กลิ่นคาวโลหิตเจือจางในสายลมยามราตรี ช่างเป็นกลิ่นที่เซี่ยหว่านหนิงคุ้นเคยเสียยิ่งกว่ากลิ่นหอมของกำยานหมื่นลี้ในเรือนตระกูลเซี่ย ปลายเท้าภายใต้รองเท้าผ้าปักลายดอกโบตั๋นเหยียบย่างลงบนพื้นหินชื้นแฉะอย่างไร้สุ้มเสียง เบื้องหน้าคือกำแพงสีแดงชาดของศาลเจ้าเก่าแก่ท้ายจวน ที่บัดนี้เงียบสงัดจนน่าประหลาด—ประหลาดเสียจนเส้นโลหิตข้างขมับของนางเต้นตุบด้วยความระแวง
*เช่นนั้น... แม่นางเซี่ยสนใจจะมาเดินหมากกระดานใหม่ร่วมกับข้าแทนหรือไม่เล่า?*
คำเชิญชวนอันท้าทายจากบุรุษผู้กุมอำนาจครึ่งค่อนแผ่นดินยังคงก้องกังวานอยู่ในโสตประสาท ทว่าหมากกระดานแรกที่นางกำลังจะต้องเดินร่วมกับเขากลับไม่ใช่กระดานหินประดับหยกในห้องหนังสือ หากแต่เป็นกระดานแห่งความเป็นความตายที่เดิมพันด้วยเลือดเนื้อและคมดาบ
*แคว่ก!*
เสียงผ้าเนื้อดีฉีกขาดดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ ตามด้วยเสียงโลหะกระทบกันอย่างรุนแรงจนเกิดประกายไฟวาบขึ้นในความมืด หว่านหนิงไม่ลังเลแม้แต่น้อย นางสาวเท้าเข้าไปหลบหลังเสาไม้สักขนาดใหญ่ที่มีรอยแตกร้าว ดวงตากลมโตหรี่ลงพิจารณาสถานการณ์เบื้องหน้าอย่างสุขุมเยือกเย็น
ร่างสูงใหญ่คุ้นตาในชุดคลุมสีเข้มกำลังตวัดกระบี่ประจำกายปัดป้องคมดาบจากเงาดำนับสิบที่ล้อมกรอบเข้ามาอย่างเหี้ยมเกรียม แม้ฉีเหิงจะยังคงเคลื่อนไหวได้รวดเร็วราวกับพยัคฆ์ร้ายล่าเหยื่อ ทว่าบริเวณหัวไหล่ขวาและชายเสื้อคลุมยาวกลับชุ่มโชกไปด้วยรอยเลือดสีเข้มที่ซึมลึกตัดกับเนื้อผ้าสีเขียวเข้ม รอยแผลเป็นนับไม่ถ้วนบนแผ่นหลังกว้างที่นางเคยเห็นรางๆ ยามเมื่อเขาถอดเสื้อเกราะในค่ำคืนก่อน บัดนี้ถูกแต่งแต้มเพิ่มด้วยรอยบาดแผลใหม่ที่สดร้อนและน่ากลัวกว่าเดิม
"อารักษ์ขาฝีมือต่ำต้อยเช่นนี้ คิดจะเอาชีวิตแม่ทัพฉีผู้เลื่องชื่อ มิใช่เป็นการประเมินฝีมือต่ำไปหน่อยหรือ" น้ำเสียงหวานใสแต่เย็นเยียบราวน้ำค้างแข็งกลางฤดูหนาวดังขึ้นทำลายความเงียบ
เหล่ามือสังหารชะงักฝีมือไปชั่วขณะเมื่อจู่ๆ ก็มีสตรีบอบบางนางหนึ่งก้าวออกมาจากเงาไม้ ดวงตาคู่คมของฉีเหิงตวัดกลับมามองทันที แววตาที่เคยมองนางด้วยความเย้าหยแหย่และท้าทายในคราแรก บัดนี้แฝงไปด้วยประกายดุดันและดุจดั่งสัตว์ป่าที่กำลังระแวงภัย ทว่าเมื่อเห็นว่าเป็นเซี่ยหว่านหนิง ริมฝีปากหยักลึกที่เปื้อนคราบเลือดยังคงยกยิ้มขึ้นได้ แม้จะเป็นรอยยิ้มที่ฝืนทนเต็มที
"แม่นางเซี่ย... ดูท่ารสนิยมในการเลือกสถานที่นัดพบของท่านจะแปลกพิสดารกว่าสตรีทั่วไปอยู่มาก" ฉีเหิงแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ แม้ลมหายใจจะเริ่มหอบกระชั้น มือที่ถือกระบี่กลับยังคงมั่นคงไม่สั่นไหว "หรือท่านตั้งใจมาดูใจข้า ก่อนจะตัดสินใจว่าจะรับคำชวนเดินหมากดีหรือไม่?"
"หม่อมฉันเพียงแต่ผ่านมาชมจันทร์เจ้าค่ะ ท่านแม่ทัพ" หว่านหนิงตอบกลับด้วยรอยยิ้มบางเบา นางกวาดสายตามองมือสังหารเหล่านั้นอย่างรวดเร็วเพื่อวิเคราะห์จุดอ่อน "แต่ดูท่าแล้ว คืนนี้พระจันทร์คงจะสีเลือดเกินกว่าจะรื่นรมย์ชมได้"
"เช่นนั้นก็ช่วยข้าจัดการพวกสวะพวกนี้เสียหน่อยสิ แม่นาง" ฉีเหิงเอ่ยเย้าในยามที่คมดาบของศัตรูพุ่งเข้ามาหาเขาจากด้านหลัง ร่างสูงหมุนตัวหลบได้อย่างเฉียดฉิว ก่อนจะสวนกลับด้วยกระบวนท่าที่เด็ดขาดจนฝ่ายตรงข้ามล้มลงขาดใจตายในดาบเดียว
หว่านหนิงไม่ขยับกายเข้าประชิด นางรู้ดีว่าตนเองไม่มีวิชาบู๊ล้างผลาญเช่นบุรุษเหล่านั้น ทว่าอาวุธในมือของนางไม่ได้มีไว้ใช้ฟันแทง แต่มันมีไว้เพื่อเล่นกับจิตใจและความตาย แขนเสื้อผ้าแพรหนานุ่มซ่อนเข็มเงินอาบยาพิษสกัดจุดไว้สามเล่ม ดวงตานิ่งสงบดั่งผิวน้ำในบึงลึกรอคอยจังหวะที่เหมาะสมอย่างใจเย็น เมื่อมือสังหารคนหนึ่งละสายตาจากฉีเหิงแล้วพุ่งเป้ามาที่นางเพราะเห็นว่าเป็นจุดอ่อน หว่านหนิงจึงขยับข้อมืออย่างรวดเร็วราวกับสายฟ้าแลบ!
*ฟิ้ว!*
เข็มเงินพุ่งแหวกอากาศปักเข้าที่จุดตายกลางลำคอของมือสังหารผู้นั้นทันที ร่างของมันล้มลงชักดิ้นชักงอก่อนจะแน่นิ่งไปในเวลาไม่ถึงอึดใจ ฉีเหิงที่เหลือบมาเห็นพอดีประกายตาไหววับด้วยความทึ่ง ระคนพึงพอใจในความเด็ดเดี่ยวของสตรีตรงหน้า
การต่อสู้ดำเนินต่อไปอีกเพียงชั่วเคาะลมหายใจ เมื่อหัวหน้ามือสังหารเห็นว่าสถานการณ์พลิกผันและตนเองเสียเปรียบ มันจึงกัดฟันกรวดแล้วโยนลูกระเบิดควันลงกับพื้นเพื่ออำพรางตัว
"คิดจะหนีหรือ..." หว่านหนิงพึมพำเบาๆ ทว่าฉีเหิงกลับยกมือขึ้นห้ามไว้ เขาใช้กระบี่ค้ำยันร่างตัวเองกับพื้นศาลเจ้า ลมหายใจเริ่มติดขัด รอยเลือดที่ชายเสื้อขยายวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ จนน่าตกใจ
"ปล่อยมันไป..." ฉีเหิงกล่าวเสียงพร่า ดวงตาคมกริบจ้องลึกเข้ามาในดวงตานาง "เบื้องหลังพวกมันคือกิ้งก่าตัดหาง ปล่อยให้มันกลับไปรายงานเจ้านายตัวจริงเสียก่อน... เราจึงจะพึงกระทำขั้นต่อไปได้"
หว่านหนิงก้าวเข้าไปใกล้ร่างของแม่ทัพหนุ่มที่บัดนี้ทรุดตัวลงนั่งคุกเข่าข้างหนึ่งบนพื้นหญ้า กลิ่นอายบุรุษเพศผสมผสานกับกลิ่นคาวเลือดลอยเข้ามารบกวนประสาทสัมผัส นางย่อกายลงให้อยู่ระดับเดียวกัน ปลายนิ้วเรียวสวยเอื้อมไปแตะที่รอยแผลบริเวณหัวไหล่ของเขาเบาๆ เพื่อประเมินอาการ จนฉีเหิงต้องสูดปากด้วยความเจ็บปวดแต่ก็ยังไม่วายส่งสายตาเจ้าเล่ห์มาให้
"ท่านแม่ทัพบาดเจ็บสาหัสถึงเพียงนี้ ปากยังคงกล้าหาญได้อีกหรือเจ้าคะ" หว่านหนิงเอ่ยตำหนิด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่แววตาซ่อนความห่วงใยไว้ภายใต้ท่าทีสุขุม
"หากข้าไม่ทำเช่นนี้... จะมีโอกาสได้ใกล้ชิดกับสตรีผู้ชาญฉลาดเช่นท่านหรือ" ฉีเหิงกระซิบเสียงแหบพร่า ใบหน้าคมคายโน้มเข้ามาใกล้จนลมหายใจอุ่นร้อนปะทะเข้ากับแก้ว Nuan ของนาง
ทว่าก่อนที่หว่านหนิงจะได้ตอบคำถามใดกลับไป ฉีเหิงก็กระอักเลือดออกมาคำโต เลือดสีคล้ำหยดลงบนพื้นหินจนน่ากลัว พร้อมกันนั้น สัญชาตญาณอันเฉียบคมของนางก็ร้องเตือนภัยขึ้นมาอย่างรุนแรง เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับร้อยกำลังมุ่งตรงมาทางศาลเจ้าแห่งนี้ พร้อมกับแสงคบเพลิงที่สว่างไสวไล่ความมืดมิดออกไปจนหมดสิ้น
ธงปักรูปค่ายทหารหลวงโบกสะบัดอยู่เบื้องหน้า... และผู้ที่ก้าวเดินนำหน้ากองกำลังเหล่านั้นออกมา คือขันทีคนสนิทของฮ่องเต้ พร้อมกับราชโองการลับฉบับใหม่ในมือที่ถูกชูขึ้นสูงเพื่อประกาศให้ทุกคนได้รับรู้
"ราชโองการด่วนจากในวังหลวง! แม่ทัพฉีเหิงฝ่าฝืนกฎมณเณียรบาล ลักลอบคบหากับตั๋วเงินกบฏ... มีรับสั่งให้จับกุมตัวทันที!"
ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางไปในหมากกระดานอันเชือดเฉือนนี้นะคะ
หมากกระดานนี้ข้าขอไม่เดินต่อ•ตอนที่ 2
รอยเลือดบนชายเสื้อแม่ทัพ
ผลงานโดย ดอกโบตั๋นพันปี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดอกโบตั๋นพันปี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หมากกระดานนี้ข้าขอไม่เดินต่อ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!