หมากกระดานนี้ข้าขอไม่เดินต่อ•ตอนที่ 19

ความจริงที่ถูกฝังกลบ

ผลงานโดย ดอกโบตั๋นพันปี
กลิ่นอายอับชื้นของกระดาษโบราณและคราบสนิมเหล็กที่เจือจางอยู่ในความมืด คล้ายกลิ่นอายความตายของตระกูลฉีเมื่อสิบปีก่อนไม่มีผิดเพี้ยน นิ้วเรียวบางของเซี่ยหว่านหนิงสั่นเทาเล็กน้อยยามสัมผัสลงบนผืนผ้าแพรสีหม่นที่ห่อหุ้มม้วนจดหมายเหตุชุดสุดท้าย ในห้องลับใต้พื้นเรือนปีกตะวันตกของจวนสกุลเซี่ยแห่งนี้ ไม่มีแสงตะวันสาดส่อง มีเพียงเปลวเทียนสีส้มสลัวที่เต้นระบำตามแรงลมหายใจอันแผ่วเบาของนาง ความเงียบงันรอบกายช่างบีบคั้นหัวใจเสียจนนางต้องสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อสะกดกลั้นความตื่นตระหนก ทุกย่างก้าวที่นางลอบลงมายังชั้นใต้ดินนี้เดิมพันด้วยชีวิต และหากความลับนี้รั่วไหลออกไป ศีรษะของคนสกุลเซี่ยทั้งตระกูลรวมถึงตัวนางเองคงต้องหลุดจากบ่าในชั่วข้ามคืน แต่นางจะถอยหลังกลับไม่ได้อีกแล้ว ในเมื่อหกระดูและหยาดเลือดของมารดาถูกเหยียบย่ำจนจมดิน การทวงคืนความยุติธรรมจึงไม่ใช่ทางเลือก หากแต่เป็นหน้าที่ "เจ้าพบมันแล้วใช่หรือไม่..." เสียงทุ้มต่ำที่คุ้นเคยดังขึ้นจากมุมมืดของห้องใต้ดิน พร้อมกับร่างสูงใหญ่ในชุดคลุมสีดำสนิทที่กลกลืนไปกับรัตติกาล ฉีเหิงก้าวออกมาจากเงาไม้ไผ่แกะสลัก ดวงตาคมกริบดั่งพญาอินทรีคู่นั้นกวาดมองม้วนกระดาษในมือของนางด้วยประกายซับซ้อน รอยแผลเป็นบนลำคอของเขาไหววูบตามจังหวะการขยับตัว ย้ำเตือนถึงอดีตอันโสมมที่ราชสำนักพยายามกลบฝัง เซี่ยหว่านหนิงเงยหน้าขึ้นสบตาเขา แววตาของนางมิได้มีความหวาดกลัว เจือไว้เพียงความเจ็บปวดร้าวลึกที่ถูกเปิดแผลเก่า "นี่คือบันทึกการเบิกจ่ายเสบียงและคำสั่งลับของแม่ทัพใหญ่ฉีผู้ล่วงลับ... ทุกตัวอักษรลงนามด้วยตราประทับขององค์ฮ่องเต้พระองค์ก่อน มิใช่ตรากบฏอย่างที่พวกมันกล่าวหา" ฉีเหิงก้าวเข้าไปใกล้ นางได้กลิ่นอายสนิมดาบและบุรุษผู้ผ่านสนามรบจากตัวเขา มือหนาเอื้อมมาแตะขอบกระดาษแผ่นนั้นอย่างทะนุถนอม ราวกับกำลังสัมผัสร่างกายที่ไร้ลมหายใจของบิดามารดาที่เขาโหยหามาตลอดชีวิต สันกรามของแม่ทัพหนุ่มขบเข้าหากันแน่นจนขึ้นเป็นสันนูน ความแค้นเคืองนับสิบปีที่ถูกกดทับไว้ภายใต้ความเยือกเย็น บัดนี้กำลังปะทุขึ้นดั่งลาวาใต้พื้นพิภพ "ฮูหยินใหญ่และเสนาบดีเซี่ย... พวกมันร่วมมือกันสับเปลี่ยนเอกสารในท้องพระโรง เพื่อโยนความผิดฐานกบฏให้ตระกูลฉี แลกกับอำนาจและความมั่งคั่งที่พวกมันเสวยสุขอยู่ทุกวันนี้" เซี่ยหว่านหนิงกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบดุจน้ำค้างแข็ง นางแค่น A เสียงเบ and ในลำคอ "น่าขันสิ้นดี ที่ข้าต้องใช้ชีวิตเติบโตมาในเงาของสุนัขจิ้งจอกพวกนั้น" ฉีเหิงหันกลับมามองนาง แววตาดุดันเมื่อครู่พลันอ่อนแสงลงระลอกหนึ่ง นิ้วหยาบกร้านจากการจับดาบเอื้อมไปเกลี่ยปอยผมที่หลุดลุ่ยข้างแก้มของนางอย่างเบามือ สัมผัสนั้นอบอุ่นและมั่นคงท่ามกลางความหนาวเหน็บของห้องใต้ดิน "หว่านหนิง... เจ้าเอาตัวเข้ามาเสี่ยงในดินแดนเสือสิงห์เช่นนี้เพื่อตระกูลฉีของข้า ถึงเวลาต้องหยุดแล้ว ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของข้าเถอะ" "ท่านคิดว่าข้าทำเพื่อท่านคนเดียวหรือ, ท่านแม่ทัพ?" เซี่ยหว่านหนิงเงยหน้าสบตาเขา รอยยิ้มหยันปรากฏขึ้นที่มุมปากอย่างงดงามแต่บาดลึก "ข้าทำเพื่อตัวข้าเอง เพื่อชำระล้างบัญชีแค้นที่สกุลเซี่ยติดค้างไว้กับมารดาของข้าด้วย หมากกระดานนี้... ข้าเป็นผู้เดินเอง จะให้ผู้อื่นมารับเคราะห์แทนได้อย่างไร" ความดื้อรั้นและเด็ดเดี่ยวในดวงตาคู่สวยนั้นทำให้ฉีเหิงถึงกับถอนหายใจออกมาเบาๆ บุรุษผู้ไม่เคยเกรงกลัวผู้ใดในใต้หล้า กลับต้องยอมสยบให้แก่สตรีตรงหน้าผู้นี้เสมอ เขารู้ดีว่าเซี่ยหว่านหนิงไม่ใช่สตรีในห้องหอที่จะยอมให้ผู้ใดบงการ นางฉลาดเป็นกรด และมีความเหี้ยมเกรียมในแบบที่ซ่อนไว้ภายใต้รอยยิ้มอ่อนหวาน ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักหน่วงหลายคู่ก็ดังขึ้นที่เบื้องบน ฟากฟ้าเหนือเพดานห้องใต้ดินสะเทือนเลื่อนลั่น เสียงโคมไฟกระดาษถูกปัดตกกระทบพื้นพร้อมเสียงเอะอะโวยวายของบ่าวไพร่ในเรือนปีกตะวันตก "แย่แล้ว! มีคนล้อมเรือน!" เงาของสาวใช้คนสนิทที่วิ่งหน้าตื่นลงมาหยุดอยู่ที่ปากทางเข้าห้องใต้ดิน นางหอบหายใจจนตัวโยน ใบซีดเผือดไร้สีเลือด "คุณหนูเจ้าคะ! ฮูหยินใหญ่พากองกำลังองครักษ์มาที่นี่แล้วเจ้าค่ะ! นางบอกว่าได้กลิ่นอายคนนอกบุกรุก สั่งให้ค้นทุกซอกทุกมุมของเรือน!" บรรยากาศในห้องใต้ดินดิ่งวูบลงสู่จุดเยือกแข็งในพริบตา เซี่ยหว่านหนิงมิได้แสดงอาการตื่นตระหนกแม้แต่น้อย รัศมีแห่งความสุขุมเยือกเย็นแผ่ออกมาจากตัวนางราวกับราชสีห์ที่กำลังเตรียมตะпบเหยื่อ นางซุกม้วนจดหมายเหตุไว้ในอกเสื้ออย่างแนบเนียน ก่อนจะหันไปสบตากับฉีเหิงที่ดึงกระบี่ออกจากฝักอย่างเงียบเชียบ ประกายคมกริบของคมดาบสะท้อนแสงเทียนวาววับ "ดูท่า... พวกมันคงร้อนใจอยากลงจากกระดานเต็มทีแล้วสินะคะ" เซี่ยหว่านหนิงกระซิบเสียงพร่า รอยยิ้มเย้ายวนแต่เย็นเยียบผุดขึ้นที่ริมฝีปาก นางเอื้อมมือไปแตะแขนเสื้อของฉีเหิงเบาๆ "ท่านแม่ทัพ... เตรียมตัวรับมือกับแขกที่ไม่ได้รับเชิญหรือยังคะ?" ฉีเหิงกระตุกยิ้มมุมปาก รังจิตสังหารแผ่ซ่านรอบกายจนอากาศแทบจับตัวเป็นน้ำแข็ง "ข้าเตรียมตัวรอกระชากหัวพวกมันมานานแล้ว หว่านหนิง... อยู่ข้างหลังข้า" สิ้นเสียงคำรามต่ำในลำคอของแม่ทัพหนุ่ม ประตูไม้หนาหนักของห้องใต้ดินก็ถูกถีบกระเด็นหลุดจากวงกบด้วยพลังภายในอันรุนแรง ฝุ่นคละคลุ้งตลบอบอวล ท่ามกลางกลุ่มควันและแสงไฟสว่างจ้าจากคบเพลิง ร่างของเซี่ยฮูหยินใหญ่ในชุดคลุมผ้าไหมปักลายหงส์ทองก้าวเข้ามาด้วยสีหน้าเหี้ยมเกรียม ดวงตาดุดดันทอประกายอำมหิตกวาดมองเข้ามาในความมืด ก่อนที่มุมปากของนางจะยกย่องขึ้นเป็นรอยยิ้มสมเพชเวทนา "ที่แท้ก็หนูสกปรกสองตัวที่แอบมาขุดคุ้ยเรื่องเน่าเฟะในอดีต..." เซี่ยฮูหยินใหญ่หัวเราะเยาะในลำคอ น้ำเสียงแหลมสูงบาดแก้วหู "เซี่ยหว่านหนิง... ลูกอกตัญญู ช่างกล้าหาญนักนะที่กล้าพาโจรชั่วบุกรุกเรือนใหญ่ วันนี้แหละคือวันตายของพวกเจ้า!" นางโบกมือขึ้นเบื้องหลัง ทันใดนั้น ลูกธราอาคมนับสิบคันก็ถูกยกขึ้นเล็งตรงมายังจุดที่พวกเขายืนอยู่ พร้อมกับเสียงหัวเราะเยาะของกองกำลังทหารยามที่ปิดล้อมทางออกไว้ทุกด้าน เซี่ยหว่านหนิงหาได้สะทกสะท้าน นางก้าวออกมาจากเงาดำ ยืนเคียงบ่าเคียงไหล่กับฉีเหิงอย่างสง่างาม ดั่งดอกโบตั๋นงามที่เบ่งบานท้าทายพายุฝน นางแย้มยิ้มบางเบา เอ่ยทวนคำด้วยน้ำเสียงกังวานใสที่ไร้ซึ่งความหวาดกลัวแม้แต่น้อย "ท่านแม่... ท่านแน่ใจหรือคะ ว่าพวกเราคือผู้ที่กำลังจะตายในวันนี้?" ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินหมากในสายหมอกแห่งเล่ห์กลนี้ไปกับดอกโบตั๋นพันปีนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ
สารจากนักเขียน (ดอกโบตั๋นพันปี)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หมากกระดานนี้ข้าขอไม่เดินต่อ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%