“ถ้าคุณคิดว่าการยืนมองดูฉันถูกเหยียบย่ำด้วยคำพูดของคนอื่น คือวิธีปกป้องที่ฉันต้องการ... คุณคิดผิดถนัดค่ะ คิรากร”
เสียงของรินรดาสั่นพร่าด้วยแรงอารมณ์ แต่แววตาของเธอกลับแน่วแน่ราวกับคมมีดที่กรีดลงบนความเงียบงันภายในห้องทำงานหรูบนเพนต์เฮาส์ชั้นสูงสุด คิรากรชะงักฝีเท้าที่กำลังจะก้าวเข้ามาหา เขานิ่งขรึม ราวกับรูปปั้นเทพบุตรที่ถูกสลักเสลาขึ้นด้วยความเย็นชา แต่ภายใต้ดวงตาคู่นั้น เข็มฉายานิศสัมผัสได้ถึงพายุที่กำลังก่อตัว
ศศินายืนกอดอกอยู่มุมห้อง ริมฝีปากสีสดนั้นเหยียดยิ้มเยาะหยันหล่อนพยายามจะใช้ความเหนือกว่าทางสถานะเข้ากดข่ม แต่รินรดาในวันนี้ไม่ใช่หญิงสาวผู้อ่อนแอคนเดิมที่ยอมให้ใครมาป้ายสีหรือดูแคลนได้อีกต่อไป
“ริน... อย่าทำตัวไร้เดียงสาไปหน่อยเลย” ศศินาเอ่ยขึ้น เสียงหวานหูที่แฝงไปด้วยพิษร้าย “ผู้หญิงที่ไม่มีแม้แต่พื้นฐานครอบครัวรองรับอย่างเธอ จะยืนเคียงข้างคิรากรไปได้นานแค่ไหนกันเชียว? เดี๋ยวพอกระแสข่าวเงียบลง เขาก็แค่เขี่ยเธอทิ้งเหมือนเศษผ้าเก่าๆ นั่นแหละ”
คิรากรขมวดคิ้วแน่น สันกรามของเขาบดเข้าหากันจนนูนเด่น แต่ก่อนที่เขาจะทันได้เอ่ยปาก รินรดาก็หมุนตัวกลับมาเผชิญหน้ากับศศินาโดยไม่หลบสายตา เธอไม่ได้ร้องไห้ ไม่ได้สั่นไหว แต่กลับขยับยิ้มที่ทำให้บรรยากาศในห้องดูเย็นเยียบลงถนัดตา
“ศศินาคะ... คุณใช้เวลาตลอดทั้งชีวิตเพื่อทำตัวให้คู่ควรกับคำว่า ‘นางแบบระดับแนวหน้า’ แต่ก็น่าเสียดายนะคะ ที่คุณกลับไม่เคยเข้าใจเลยว่า ‘ความรัก’ ของคิรากร ไม่ได้ถูกประเมินค่าด้วยฐานะหรือชื่อเสียงที่คุณพยายามเอามาฟาดฟันคนอื่น” รินรดาก้าวเข้าไปหาอีกฝ่ายอย่างมั่นคง “และถ้าคุณมั่นใจนักว่าฉันเป็นแค่เศษผ้า... ลองดูให้ดีๆ นะคะ ว่าคนอย่าง ‘เศษผ้า’ ชิ้นนี้ จะดึงความสนใจของเขาไปได้จนถึงเมื่อไหร่”
ทันทีที่พูดจบ รินรดาหันไปหาคิรากร ความอ่อนหวานที่เคยมีถูกแทนที่ด้วยความร้อนแรงที่เขาก็คาดไม่ถึง เธอเดินเข้าไปใกล้จนสัมผัสได้ถึงกลิ่นน้ำหอมไม้สนจางๆ จากกายแกร่ง มือเรียวเอื้อมไปดึงปกเสื้อเชิ้ตของเขาให้โน้มลงมา ก่อนจะประทับจูบลงไปอย่างดูดดื่มต่อหน้าศศินา!
มันไม่ใช่จูบแห่งการวิงวอน แต่เป็นจูบแห่งการประกาศอาณาเขต คิรากรนิ่งอึ้งไปเพียงชั่วเสี้ยววินาทีก่อนที่สัญชาตญาณชายชาตรีจะทำงาน เขาตอบรับจูบนั้นด้วยความกระหายที่รุนแรง มือหนาคว้าเอวบางเข้าหาตัวจนร่างของเธอกระแทกเข้ากับแผงอกกว้าง ศศินาสบถเบาๆ ก่อนจะกระทืบเท้าเดินหนีออกไปจากห้องด้วยความแค้นที่พุ่งพล่าน แต่รินรดาไม่สนใจ เธอจดจ่ออยู่กับสัมผัสรุ่มร้อนที่เขามอบให้
เมื่อเสียงประตูปิดลง คิรากรจึงถอนจูบออกแต่ยังคงคลอเคลียอยู่ที่ข้างแก้ม ลมหายใจร้อนผ่าวของเขารดรินผิวเนียน “วันนี้เธอช่าง... ดื้อรั้นเสียจริงนะรินรดา”
“ฉันเหนื่อยกับการต้องหลบซ่อนแล้วค่ะ” เธอตอบ พลางสบตาคมกริบนั้น “ถ้าคุณอยากจะดูแลฉันจริงๆ ก็จงพิสูจน์ให้เห็น... ว่าคุณไม่ได้แค่ขังฉันไว้ในกรงทองแห่งนี้”
คิรากรไม่พูดพร่ำทำเพลง เขาช้อนตัวเธอขึ้นแนบอกก่อนจะก้าวยาวๆ ไปยังเตียงกว้างกลางห้อง บรรยากาศรอบข้างราวกับถูกตัดขาดจากโลกภายนอก แสงไฟสลัวจากเมืองหลวงด้านนอกกระทบผ่านกระจกบานยักษ์ เผยให้เห็นแววตาที่เต็มไปด้วยความต้องการของเขาอย่างปิดไม่มิด
เขาวางเธอนอนลงบนผืนผ้าไหมเนื้อนุ่ม ก่อนจะตามขึ้นไปคร่อมทับ ร่างกายของเขาราวกับเป็นเตาหลอมที่แผ่ซ่านความร้อนไปทั่ว รินรดาขยับกายรับสัมผัสจากฝ่ามือหนาที่ค่อยๆ ปลดเปลื้องอาภรณ์ของเธอออกทีละชิ้นอย่างเชื่องช้า แต่ทว่าเร่าร้อนราวกับจะแผดเผา
“พิสูจน์งั้นเหรอ?” เสียงทุ้มแหบพร่าข้างใบหู “ได้... คืนนี้ฉันจะทำให้เธอรู้ ว่าเธอเป็นของใคร และไม่มีใครหน้าไหนจะมาแตะต้อง ‘สมบัติ’ ชิ้นนี้ของฉันได้”
บทรักเริ่มต้นขึ้นอย่างเร่าร้อนและรุนแรงดั่งพายุที่โหมกระหน่ำ คิรากรปรนเปรอเธอด้วยสัมผัสที่ทั้งอ่อนหวานและหนักแน่น รอยจูบของเขาไล่ลากไปตามซอกคอ ไหปลาร้า จนถึงยอดอกที่เชิดชู รินรดาแอ่นกายรับความวาบหวามนั้นด้วยความเต็มใจ เสียงหอบหายใจของทั้งคู่ประสานกันเป็นท่วงทำนองแห่งความปรารถนาที่ไม่มีวันสิ้นสุด ทุกครั้งที่เขาสอดประสานกายเข้าหา ความรู้สึกอัดอั้นในใจที่สั่งสมมาตลอดหลายสัปดาห์ก็ดูเหมือนจะถูกปลดปล่อยออกไปพร้อมกับหยาดเหงื่อ
ความสุขสมกระชับแน่นจนแทบหายใจไม่ออก รินรดาจิกเล็บลงบนไหล่กว้างของเขา ในขณะที่คิรากรเร่งจังหวะรักให้ร้อนแรงขึ้นเรื่อยๆ ราวกับต้องการตอกย้ำตัวตนลงในทุกตารางนิ้วของร่างบาง เขาจูบซับน้ำตาที่เอ่อล้นด้วยความอิ่มเอมของเธอ ก่อนจะมอบบทรักครั้งสุดท้ายที่รุนแรงและลึกซึ้งจนร่างของรินรดาสั่นสะท้านไปถึงขั้วหัวใจ ทั้งคู่กอดรัดกันแน่นท่ามกลางความมืดมิดที่มีเพียงแสงจันทร์ทอประกายอยู่เบื้องหลัง
ทว่า... ในขณะที่รินรดากำลังจะเข้าสู่ห้วงนิทราด้วยความอ่อนเพลีย เสียงโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่บนโต๊ะข้างเตียงของคิรากรก็แผดเสียงดังขึ้นทำลายความเงียบ
คิรากรเอื้อมมือไปคว้ามันมาดู สีหน้าของเขาที่เคยเต็มไปด้วยความสุขสมกลับเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดในทันที มือหนาที่กอดรัดรินรดาอยู่สั่นสะท้านขึ้นมาอย่างผิดสังเกต รินรดาเงยหน้าขึ้นมองด้วยความกังวล ก่อนจะพบว่าหน้าจอนั้นแสดงชื่อที่ไม่ควรจะปรากฏขึ้นมาอีกในชาตินี้
‘คนรักเก่าที่ตายไปแล้วของคิรากร’
ข้อความในหน้าจอเด้งขึ้นมาเพียงบรรทัดเดียว แต่มันกลับทำให้โลกทั้งใบของรินรดาสั่นคลอน “คิรากร... ฉันยังไม่ตาย และตอนนี้... ฉันอยู่ที่หน้าเพนต์เฮาส์ของคุณ”
เข็มฉายานิศขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามการเดินทางของรินรดามาจนถึงวินาทีสำคัญนี้นะคะ
พันธะเร้นลับใต้เงาจันทร์•ตอนที่ 38
บทพิสูจน์ความแข็งแกร่ง
ผลงานโดย เข็มฉายานิศ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เข็มฉายานิศ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พันธะเร้นลับใต้เงาจันทร์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!