หมากกระดานนี้ข้าขอไม่เดินต่อ•ตอนที่ 24

เส้นขนานที่เริ่มบรรจบ

ผลงานโดย ดอกโบตั๋นพันปี
กลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งในค่ายทหารรกร้างแห่งนี้ ไม่ได้น่าสะพรึงกลัวเท่ากับเงาร่างสูงใหญ่ของคนที่ยืนอยู่เบื้องหน้า เซี่ยหว่านหนิงหลุบตาลงมองรอยแยกบนพื้นดินแห้งผาก ปลายรองเท้าปักลายเมฆาของเขาหยุดลงตรงหน้าพอดิบพอดี ไร้ซึ่งคำทักทาย ไร้ซึ่งพิธีรีตอง มีเพียงเสียงลมหายใจผ่อนเข้าออกอย่างหนักหน่วงดุจพญาเสือโคร่งบาดเจ็บ "เจ้าไม่ควรมาที่นี่" เสียงทุ้มต่ำและแหบพร่าเอ่ยขึ้น ทว่าก้องกังวานในความเงียบงันของค่ายร้าง ฉีเหิงปรายตามองสตรีผู้สวมอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ตัดกับคราบฝุ่นดินและรอยเลือดกระเซ็น นางช่างดูเปราะบางราวกับกิ่งหลิวลู่ลมในสายตาผู้อื่น ทว่าเขารู้ดี... สตรีที่ยืนอยู่ตรงหน้านี้มีความเฉียบคมยิ่งกว่ากระบี่เหล็กกล้าในฝักของเขาเสียอีก หว่านหนิงเงยหน้าขึ้น ดวงตาหงส์คู่สวยฉายแววเยືือกเย็นและดื้อรั้น นางไม่สะทกสะท้านต่อแรงกดดันจากแม่ทัพผู้กุมอำนาจครึ่งแผ่นดินแม้แต่น้อย มุมปากอิ่มยกยิศยเยาะเล็กน้อยอย่างนึกขัน "หากหม่อมฉันไม่มา แล้วผู้ใดเล่าจะเก็บกวาดซากหมากที่ท่านแม่ทัพเดินพลาดตาไปเล่าเพคะ?" หว่านหนิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ทว่าบาดลึกถึงขั้วหัวใจ "ท่านคิดจะใช้ชีวิตเข้าแลกเพื่อตบตาเซี่ยฮูหยินใหญ่และคนในราชสำนักอย่างนั้นหรือ? ช่างเป็นวิธีแก้ปัญหาที่โง่เขลาสิ้นดี" ฉีเหิงแค่นหัวเราะในลำคอ นัยน์ตาคมกริบราวเหยี่ยววับวาวด้วยประกายเพลิงอารมณ์ เขาเอื้อมมือออกไป คว้าข้อมือเรียวบางของนางเข้ามากุมไว้แน่นโดยไม่เปิดโอกาสให้หลบหนี แรงบีบนั้นหนักหน่วงจนแทบกระดูกแหลกสลาย ทว่าไร้ซึ่งร่องรอยของการทำร้าย มีเพียงความสั่นเทาเล็กๆ ที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความดุดันนั้น "เจ้าไม่เข้าใจ..." ฉีเหิงโน้มใบหน้าลงมาใกล้ ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะเข้ากับแกงเนียนนุ่ม แผลเป็นพาดผ่านสันหลังของเขาปวดแปล๊บขึ้นมา แต่ความเจ็บปวดทางกายย่อมเทียบไม่ได้กับความหวาดกลัวที่เกาะกุมหัวใจ "หว่านหนิง... ข้าทนมองเจ้าเดินเข้าสู่กองไฟในจวนตระกูลเซี่ยไม่ได้อีกแล้ว ข้าเป็นแม่ทัพปกป้องแผ่นดิน แต่กลับปกป้องสตรีในดวงใจไม่ได้ เช่นนั้นบัลลังก์และอำนาจพวกนั้นจะมีประโยชน์อันใด" หัวใจของหว่านหนิงกระตุกวูบ กำแพงน้ำแข็งที่นางสร้างขึ้นเพื่อปกป้องตนเองตลอดหลายปีพังทลายลงในชั่วพริบตา นางมองลึกลงไปในดวงตาคู่คมที่มักจะแข็งกร้าวเสมอเวลาราชการ แต่วันนี้... มันกลับสะท้อนภาพเงาของนางเพียงผู้เดียว เต็มไปด้วยความรักลึกซึ้งมั่นคงดั่งหินผา และความหวาดกลัวที่จะสูญเสีย นี่หรือคือความในใจของบุรุษผู้เย็นชาต่อโลกหล้า? "ท่านพี่..." สรรพนามที่หลุดออกมาจากเรียวปากงามแผ่วเบาราวกับเสียงกระซิบของสายลม มันเป็นคำที่นางไม่เคยเอ่ยเรียกเขาตรงๆ มาก่อน ทว่าในยามนี้ที่ความตายรายล้อมและเล่ห์กลการเมืองบีบคั้นจนแทบหายใจไม่ออก กำแพงทิฐิทั้งปวงก็พลันมลายหายสิ้น ฉีเหิงชะงักงัน นัยน์ตาสั่นระริก ร่างกายกำยำแข็งทื่อไปชั่วขณะ ก่อนที่อ้อมแขนแข็งแกร่งจะดึงร่างบอบบางเข้าไปปะทะอกกว้างอย่างไร้การควบคุม สัมผัสอบอุ่นและกลิ่นอายบุรุษที่คุ้นเคยโอบล้อมนางไว้ แน่นหนา มั่นคง และปลอดภัยยิ่งกว่าค่ายกลใดๆ บนโลกใบนี้ "ข้าไม่ยอมให้ผู้ใดแตะต้องเจ้า" เขากระซิบชิดขมับนาง น้ำเสียงสั่นพร่าเต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยว "ต่อให้ต้องพลิกแผ่นดินล้างบางตระกูลเซี่ยให้ราบเป็นหน้ากลอง ข้าก็ยินดีทำ" หว่านหนิงซบใบหน้าลงกับแผงอกกว้าง หลับตาลงรับไออุ่นที่นางโหยหามาเนิ่นนาน ทว่าสติสัมปชัญญะอันเฉียบคมไม่ได้หลุดลอยไปตามอารมณ์ นางรู้ดีว่าเวลามีค่าดั่งทองคำ และพวกเขากำลังยืนอยู่บนปากเหวแห่งความตาย มือเรียวบางเลื่อนขึ้นแตะแผงอกของเขาเบาๆ เป็นเชิงบังคับให้เขาคลายอ้อมกอด ถึงแม้จะอาลัยอาวรณ์เพียงใด แต่นางยังคงต้องรักษาความสุขุมเอาไว้ "ท่านแม่ทัพ..." หว่านหนิงผละตัวออกเล็กน้อย ดวงตาดำขลับจ้องมองเขาอย่างจริงจัง "การล้างบางตระกูลเซี่ยยังไม่ใช่เวลาตอนนี้ หากท่านทำเช่นนั้น ฮ่องเต้จะทรงระแวงและฉวยโอกาสกำจัดกองทัพพยัคฆ์ทมิฬของท่านทันที หมากกระดานนี้... เราต้องเดินด้วยปัญญา มิใช่กำลัง" ฉีเหิงมองประกายตาด่วนเด็ดเดี่ยวและชาญฉลาดของนางแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจยาวนาน เขาพยักหน้ารับช้าๆ อย่างยอมจำนนต่อสติปัญญาของสตรีตรงหน้า "ว่ามาเถอะ หว่านหนิงของข้า เจ้าต้องการให้ข้าเดินหมากตาต่อไปอย่างไร?" รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นบนมุมปากของหว่านหนิง รอยยิ้มที่งดงามที่สุดเท่าที่ฉีเหิงเคยเห็นมา ทว่ามันกลับเต็มไปด้วยกลิ่นอายการฆ่าฟันทางจิตวิทยาที่ชวนให้ผู้คนต้องขนหัวลุก นางกำลังจะเอաբทสรุปแผนการอันแยบยลเพื่อพลิกเกมในเรือนหลังและราชสำนักให้คว่ำคะมำในคราเดียว ทว่า... ฉับพลันนั้น เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับร้อยนายก็ดังแหวกความเงียบสงบยามวิกาลเข้ามาล้อมรอบค่ายร้างแห่งนี้ไว้ทุกสารทิศ! แสงคบเพลิงสว่างจ้าสาดส่องทะลุกำแพงผุพังเข้ามา พร้อมกับเงาร่างขององครักษ์เสื้อแพรในชุดราชสำนักที่ก้าวเท้าเข้ามาอย่างองอาจ และผู้ที่ก้าวออกมาจากแถวหน้าสุดด้วยรอยยิ้มเยียบเย็นจนน่าขนลุก ก็คือขันทีคนสนิทข้างกายไทเฮาผู้กุมอำนาจสูงสุดในวังหลวง "แม่ทัพฉี... และคุณหนูเซี่ยช่างสุนทรีย์ยิ่งนัก ยามวิกาลเช่นนี้ยังมาลักลอบพบกันในค่ายร้าง..." ขันทีเฒ่าเอ่ยเสียงแหลมสูงบาดหู พลางตบมือเบาๆ สองครั้ง "เสร็จธุระรักใคร่ของพวกท่านแล้ว... ก็เชิญรับราชโองการลับจากในหลวง เพื่อไปดื่ม 'สุราพิษพระราชทาน' ด้วยกันทั้งคู่ ณ บัดนี้เถอะ!" ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านเล่ห์กลและเกมหมากอันเชือดเฉือนนี้ไปกับดอกโบตั๋นพันปีนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ
สารจากนักเขียน (ดอกโบตั๋นพันปี)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หมากกระดานนี้ข้าขอไม่เดินต่อ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%