"ดีดผิดไปหนึ่งเส้น เสียงกระดิ่งลมที่ประตูทิศประจิมย่อมไม่ดังตามนัด... เจ้าว่าจริงหรือไม่, เถาฮวา"
นิ้วเรียวดั่งลำเทียนชะงักค้างอยู่เหนือสายพิณกู่เจิงไม้จันทน์แดง สายโลหะเส้นสุดท้ายสั่นระริก ก่อเกิดคลื่นเสียงแผ่วเบาราวเสียงถอนหายใจ เซี่ยหว่านหนิงมิได้เงยหน้าขึ้นมองสาวรับใช้คนสนิท ดวงตาหงส์คู่นั้นยังคงทอดมองหยดหมึกที่ซึมลึกกระดาษสาตรงหน้าอย่างใช้ความคิด เรือนพักปีกซ้ายของนางในยามนี้อบอวลด้วยกลิ่นกำยานบุปผาหิมะที่บางเบาจนแทบไร้ตัวตน ทว่ากลับกดทับบรรยากาศรอบกายให้ตึงเครียดจนแทบหายใจไม่ออก
ยามนี้คือยามโฉว (01.00-02.59 น.) ราตรีสงัดเงียบจนได้ยินเสียงน้ำค้างกลั่นตัวหยดกระทบใบบัวนอกหน้าต่าง
"คุณหนู..." เถาฮวาขยับกายเข้าใกล้ด้วยฝีเท้าเบาดั่งแมวย่างกางเล็บ นางกวาดตามองผืนกระดาษที่เต็มไปด้วยสัญลักษณ์พู่กันอันซับซ้อน ก่อนจะกระซิบเสียงลอดไรฟัน "สายจากหน่วยข่าวกรองของกรมวังส่งสัญญาณเตือนมาตั้งแต่หัวค่ำแล้วเจ้าค่ะ ว่าทางเรือนใหญ่ของเซี่ยฮูหยินใหญ่เริ่มเคลื่อนไหว คนสนิทของนางถูกพบว่าแอบลักลอบนำหีบไม้จันทน์ลายมังกรห้าเล็บออกจากห้องสมุดลับ... เกรงว่าหลักฐานบัญชีลับคลังเสบียงคราวก่อน คงจะตกไปถึงมือคนขององค์รัชทายาทแล้วกระมังเจ้าค่ะ"
เซี่ยหว่านหนิงแย้มยิ้ม มุมปากหยักลึกขึ้นเป็นรอยยิ้มเย็นเยียบ รอยยิ้มที่ทำให้ผู้พบเห็นรู้สึกหนสันหลังวาบราวกับยืนอยู่ริมหน้าผาชัน นางใช้นิ้วเรียวลูบไล้ไปตามหยักไม้ของพิณกู่เจิงอย่างเชื่องช้า
"ปล่อยให้นางนำไปสิ..." น้ำเสียงหวานใสทว่าราบเรียบราวน้ำในบึงลึกเอ่ยขึ้น "ฮูหยินใหญ่อยู่ในจวนหลังนี้มาเนิ่นนานจนลืมไปแล้วว่า สิ่งใดที่ควรไขว่คว้า และสิ่งใดที่เป็นไฟบรรลัยกัลป์แผดเผาตัวเอง บัญชีลับคลังเสบียงชายแดนรึ? หอะ... ของร้อนเช่นนั้น ต่อให้ถือไว้ในมือจนนิ้วไหม้เกรียม นางก็ไม่มีปัญญาใช้มันต่อรองกับฉีเหิงได้หรอก"
ทันใดนั้นเอง ลมราตรีวูบหนึ่งก็พัดผ่านเข้ามาทางหน้าต่างบานแกะสลัก เปลวเทียนไหววูบวาบจนเกิดเงาดำทอดยาวทาบทับร่างระหงของเซี่ยหว่านหนิง ดุจภาพวาดพู่กันจีนที่ถูกแต้มด้วยหมึกดำเข้มข้น กลิ่นอายอันคุ้นเคยสายหนึ่งลอยมาแตะจมูก กลิ่นสนบดผสมผสานกับกลิ่นอายคาวเลือดจางๆ ที่ต่อให้ผ่านไปกี่ราตรี นางก็ไม่มีวันจดจำผิด
เงาร่างสูงใหญ่ในชุดคลุมสีดำสนิทราวกับกลืนหายไปกับความมืดปรากฏขึ้นที่กรอบหน้าต่างอย่างไร้ซุ่มเสียง ก่อนที่ร่างนั้นจะก้าวเข้ามาภายในห้องอย่างมั่นคง ไอเย็นจากยามค่ำคืนแผ่ซ่านเข้ามาจนอุณหภูมิรอบกายลดฮวบลงทันตาเห็น
ฉีเหิงถอดหน้ากากหนังมนุษย์ออก เผยให้
ดวงหน้าคมคายดุดัน นัยน์ตาดั่งเหยี่ยวคู่นั้นกวาดมองเครื่องดนตรีตรงหน้า ก่อนจะมาหยุดอยู่ที่ใบหน้าเนียนนุ่มของสตรีผู้เป็นเจ้าของห้อง
"เจ้ากำลังใช้เสียงพิณส่งสัญญานเรียกแมว หรือล่อเสือเข้าถ้ำกันแน่, หว่านหนิง"
น้ำเสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจเอ่ยขึ้นอย่างติดจะเย้าแหย่ ทว่าแววตากลับคมกริบดุจใบมีดโกน เขาก้าวเข้ามาใกล้จนได้กลิ่นอายอันคุ้นเคยของบุรุษผู้กุมอำนาจครึ่งหนึ่งของแผ่นดิน เซี่ยหว่านหนิงไม่แม้แต่จะสะดุ้งตกใจ นางเพียงแต่เงยหน้าขึ้นสบตาเขา นัยน์ตาสองคู่ประสานกันนิ่งนาน ราวกับกำลังประลองกำลังภายในผ่านห้วงความคิด
"หม่อมฉันกำลังเล่นบรรเลงเพลงส่งวิญญาณให้คนผู้หนึ่งต่างหากเพคะ..." เซี่ยหว่านหนิงตอบเสียงเรียบ นางรินน้ำชาใส่จอกกระเบื้องเคลือบสีฟ้าครามยื่นให้เขา "ท่านอ๋องทรงย่องเบายิ่งกว่าโจรขโมยของในยามวิกาลเช่นนี้ เกรงว่าข่าวเรื่องบัญชีคลังเสบียงคงจะทำให้พระองค์ทรงร้อนพระทัยจนนอนไม่หลับกระมัง"
ฉีเหิงรับจอกชามาถือไว้ ทว่ายังมิได้ดื่ม สายตาคมกราบมองรอยเปื้อนหมึกบนปลายนิ้วเรียวของนาง แววตาอ่อนโยนวูบผ่านขึ้นในเสี้ยววินาที ก่อนจะถูกแทนที่ด้วยความดุดันตามวิสัยของแม่ทัพผู้ผ่านศึกสงครามมานับร้อยสนาม
"บัญชีนั่น เป็นเพียงเศษกระดาษไร้ค่าที่ฮูหยินใหญ่อยากได้นักหนา ข้าจงใจปล่อยมันหลุดมือไปเองต่างหาก เพื่อให้สุนัขรับใช้ขององค์รัชทายาทตายใจ" ฉีเหิงยกจอกชาขึ้นจิบช้าๆ รสชาติขมปร่าบาดคอทว่าหอมหวานติดปลายลิ้น "แต่ที่ข้ามาในคืนนี้... ไม่ใช่เพราะเรื่องไร้สาระพวกนั้น"
เซี่ยหว่านหนิงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ยามนี้ระยะห่างระหว่างนางกับเขามีน้อยเสียจนนางได้ยินเสียงลมหายใจอุ่นร้อนของอีกฝ่าย "ถ้าเช่นนั้น... เรื่องอันใดที่ทำให้ท่านแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่ ถึงกับต้องปีนกำแพงจวนเซี่ยมายามดึกดื่นเช่นนี้เล่าเพคะ?"
ฉีเหิงโน้มใบหน้าลงมาใกล้ จนหน้าผากเกือบจะชิดกัน ลมหายใจของเขารดรินอยู่ข้างพวงแก้มเนียนนุ่ม "ฮ่องเต้ทรงมีพระราชโองการลับ... ทรงมีรับสั่งให้ข้าออกเดินทางไปชายแดนตะวันตกเฉียงเหนือภายในสามวันเพื่อปราบกบฏเผ่าเร่ร่อน และ..." เขาหยุดเว้นจังหวะเล็กน้อย นัยน์ตาคู่นั้นลึกล้ำราวกับห้วงมหาสมุทร "พระองค์ทรงมีรับสั่งให้ 'พระชายาเอก' ร่วมเดินทางไปในกองทัพด้วย"
เพล้ง!
เสียงกระเบื้องแตกละเอียดดังขึ้นเบาๆ เถาฮวาที่ยืนอยู่มุมห้องรีบก้มหน้าคุกเข่าลงด้วยความตกใจ ขณะที่เซี่ยหว่านหนิงชะงักค้าง ดวงตาหงส์เบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย—นี่คือหมากตานั้น! หมากตาที่นางคำนวณไว้แล้ว แต่ไม่นึกว่าจะเดินมาเร็วถึงเพียงนี้!
การเดินทางไปชายแดนตะวันตกเฉียงเหนือ ท่ามกลางลมพายุทะเลทรายและกองทัพกบฏที่ซ่อนตัวในเงาหมอก... นั่นมิใช่การเดินทางท่องเที่ยว แต่เป็นการส่งนางเข้าสู่ปากเสือชัดๆ! ฮ่องเต้และกลุ่มอำนาจเก่ากำลังใช้ร่างของนางเป็นตัวประกัน เพื่อบีบบังคับฉีเหิงให้ยอมจำนนต่ออำนาจราชสำนักอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด!
"หึ..." เซี่ยหว่านหนิงแค่นหัวเราะเบาๆ ออกมาทางจมูก ความโกรธเกรี้ยวระลอกหนึ่งพวยพุ่งขึ้นมาในอก แต่นางกลับควบคุมสีหน้าให้กลับมาเยือกเย็นได้อย่างรวดเร็วดั่งผิวน้ำในยามไร้ลม "ช่างเป็นพระเมตตาอันล้นพ้นเสียจริงเพคะ..."
ฉีเหิงยื่นมือหนาออกไปกุมมือเรียวของนางไว้แน่น ความอุ่นร้อนจากฝ่ามือของเขาแผ่ซ่านเข้ามาในความหนาวเหน็บ แรงบีบที่กระชับมั่นคือนิยามแห่งคำมั่นสัญญาที่ไร้ซึ่งคำพูดใดๆ
"เจ้ากลัวหรือไม่, หว่านหนิง" สุ้มเสียงของเขาเปลี่ยนเป็นอ่อนโยนลงอย่างเห็นได้ชัด ยามเมื่อใช้นิ้วหัวแม่มือเกลี่ยเบาๆ บนหลังมือเนียนของนาง
เซี่ยหว่านหนิงเงยหน้าสบตาเขา รอยยิ้มเยnเยียบปรากฏขึ้นที่มุมปากอีกครั้ง ดวงตาหงส์ทอประกายคมปลาบดุจอาวุธร้ายในฝัก
"กลัวรึเพคะ? หม่อมฉันเติบโตมาในกองเลือดและความตาย... สถานที่ที่เรียกว่านรกหมกไหม้ หม่อมฉันก็เคยเดินผ่านมาแล้ว" นางเอ่ยเสียงกระซิบแผ่วเบาทว่าทรงพลัง "ในเมื่อหกระดานนี้ เบื้องบนทรงประทานหมากล้อมตานี้มาให้เราเดิน... หม่อมฉันก็อยากจะรู้นักว่า ระหว่างราชสำนักที่เน่าเฟะ กับกระบี่ในมือของท่านอ๋อง... สิ่งใดจะหักสะบั้นลงก่อนกัน!"
ฉีเหิงแย้มยิ้มกว้าง รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความพึงพอใจและอำนาจอันล้นเหลือ เขาโน้มตัวลงกระซิบข้างหูนางด้วยน้ำเสียงที่ทำให้หัวใจของสตรีผู้เยือกเย็นที่สุดในเมืองหลวงต้องกระตุกวูบ
"เช่นนั้น... เราไปพลิกกระดานล้างบางพวกมันด้วยกัน"
ทว่า ในวินาทีที่บรรยากาศกำลังคุกรุ่นไปด้วยแรงปรารถนาแห่งอำนาจและความผูกพันอันลึกล้ำ เสียงฝีเท้าฝูงใหญ่ราวกับห่าฝนก็ดังสะเทือนก้องมาจากนอกกำแพงเรือน!
เสียงโห่ร้องตะโกนของทหารยามในจวน พร้อมกับแสงคบเพลิงนับร้อยดวงที่สว่างวาบขึ้นจนขับไล่ความมืดมิดของราตรีให้หายวับไปในพริบตา!
"มีโจรบุกรุกเรือนพักคุณหนูรอง! ล้อมไว้ทุกด้าน! อย่าให้มันหนีไปได้!"
เสียงตะโกนก้องของพ่อบ้านใหญ่ดังแทรกเข้ามา ตามด้วยเสียงเคาะประตูห้องที่ถูกทุบกระหน่ำอย่างบ้าคลั่ง และก่อนที่ฉีเหิงจะได้ขยับตัว ประตูไม้แกะสลักก็ถูกถีบกระเด็นหลุดจากวงกบด้วยพลังภายในอันรุนแรง!
ร่างของบุรุษในชุดเกราะเงินเต็มยศคนหนึ่งก้าวเท้าเข้ามาพร้อมกระบี่ชักออกจากฝักประกายแวววาว... และเมื่อแสงไฟจากคบเพลิงสาดส่องเข้ามาภายในห้องจนสว่างโร่ เซี่ยหว่านหนิงก็ต้องสูดลมหายใจเข้าลึก3 เมื่อพบว่าผู้ที่นำกองกำลังทหารบุกเข้ามาในยามวิกาลหาใช่คนของฮูหยินใหญ่ไม่...
แต่กลับเป็น 'องค์ชายสาม' ผู้ซึ่งควรจะกักบริเวณอยู่แต่ในตำหนักหลวงตามพระราชโองการ!
---
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินหมากในสายหมอกแห่งเล่ห์กลนี้ไปกับดอกโบตั๋นพันปีนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ
หมากกระดานนี้ข้าขอไม่เดินต่อ•ตอนที่ 17
เสียงพิณที่ไร้ท่วงทำนอง
ผลงานโดย ดอกโบตั๋นพันปี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดอกโบตั๋นพันปี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หมากกระดานนี้ข้าขอไม่เดินต่อ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!