทลายลงมาได้ทุกเมื่อหากมีลมพัดแรง แต่น่าแปลกที่ในจังหวะที่สายตาของฉันจับจ้องไปที่มัน พืชพรรณรอบข้างกลับส่งกระแสความรู้สึกแผ่วเบาเข้ามาในจิตใจ—ความโดดเดี่ยว ความหงอยเหงา และความโหยหาการดูแล
ฉันขยับเข้าไปใกล้ ลูบไล้เปลือกไม้ของเสากระท่อมที่ถูกเถาไอวี่สีเข้มพันเกี่ยวไว้อย่างแน่นหนา ราวกับพวกมันกำลังปกป้องโครงสร้างที่เปราะบางนี้ไว้
"ไม่เป็นไรนะ... ฉันมาแล้ว" ฉันกระซิบกับเหล่าเถาวัลย์ สัมผัสถึงไออุ่นเล็กๆ ที่แล่นผ่านปลายนิ้วเข้าสู่หัวใจ
การตัดสินใจในวินาทีนั้นไม่ได้เกิดขึ้นจากความสิ้นหวัง แต่เป็นความแน่วแน่ที่ก่อตัวขึ้นเงียบๆ ฉันจะเริ่มชีวิตใหม่ที่นี่ ท่ามกลางดอกไม้ที่จะเติบโตด้วยหยาดเหงื่อและความรักของฉันเอง ไม่ใช่การแก่งแย่งชิงดีในรั้ววังที่ไร้ซึ่งหัวใจ
ตลอดทั้งบ่าย ฉันมุ่งมั่นกับการถางหญ้าและจัดการกับเศษไม้ที่ผุพัง แรงงานหนักหน่วงทำให้มือของฉันพองและเจ็บปวด แต่ทุกครั้งที่ฉันเอ่ยปากคุยกับต้นไม้รอบๆ พวกมันดูเหมือนจะตอบสนองด้วยการเอนกิ่งก้านมารับสัมผัสอย่างว่านอนสอนง่าย ฉันไม่ได้อยู่เพียงลำพังในป่าใหญ่แห่งนี้ พืชพรรณเหล่านี้คือมิตรแท้ที่ฉันไม่เคยมีมาก่อน
เมื่อดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า ทิ้งไว้เพียงแสงสีส้มหม่นๆ ฉันก็นั่งลงบนบันไดไม้ผุหน้ากระท่อม ถอนหายใจด้วยความเหนื่อยอ่อนที่แฝงไปด้วยความสุขใจ ที่นี่แหละ คือจุดเริ่มต้นของอาณาจักรเล็กๆ ของฉัน
ทว่า... ในจังหวะที่ฉันกำลังจะปิดเปลือกตาลงเพื่อพักสายตา ความเงียบสงัดของป่ากลับถูกทำลายด้วยเสียงฝีเท้าที่เหยียบลงบนกิ่งไม้แห้งข้างหลัง
*แกร๊ก*
ไม่ใช่สัตว์ป่าแน่นอน เสียงนั้นหนักแน่นและเปี่ยมไปด้วยอำนาจที่ทำให้บรรยากาศรอบข้างเย็นเยียบลงทันตาเห็น ฉันเกร็งตัวนิ่ง ความรู้สึกคุ้นเคยบางอย่างแล่นปราดขึ้นมาในอก เสียงทุ้มลึกที่เปี่ยมไปด้วยมนตร์ขลังและบรรยากาศอันน่าอึดอัดที่แผ่ซ่านออกมานั้น ไม่ใช่ใครอื่นที่ฉันจะจดจำผิดไปได้
"เจ้าคิดว่าการหนีมาในเขตอาคมของข้า จะทำให้เจ้าปลอดภัยจากอดีตได้จริงๆ หรือ เอลิน่า?"
ร่างสูงใหญ่ในชุดคลุมสีเข้มก้าวออกมาจากเงามืดของต้นสน ดวงตาสีรัตติกาลคู่นั้นจับจ้องมาที่ฉัน ราวกับพ่อมดกำลังมองเหยื่อที่ติดกับดักด้วยความสมเพชปนสนใจ มือหนาขยับเพียงเล็กน้อย แสงสีเงินจางๆ ก็ลอยละล่องออกมาจากปลายนิ้ว คล้ายจะโอบล้อมกระท่อมร้างนี้ไว้ไม่ให้ฉันมีทางรอด
ฉันเงยหน้าขึ้นสบสายตาเขา พยายามรวบรวมสติที่แตกกระเจิงให้กลับมาตั้งมั่น "คุณ... คุณเป็นใคร และทำไมต้องตามฉันมาถึงที่นี่?"
เขาแค่นยิ้มที่มุมปาก ท่าทางนิ่งขรึมนั้นไม่ได้ทำให้เขาน่ากลัวน้อยลงเลย แต่มันกลับทำให้หัวใจของฉันสั่นไหวอย่างควบคุมไม่ได้ "ข้าคือเจ้าของผืนป่าที่เจ้ากำลังถือวิสาสะจะเข้ามาตั้งรกราก และคำตอบของคำถามที่ว่า 'ทำไม'... ดูเหมือนเจ้าจะลืมไปว่า เจ้าไม่ได้เป็นเพียงแค่คนทรยศ แต่เจ้ายังติดค้างบางอย่างกับข้า—หนี้ที่ต้องชดใช้ด้วยการดูแลสวนดอกไม้เวทมนตร์ของข้าต่อให้จบ"
เขาก้าวเข้ามาใกล้จนฉันได้กลิ่นไอของสมุนไพรและเวทมนตร์ที่คุ้นเคย มันไม่ใช่การคุกคาม แต่มันคือการประกาศยึดครองพื้นที่... และชีวิตของฉันนับจากวินาทีนี้ไป
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปพร้อมกับเอลิน่านะคะ ม่านหมอกโรแมนซ์จะรอพบทุกคนในตอนต่อไปค่ะ
เกิดใหม่ในนิยายทั้งที ขอไปปลูกกุหลาบเวทมนตร์ดีกว่า•ตอนที่ 3
สวนดอกไม้ที่ถูกลืม
ผลงานโดย ม่านหมอกโรแมนซ์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ม่านหมอกโรแมนซ์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เกิดใหม่ในนิยายทั้งที ขอไปปลูกกุหลาบเวทมนตร์ดีกว่า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!