คมมีดสีเงินวาววับสะท้อนแสงไฟสลัวในห้องนอนหรู ราวกับเขี้ยวของอสรพิษที่พุ่งเข้าหาจุดตาย ความเงียบงันมลายหายไปในชั่วพริบตา เหลือเพียงเสียงหอบหายใจของรินรดาที่ขาดห้วงด้วยความตกใจสุดขีด ทว่าคิรากรกลับเคลื่อนไหวเร็วกว่าความคิด เขารวบตัวหญิงสาวเข้าสู่อ้อมกอดที่แข็งแกร่งดุจกำแพงเหล็ก ก่อนจะหมุนตัวหลบคมมีดที่เฉียดผ่านแก้มไปเพียงเส้นยาแดงผ่าศูนย์กลาง
“ศศินา! หยุดบ้าได้แล้ว!”
เสียงของคิรากรดังก้อง ทรงพลังและเปี่ยมไปด้วยอำนาจ เขาไม่ได้ตื่นตระหนก แต่ดวงตาคมกริบนั้นกลับลุกโชนด้วยเพลิงโทสะที่พร้อมจะแผดเผาทุกสิ่งที่ขวางหน้า ศศินายืนหอบหายใจหนักหน่วงอยู่ท่ามกลางเศษกระจกที่เกลื่อนกลาด ชุดเดรสราตรีสีแดงสดของเธอยิ่งขับเน้นภาพลักษณ์ของปีศาจร้ายที่มาพร้อมกับความแค้นที่สั่งสมมานานปี
“บ้าเหรอ? คุณเรียกสิ่งที่ฉันทำว่าความบ้าหรือคะ คิรากร?” ศศินาเค้นเสียงหัวเราะที่ฟังดูแห้งแล้งและน่าขนลุก “ในวันที่ฉันพยายามทวงทุกอย่างคืน คุณกลับเอาเวลาไปกกกอดนังผู้หญิงที่ไม่มีอะไรคู่ควรกับคุณเลยสักนิด! นังนี่มันมีดีตรงไหน ถึงทำให้คุณถึงกับยอมแลกทุกอย่างเพื่อมัน!”
รินรดาที่ถูกปกป้องอยู่ในอ้อมแขนของชายหนุ่มสั่นเทาเล็กน้อย ความหวาดกลัวเริ่มถูกแทนที่ด้วยความเย็นเยียบในใจเมื่อเห็นประกายตาของคิรากรเปลี่ยนไป เขาไม่ได้มองศศินาด้วยความโกรธเกรี้ยวแบบคนไร้สติ แต่เป็นการมองด้วยสายตาของนักล่าที่ตัดสินแล้วว่าเหยื่อตัวนี้เกินเยียวยา
“สิ่งที่เธอทำวันนี้ ไม่ใช่แค่การทำลายทรัพย์สิน แต่มันคือการแตะต้องสิ่งที่ฉันรัก” คิรากรเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบจนน่ากลัว เขาค่อยๆ ดันรินรดาไปด้านหลังอย่างทะนุถนอม ก่อนจะก้าวเท้าเข้าไปหาหญิงสาวที่ถือมีดอย่างไม่เกรงกลัว “เธอรู้ใช่ไหมศศินา ว่าคนอย่างฉัน ถ้าจะตัดอะไรออกไปจากชีวิต... ฉันไม่เคยทิ้งให้มันกลับมาสร้างปัญหาเป็นครั้งที่สอง”
“คุณจะทำอะไรฉัน?” ศศินาก้าวถอยหลังโดยไม่รู้ตัว แต่ความทระนงยังคงฉายชัด “คุณรักฉัน... คุณเคยพูดว่าเราคือคนของกันและกัน!”
“นั่นมันอดีตที่ฉันยอมทิ้งมันไปตั้งแต่วันที่เธอเผยธาตุแท้” คิรากรหยุดลงตรงหน้าเธอ ระยะห่างเพียงไม่กี่คืบทำให้บรรยากาศตึงเครียดจนแทบหยุดหายใจ เขายื่นมือออกไป บีบข้อมือที่ถือมีดของเธออย่างรุนแรงจนศศินาร้องครางด้วยความเจ็บปวด ก่อนที่คมมีดจะร่วงหล่นลงพื้นดังเคร้ง
คิรากรบีบข้อมือเธอไว้แน่นราวกับคีมเหล็ก “จำเอาไว้ให้ดีนะศศินา ครั้งนี้ฉันจะถือว่าเป็นการเตือนครั้งสุดท้าย ถ้าพรุ่งนี้เช้าฉันยังเห็นเธออยู่ในเมืองนี้ หรือแม้แต่ได้ยินชื่อเธอพยายามเข้าใกล้รินรดาอีกเพียงครั้งเดียว สิ่งที่จะหายไปจากชีวิตของเธอ ไม่ใช่แค่โอกาสในวงการนางแบบ แต่มันจะเป็นทุกอย่างที่ครอบครัวเธอสร้างมา”
เขาสะบัดมือเธอออกอย่างรังเกียจราวกับเป็นสิ่งที่น่าสะอิดสะเอียน ศศินาซวนเซไปปะทะกับขอบหน้าต่าง ดวงตาที่เคยเต็มไปด้วยความมั่นใจบัดนี้สั่นไหวด้วยความพ่ายแพ้และตระหนักถึงความน่าสะพรึงกลัวของชายตรงหน้า
“คุณเปลี่ยนไปเพราะนังผู้หญิงคนนี้... รินรดา! หล่อนมันก็แค่ของเล่นชั่วคราว ที่สักวันคุณก็จะเขี่ยทิ้งเหมือนที่เคยเขี่ยฉัน!”
คิรากรไม่ตอบโต้ด้วยวาจา แต่เขากลับเดินย้อนกลับไปหารินรดาที่ยืนตัวแข็งทื่ออยู่ เขาคว้าตัวเธอเข้ามากอดแนบอก ลูบศีรษะเบาๆ อย่างปลอบประโลม ก่อนจะหันกลับมามองศศินาด้วยสายตาเย็นชาที่ไร้ความปราณี “ออกไป ก่อนที่ฉันจะเปลี่ยนใจเรียกคนมาลากคอเธอไปส่งตำรวจในข้อหาพยายามฆ่า”
ศศินากัดริมฝีปากจนห่อเลือด เธอจ้องมองภาพของทั้งคู่ที่กอดกันแนบแน่นด้วยความเคียดแค้น ก่อนจะยอมหันหลังและก้าวเท้าหายไปในความมืดของค่ำคืน ทิ้งไว้เพียงกลิ่นน้ำหอมฉุนกึกและเศษซากกระจกที่เป็นเครื่องเตือนใจถึงความรุนแรงที่เพิ่งเกิดขึ้น
เมื่อความเงียบสงบกลับคืนมา คิรากรถอนหายใจยาว ก่อนจะประคองใบหน้าของรินรดาให้เงยขึ้นมองเขา นิ้วโป้งของเขาเกลี่ยไล้ไปตามข้างแก้มที่เริ่มซับสีเลือดของเธอเบาๆ สัมผัสนั้นอบอุ่นและเปี่ยมไปด้วยความห่วงใย ต่างจากชายที่เพิ่งจัดการกับศัตรูอย่างเด็ดขาดเมื่อครู่โดยสิ้นเชิง
“ผมขอโทษที่ทำให้คุณต้องมาเจออะไรแบบนี้” เสียงของเขาทุ้มต่ำและอ่อนโยนอย่างที่สุด “ผมสัญญาว่ามันจะไม่เกิดขึ้นอีก”
รินรดามองลึกเข้าไปในดวงตาของเขา เธอเห็นทั้งความรักและความเจ็บปวดที่ซ่อนอยู่ภายใน “คุณทำเกินไปหรือเปล่าคะคิรากร? เธอคือคนที่คุณเคยรัก... การไล่ต้อนเธอแบบนี้ ไม่กลัวว่ามันจะย้อนกลับมาทำร้ายคุณเหรอคะ?”
คิรากรยิ้มบางๆ เป็นรอยยิ้มที่ไม่ได้ไปถึงดวงตา แต่กลับเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นที่น่าเกรงขาม “สำหรับศัตรู ความเมตตาคือจุดอ่อนที่รุนแรงที่สุด แต่สำหรับคุณ... รินรดา ความเมตตาของผมมีไว้ให้คุณเพียงคนเดียวเท่านั้น”
เขาโน้มใบหน้าลงมาใกล้จนปลายจมูกแตะกัน สัมผัสที่แผ่วเบาแต่เร่าร้อนเริ่มปลุกเร้าอารมณ์ที่ยังค้างคาให้กลับมาอีกครั้ง ทว่าในจังหวะที่เขากำลังจะประทับจูบลงบนริมฝีปากของเธอ เสียงโทรศัพท์มือถือของคิรากรที่วางอยู่บนโต๊ะข้างเตียงกลับดังขึ้นทำลายบรรยากาศทันที
คิรากรขมวดคิ้วอย่างหงุดหงิด เขาตั้งใจจะเมินเฉยต่อมัน แต่เมื่อเหลือบเห็นชื่อที่ปรากฏบนหน้าจอ แววตาของเขาก็เปลี่ยนไปจากความนุ่มนวลเป็นความตื่นตระหนกที่ปิดไม่มิด มือที่โอบกอดรินรดาอยู่สั่นสะท้านเล็กน้อยโดยที่เขาไม่รู้ตัว
“สายจากใครคะ?” รินรดาถามด้วยความสงสัย เมื่อเห็นสีหน้าที่เปลี่ยนไปของเขา
คิรากรนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกดรับสายด้วยมือที่เกร็งแน่น เสียงปลายสายที่ดังลอดออกมาเพียงเบาๆ ทำเอารินรดาถึงกับหน้าถอดสี เพราะนั่นไม่ใช่เสียงของคนทั่วไป แต่มันคือเสียงของบุคคลที่ทุกคนคิดว่าตายจากโลกนี้ไปนานแล้ว...
“คิรากร... ฉันกลับมาทวงของของฉันคืนแล้วนะ”
หวังว่าเนื้อหาตอนนี้จะทำให้คุณผู้อ่านรู้สึกลุ้นระทึกและประทับใจไปกับความเข้มข้นของตัวละครนะคะ
เข็มฉายานิศค่ะ
พันธะเร้นลับใต้เงาจันทร์•ตอนที่ 30
การปกป้อง
ผลงานโดย เข็มฉายานิศ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เข็มฉายานิศ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พันธะเร้นลับใต้เงาจันทร์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!