กลิ่นกำยานมรกตลอยอวลอยู่เบื้องพระพักตร์ ม้วนตัวเป็นเกลียวควันสีขาวบางเบาก่อนจะสลายหายไปในอากาศเย็นเยיתของท้องพระโรงใหญ่ ร่างในอาภรณ์มังกรห้าเล็บสีเหลืองทองอร่ามประทับนิ่งอยู่บนพระแท่นมังกร ทว่าพระเนตรคมกริบกลับมิได้ทอดมองฎีกาที่กองสูงท่วมโต๊ะ หากแต่จดจ้องไปยังภาพวาดพู่กันจีนรูปขุนเขาและพยัคฆ์ซ่อนลาย ซึ่งเป็นฝีพระหัตถ์ของพระองค์เอง... หรือจะกล่าวให้ถูกคือ ทรงจดจ้องรอยหมึกสีดำสนิทที่แต้มเป็นรูป 'หมากรุก' ถูกล้อมกรอบไว้ด้วยอำนาจเบ็ดเสร็จ
"ฝ่าบาท... แม่ทัพฉีเหิงมาถึงหน้าท้องพระโรงแล้วพ่ะย่ะค่ะ" ขันทีเฒ่าก้าวเข้ามาด้วยฝีเท้าเงียบกริบราวกับภูตผี รายงานด้วยน้ำเสียงน้อมนั่นทว่าเต็มไปด้วยความระแวดระวัง
ฮ่องเต้องค์ใหม่—จ้าวฮุ่ยหลง ทรงแย้มพระสรวลน้อยๆ มุมพระoႚฐ์ รอยยิ้มนั้นไม่ได้ไปถึงดวงพระเนตร กลับเย็นเยียบราวน้ำแข็งพันปี พระองค์ทรงโบกพระหัตถ์ปัดเบาๆ เป็นเชิงอนุญาตให้เข้ามาได้ ทว่าในพระE ฤทัยกลับระอุด้วยเพลิงริษยาและหวาดระแวงที่สะสมมาเนิ่นนาน
ตระกูลฉี... กุมกำลังทหารครึ่งค่อนแผ่นดิน บูรพทิศประจิมต่างสั่นสะเทือนเมื่อได้ยินนาม 'ฉีเหิง' แล้วเช่นนี้บัลลังก์ที่พระองค์เพิ่งแย่งชิงมา จะมั่นคงได้อย่างไรหากยังมีพยัคฆ์ร้ายนอนขวางทางอยู่เบื้องพระพักตร์
เสียงรองเท้าบูทหนังกระทบพื้นหินอ่อนดังขึ้นเป็นจังหวะหนักแน่นและมั่นคง แต่ละก้าวสะท้อนก้องกังวานราวกับเสียงกลองศึกที่คอยย้ำเตือนถึงอำนาจที่แท้จริงนอกกำแพงวังหลวง ฉีเหิงก้าวเข้ามาด้วยชุดเกราะอ่อนสีดำสนิททับด้วยเสื้อคลุมปักลายเหยี่ยวสยายปีก แผ่นหลังกว้างใหญ่ที่ผ่านศึกมานับร้อยสนามแผ่รังสีคุกคามอันน่าเกรงขามโดยไม่ต้องเอ่ยคำใด ชายหนุ่มคุกเข่าลงครึ่งหนึ่งอย่างสง่างาม ทว่าแผ่นหลังยังคงเหยียดตรงดั่งสนในเหมันต์
"ถวายพระพรฮ่องเต้ ขอพระองค์ทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นๆ ปี"
น้ำเสียงทุ้มต่ำทรงพลังกังวานก้องไปทั่วท้องพระโรง จ้าวฮุ่ยหลงทอดพระเนตรมองบุรุษเบื้องล่างด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน ทั้งชื่นชมในความสามารถและหวาดกลัวจนพระ0 ัตถ์สั่นระริกเมื่อนึกถึงจำนวนทหารสามแสนนายในมือของอีกฝ่าย
"ท่านแม่ทัพลุกขึ้นเถิด... ลำบากท่านแล้ว เดินทางไกลจากชายแดนอุดรถึงเมืองหลวง ใช้เวลาเพียงครึ่งเดือน น้ำยาความดีความชอบครานี้ ช่างใหญ่หลวงนักจนเจ้ารู้สึกละอายใจที่จะปูนบำเหน็จ" ฮ่องเต้ตรัสด้วยน้ำเสียงที่พยายามราบเรียบ แต่แฝงร่องปลายของความกดดัน
ฉีเหิงลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ดวงตาดอกท้อคมปลาบปะทะเข้ากับสายตาของฮ่องเต้โดยไม่มีทีท่าหวาดหวั่นแม้แต่น้อย เขายกยิ้มมุมปากอย่างเย่อหยิ่งตามนิสัย ทว่าวาจาที่เอ่ยออกมากลับนอบน้อมไร้ที่ติ "กระผมเป็นเพียงสุนัขรับใช้ใต้เบื้องพระบาท ทำเพื่อความสงบสุขของแผ่นดินและราชบัลลังก์ของฝ่าบาท อำนาจและบำเหน็จใดๆ ล้วนเป็นฝ่าบาทประทานให้... หาใช่ความดีความชอบของกระผมไม่พ่ะย่ะค่ะ"
คำว่า 'ราชบัลลังก์ของฝ่าบาท' ถูกเน้นเสียงหนักแน่นราวกับจะย้ำเตือนว่า บัลลังก์นี้ผู้ใดเป็นผู้พยุงเอาไว้กันแน่
จ้าวฮุ่ยหลงทรงขบกรามแน่นจนสันกรามขึ้นเป็นนูนเด่น พระหัตถ์ที่กำพู่กันหยกขาวบีบแน่นจนข้อนิ้วซีดขาว ความระแวงในพระทัยพลุ่งพล่านขึ้นมาทันที พระองค์ทรงเกลียดชังท่าทีเย่อหยิ่งราวกับมองไม่เห็นผู้ใดในสายตาของฉีเหิงยิ่งนัก ในสายตาของแม่ทัพผู้นี้... พระองค์เป็นเพียงเด็กหนุ่มที่นั่งอยู่บนบัลลังก์เพราะความเมตตาของกองทัพกระนั้นหรือ?
ในขณะเดียวกัน ณ เรือนพักรับรองภายในจวนแม่ทัพ เซี่ยหว่านหนิงกำลังนั่งจิบชาไป๋ฮวาด้วยท่าทางสุขุมเยือกเย็น ดวงตาดำขลับคู่สวยทอดมองผ่านหน้าต่างแกะสลักลวดลายวิจิตรออกไปยังสวนหย่อมเบื้องนอก ใบหน้างามสงบราวน้ำในบึงใหญ่ไร้คลื่นลม แต่นางรู้ดีว่าภายใต้ความเงียบสงบนี้ คลื่นใต้น้ำกำลังโหมกระหน่ำรุนแรงเพียงใด
การที่ฮ่องเต้เรียกตัวฉีเหิงเข้าเฝ้ากะทันหันในยามวิกาลเช่นนี้ มิใช่เรื่องบังเอิญอย่างแน่นอน
"คุณหนูเจ้าคะ... บ่าวได้ยินบ่าวรับประทานอาหารในครัวกระซิบกันว่า ทางวังหลวงส่ง 'ราชโองการลับ' ไปยังค่ายทหารบูรพาด้วยเจ้าค่ะ เกรงว่า..." เสียงของสาวใช้คนสนิทเอ่ยขึ้นด้วยความร้อนรน สีหน้าซีดเผือดจนเห็นได้ชัด
เซี่ยหว่านหนิงวางถ้วยชาลงบนโต๊ะไม้จันทน์อย่างแผ่วเบา เสียงกระทบกันเบาๆ ระหว่างถ้วยกับจานรองช่างน่ารำคาญใจในยามที่บรรยากาศตึงเครียดเช่นนี้ นางคลี่ยิ้มบางเบา รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความรู้ทันโลกมนุษย์ทะลุปรุโปร่ง
"ตื่นตระหนกไปไยเล่า... ฮ่องเต้องค์ใหม่เพิ่งขึ้นครองราชย์ สิ่งที่พระองค์ทรงกลัวที่สุดมิใช่ข้าศึกนอกด่าน แต่เป็นเงาหัวของสามีข้าต่างหาก"
คำว่า 'สามีข้า' หลุดออกจากริมฝีปากอิ่มสีชาดอย่างเป็นธรรมชาติ ทว่าแฝงไว้ด้วยความหนักแน่นมั่นคงดั่งหินผา เซี่ยหว่านหนิงลุกขึ้นยืน ชายผ้าไหมปักลายดอกโบตั๋นพลิ้วไหวตามจังหวะการก้าวเดิน นางกวาดสายตามองออกไปบนท้องฟ้าอันมืดมิดที่มีหมู่ดาวพราวแสงระยิบระยับราวกับดวงตาของนกฮูกที่กำลังจ้องเหยื่อ
นางรู้ดีว่าฉีเหิงไม่ใช่คนที่จะยอมก้มหัวให้ใครง่ายๆ และฮ่องเต้ก็ไม่ใช่ฮ่องเต้ที่จะยอมแบ่งอำนาจให้ใครเช่นกัน หกระดานการเมืองในครั้งนี้... มีชีวิตของคนทั้งแผ่นดินเป็นเดิมพัน และผู้ที่จะเดินหมากตาต่อไป มิใช่ฮ่องเต้บนบัลลังก์ และมิใช่แม่ทัพผู้เกรียงไกร...
แต่เป็นนาง สตรีผู้ถูกตระกูลทอดทิ้งให้เผชิญความตายในวัยเยาว์ ผู้ซึ่งถือกระดานหมากนี้ไว้ในกำมือ!
ในขณะที่บรรยากาศในท้องพระโรงกำลังตึงเครียดถึงขีดสุด จ้าวฮุ่ยหลงทรงแย้มพระสรวลเหี้ยมเกรียม พระองค์ทรงหยิบราชโองการม้วนสีทองอร่ามขึ้นมาถือไว้ในพระหัตถ์ ก่อนจะตรัสด้วยน้ำเสียงก้องกังวานที่แฝงไปด้วยเจตนาร้ายอย่างไม่ปิดบัง
"ท่านแม่ทัพฉี... ดูเหมือนว่าชายแดนบูรพาจะมีเหตุการณ์ไม่สงบเกิดขึ้นเสียแล้ว และเรา... มีภารกิจสำคัญยิ่งยวดที่จะมอบหมายให้ท่านไปจัดการด้วยตนเองเพียงผู้เดียว โดยไม่ต้องนำกองกำลังทหารติดตามไปแม้แต่คนเดียว..."
ฉีเหิงเงยหน้าขึ้นสบตาฮ่องเต้นิ่ง รอยยิ้มเย้ยหยันปรากฏขึ้นที่มุมปากอย่างไม่เกรงกลัว ทว่าก่อนที่เขาจะได้เอ่ยปากรับพระราชโองการนั้น เสียงฝีเท้าเร่งรีบและเสียงตะโกนหวีดร้องของขันทีหน้าประตูท้องพระโรงก็ดังขึ้นขัดจังหวะเสียก่อน
"ฝ่าบาทแย่แล้วพ่ะย่ะค่ะ! มี... มีพระราชสาส์นด่วนจากจวนแม่ทัพ แจ้งว่า... แจ้งว่าฮูหยินเอกเซี่ยหว่านหนิง ถูกลอบปลิดชีพในเรือนพักแล้วพ่ะย่ะค่ะ!"
จ้าวฮุ่ยหลงทรงผุดลุกขึ้นจากพระแท่นด้วยความตกใจ ขณะที่ดวงตาของฉีเหิงเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย รังสีสังหารอันน่าสะพรึงกลัวแผ่พุ่งออกจากร่างของแม่ทัพหนุ่มทันทีจนขันทีรอบข้างทรุดฮวบลงไปกองกับพื้นในพริบตาเดียว!
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางในเส้นทางสายหมอกนี้ไปกับดอกโบตั๋นพันปีนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ
หมากกระดานนี้ข้าขอไม่เดินต่อ•ตอนที่ 10
หมากตัวที่สองเข้าสู่กระดาน
ผลงานโดย ดอกโบตั๋นพันปี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดอกโบตั๋นพันปี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หมากกระดานนี้ข้าขอไม่เดินต่อ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!