"หากตระกูลเซี่ยของพวกเราไร้ซึ่งเบี้ยตัวนี้ เก้าอี้เสนาบดีกรมคลังของท่านพ่อ... เกรงว่าจะรักษาไว้ได้ไม่เกินสามวันกระมังเพคะ?"
เสียงหัวเราะเบาๆ ที่เจือความเยียบเย็นดังขึ้น ท่ามกลางกลิ่นหอมของชาผู่เออร์ชั้นดีที่ลอยกรุ่นกลบห้องโถงรับรอง เซี่ยหว่านหนิงวางถ้วยกระเบื้องเคลือบสีไข่ไก่ลงบนโต๊ะไม้ฮวาหลีอย่างเชื่องช้า ดวงตาดอกท้อคู่สวยหรี่ลงเล็กน้อยยามกวาดมองบิดาบังเกิดเกล้าและแม่เลี้ยงผู้กำลังร้อนรนราวกับมดบนกระทะทองแดง
เซี่ยฮูหยินใหญ่ตบโต๊ะเสียงดังลั่นจนเครื่องเรือนสั่นสะเทือน นางถלลึงตาใส่บุตรสาวนอกไส้ที่บัดนี้ไร้ซึ่งความหวาดกลัวใดๆ "นังเด็กอกตัญญู! นี่คือความกตัญญูที่เจ้าควรตอบแทนผู้ให้กำเนิดและตระกูลที่เลี้ยงดูเจ้ามาอย่างนั้นหรือ? ใต้لفةฝ่าบาทเพิ่งมีราชโองการลับลงมาตรวจสอบบัญชีเงินคลัง เจ้าสำราญเช่นบิดาของเจ้ากำลังจะคอขาดบาดตายอยู่รำมะร่อ การที่ใต้เท้าหม่าผู้ตรวจการต้องการรับเจ้าไปเป็นอนุภรรยาคนที่สิบสาม นับเป็นบุญวาสนาสูงสุดที่ตระกูลเซี่ยหยิบยื่นให้เจ้าแล้ว!"
เซี่ยหว่านหนิงแย้มยิ้ม รอยยิ้มนั้นงดงามดั่งดอกโบตั๋นแรกแย้มในยามค่ำคืน ทว่ากลับหนתาวเหน็บถึงขั้วหัวใจ นางปรายตามองเซี่ยไห่ บิดาผู้ให้กำเนิดผู้ซึ่งนั่งก้มหน้าหลบสายตา มือสั่นเทาถือพัดหยกโดยไม่กล้าแม้แต่จะสบตาบุตรสาวที่ตนกำลังจะ "ขาย" ให้แก่ขุนนางฉ้อฉลวัยห้าสิบปีเพื่อแลกกับการพ้นผิด
"บุญวาสนา?" หว่านหนิงทวนคำ น้ำเสียงราบเรียบจนน่ากลัว "ใต้เท้าหม่าผู้นั้นขึ้นชื่อเรื่องความโหดเหี้ยม อนุภรรยาเจ็ดคนแรกล้วนตายอย่างมีเงื่อนงำในห้องหอ ส่วนอีกห้าคนหลังจากนั้นถูกส่งเข้าโรงศพด้วยอาการเลือดตกยางออก ท่านพ่อ... ลูกเป็นถึงสายเลือดแท้ๆ ของท่าน เหตุใดจึงกล้าเอาชีวิตและศักดิ์ศรีของลูกไปแลกกับตั๋วเงินและอำนาจชั่วคราวเช่นนี้เล่า หรือแท้จริงแล้ว ในสายตาของท่าน ข้าก็เป็นเพียงเศษหมากลี้ภัยที่รอวันถูกสละทิ้งเมื่อยามคับขันเท่านั้น?"
"สามหาว!" เซี่ยฮูหยินใหญ่กรีดร้องด้วยความโกรธเกรี้ยว "เจ้าคิดว่าตัวเองเป็นใครกัน? นังเด็กไร้ค่าที่ถูกเนรเทศไปอยู่เรือนท้ายจวนตั้งแต่อายุเจ็ดขวบ เจ้ามีชีวิตรอดมาได้จนถึงทุกวันนี้ก็เพราะข้าวแดงแกงร้อนของตระกูลเซี่ย ตอนนี้บ้านเมืองกำลังวิกฤต ใต้เท้าหม่ายื่นมือเข้าช่วยเคลียร์บัญชีลับให้ ชั่วแลกเปลี่ยนเพียงตัวเจ้าคนเดียว นับว่าคุ้มค่ายิ่งนัก! คืนนี้เกี้ยวเจ้าสาวสีแดงจะมารับเจ้าถึงเรือน เตรียมตัวเก็บข้าวของเสียเถอะ!"
คำประกาศิตนั้นก้องกังวานอยู่ในห้องโถง บรรยากาศกดดันจนแทบหายใจไม่ออก เซี่ยไห่ถอนหายใจเฮือกใหญ่ ตัดสินใจเงยหน้าขึ้นด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความเห็นแก่ตัวและความหวาดกลัวต่อความตาย "หว่านหนิง... พ่อเลี้ยงเจ้ามาจนเติบโต ถึงเวลาที่เจ้าต้องเสียสละเพื่อตระกูลบ้างแล้ว อย่าได้ทำให้ตระกูลเซี่ยต้องเสื่อมเสียชื่อเสียงไปมากกว่านี้เลย"
หว่านหนิงนิ่งเงียบไปชั่วขณะ นางไม่ได้ร้องไห้ ไม่ได้อาละวาด ความเจ็บปวดจากคำว่า "บิดา" และ "ครอบครัว" ได้ตายด้านไปจากใจนางตั้งแต่วันที่ถูกทอดทิ้งให้อยู่เผชิญความตายในวัยเยาว์แล้ว ในแววตาคู่คมกริบนั้นฉายแวววาวโรจน์ขึ้นวูบหนึ่ง ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความเยือกเย็นดั่งน้ำแข็งพันปี
"ท่านพ่อพูดถูก..." หว่านหนิงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา ทว่ากลับทรงพลังจนทำให้ทั้งสองชะงัก "บุญคุณข้าวแดงแกงร้อน... ข้าจำนนต่อฟ้าดินและตระกูลเซี่ยมาตลอด แต่ในเมื่อท่านเลือกที่จะขายข้าให้แก่สุนัขรับใช้ที่รอวันถูกเชือดเช่นใต้เท้าหม่า ก็อย่าหาว่าลูกคนนี้ไร้เยื่อใยในภายหลังก็แล้วกัน"
นางลุกขึ้นยืนเต็มความสูง อาภรณ์สีม่วงเข้มปักลายดอกโบตั๋นสะบัดไหวตามการเคลื่อนไหว กลิ่นหอมจางๆ ของดอกไม้ป่าลอยวนเวียนอยู่ในอากาศชวนให้เคลิบเคลิ้ม หว่านหนิงก้าวเท้าเดินผ่านหน้าเซี่ยฮูหยินใหญ่ช้าๆ ฝีเท้ามั่นคงราวกับมิได้กำลังจะเดินไปสู่ชะตากรรมอันมืดมน ทว่าก่อนที่นางจะพ้นประตูห้องโถง เสียงฝีเท้าหนักแน่นดั่งเสียงกลองศึกก็ดังสะเทือนเลื่อนลั่นมาจากด้านนอกจวน
*ตึง! ตึง! ตึง!*
ประตูใหญ่ของจวนเสนาบดีถูกถีบกระเด็นหลุดจากบานพับ เสียงโวยวายของบ่าวรับไพร่ดังระงมตามมาด้วยกลิ่นอายคาวเลือดและไอสังหารที่แผ่ซ่านเข้ามาปกคลุมทั่วบริเวณจนแทบหายใจไม่ออก เซี่ยไห่และฮูหยินใหญ่หน้าถอดสี รีบผุดลุกขึ้นด้วยความตื่นตระหนก
ร่างสูงใหญ่ในชุดเกราะสีดำสนิทประดับลวดลายพยัคฆ์ทมิฬก้าวเข้ามาในห้องโถงอย่างช้าๆ ใบหน้าคมคายหล่อเหลาดุดันราวกับเทพแห่งสงคราม ทว่าดวงตากลับเย็นชาดุจน้ำแข็งขั้วโลก บนแผ่นหลังกว้างมีร่องรอยแผลเป็นจากสนามรบที่แม้จะมีอาภรณ์ปิดทับก็ยังสัมผัสได้ถึงความน่าสะพรึงกลัว—แม่ทัพใหญ่ฉีเหิง!
"ท่าน... ท่านแม่ทัพฉี?" เซี่ยฮูหยินใหญ่เข่าอ่อนยวบลงไปกองกับพื้น ละล่ำละลักเอ่ยด้วยเสียงสั่นเครือ "ลมอะไรหอบท่านแม่ทัพมาเยือนจวนเซี่ยยามวิกาลเช่นนี้เพคะ? พวกเรา... พวกเรามิได้ล่วงเกินสิ่งใด..."
ฉีเหิงไม่ได้ชายตามองสองสามีภรรยาตระกูลเซี่ยแม้แต่น้อย สายตาคมกริบดั่งเหยี่ยวพญาหันไปมองร่างระหงของเซี่ยหว่านหนิงที่ยืนสงบนิ่งอยู่เบื้องหน้า เขาก้าวเข้าไปใกล้ รัศมีกดดันอันทรงพลังแผ่ซพซ่านจนคนในห้องแทบไม่กล้าหายใจ
"ได้ข่าวว่าตระกูลเซี่ยใจกว้างยิ่งนัก..." สุ้มเสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้น เยียบเย็นและทรงอำนาจจนบาดลึกถึงกระดูก "ถึงขนาดกล้าส่ง 'ว่าที่พระชายาเอก' ของแม่ทัพผู้นี้ ไปเป็นอนุภรรยาให้แก่สุนัขรับใช้ชั้นต่ำอย่างใต้เท้าหม่าเชียวหรือ?"
สิ้นคำพูดนั้น ทั่วทั้งห้องโถงก็ตกอยู่ในความเงียบงันราวกับป่าช้า เซี่ยไห่หน้าซีดเผือดเป็นกระดาษ สติสัมปชัญญะแทบหลุดลอยเมื่อตระหนักได้ว่า ตนเองเพิ่งทำความผิดมหันต์ที่อาจนำพาตระกูลไปสู่ความพินาศชั่วพริบตา
เซี่ยหว่านหนิงเงยหน้าขึ้นสบตากับแม่ทัพหนุ่มที่ยืนอยู่เบื้องหน้า ในดวงตาสีดำสนิทคู่นั้นไม่มีความตื่นตระหนก มีเพียงรอยยิ้มบางเบาที่ซ่อนเร้นความหมายล้ำลึกเอาไว้ ท่ามกลางวิกฤตที่แขวนอยู่บนเส้นด้าย หมากกระดานนี้... บัดนี้ได้เปลี่ยนมือผู้เดินหมากไปอย่างสิ้นเชิงแล้ว
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางในเส้นทางสายหมอกนี้ไปกับดอกโบตั๋นพันปีนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ
หมากกระดานนี้ข้าขอไม่เดินต่อ•ตอนที่ 13
แผนซ้อนแผนของคนตระกูลเซี่ย
ผลงานโดย ดอกโบตั๋นพันปี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดอกโบตั๋นพันปี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หมากกระดานนี้ข้าขอไม่เดินต่อ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!