"อย่าแม้แต่จะขยับ..."
น้ำเสียงแหบพร่าทว่าทรงอำนาจดังขึ้นจากมุมมืด รินรดาชะงักกึก หัวใจของเธอเต้นรัวจนแทบจะหลุดออกมาจากทรวงอก เงาสะท้อนในกระจกเงาบานใหญ่ตรงหน้าห้องทำงานคิรากรเริ่มเลือนราง เมื่อแสงจันทร์ที่สาดส่องผ่านผ้าม่านโปร่งเผยให้เห็นร่างเพรียวบางของศศินาที่ยืนกอดอกอยู่ตรงนั้น มุมปากของนางแบบสาวเหยียดออกเป็นรอยยิ้มสมเพชที่กรีดลึกลงไปในใจของรินรดา
"คุณ... เข้ามาได้ยังไง" รินรดาเค้นเสียงถาม มือที่ถือสมาร์ทโฟนไว้แน่นสั่นเทาเล็กน้อย เธอไม่เพียงแต่ตกใจที่ถูกจับได้ แต่เธอยังตกใจกับสิ่งที่ได้ยินจากคลิปเสียงที่เพิ่งบันทึกได้เมื่อครู่
ศศินาหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เสียงหัวเราะที่ฟังดูเย็นเยียบดั่งน้ำแข็ง เธอค่อยๆ ก้าวเท้าออกมาจากมุมมืด ความสง่างามของนางแบบระดับประเทศไม่ได้จางหายไปแม้ในยามวิกาล "ที่นี่คือบ้านของคิรากร และเขาก็ให้สิทธิ์ฉันมากกว่าที่คุณคิด รินรดา... บางทีคุณก็น่าจะรู้ตัวได้แล้วนะ ว่าคนอย่างคุณน่ะ เป็นได้แค่ 'ของเล่น' ชิ้นใหม่ที่รอวันถูกทิ้งเท่านั้น"
รินรดาขบกรามแน่น เธอพยายามสะกดกลั้นอารมณ์ที่พลุ่งพล่าน "ถ้าเขาเห็นคุณเป็นของสำคัญจริง คุณคงไม่ต้องมายืนหลบๆ ซ่อนๆ แบบนี้เพื่อทำเรื่องน่ารังเกียจแบบนี้หรอกค่ะ"
ศศินาหุบยิ้มทันที แววตาคมกริบจ้องเขม็งราวกับจะฉีกกระชากอีกฝ่ายออกเป็นชิ้นๆ แต่ก่อนที่การปะทะฝีปากจะลุกลามไปมากกว่านั้น เสียงฝีเท้าหนักแน่นที่คุ้นเคยก็ดังขึ้นจากทางเดินหน้าห้อง รินรดาหน้าซีดเผือด เธอรู้ดีว่าคิรากรกำลังจะกลับมา
ในจังหวะที่ศศินาหันไปมองต้นเสียง รินรดาอาศัยจังหวะชุลมุนถอยกรูดเข้าไปในห้องทำงานของคิรากรที่แง้มทิ้งไว้ เธอรีบปิดประตูกั้นตัวเองออกจากสถานการณ์ตรงหน้า หัวใจเต้นแรงจนหูอื้อ เธอไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องหลบอยู่หลังโต๊ะทำงานไม้สักขนาดใหญ่
ห้องทำงานของเขาอบอวลไปด้วยกลิ่นยาสูบจางๆ ผสมกับกลิ่นน้ำหอมแนววู้ดดี้อันเป็นเอกลักษณ์ของคิรากร ทว่าท่ามกลางความมืดมิดที่เริ่มเข้าครอบงำ สายตาของเธอเหลือบไปเห็นลิ้นชักที่สามของโต๊ะทำงานที่ปิดไม่สนิท
ด้วยความอยากรู้ที่พุ่งพล่านจนห้ามไม่อยู่ รินรดาเอื้อมมือไปดึงมันออกมาอย่างแผ่วเบา ข้างในนั้นไม่ได้มีเอกสารทางธุรกิจหรือปืนอย่างที่เธอคิด แต่มันมีเพียงซองจดหมายสีครีมเก่าคร่ำฉบับหนึ่ง
เมื่อเธอเปิดออก สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาคือภาพถ่ายใบเก่า... เป็นภาพชายหนุ่มที่เธอดูออกทันทีว่าเป็นคิรากรในวัยยี่สิบต้นๆ เขากำลังโอบกอดหญิงสาวคนหนึ่งไว้ในอ้อมแขนอย่างทะนุถนอม ทั้งคู่ดูมีความสุขอย่างที่เธอไม่เคยเห็นคิรากรแสดงออกมาในปัจจุบัน หญิงสาวในรูปมีใบหน้าละม้ายคล้ายกับศศินาในแง่ของโครงหน้า ทว่าแววตากลับดูอ่อนโยนและใสซื่ออย่างที่ศศินาไม่มีวันจะเป็นได้
แต่ที่น่าตกใจยิ่งกว่า คือข้อความที่เขียนด้วยลายมือตัวบรรจงไว้ด้านหลังภาพ: *'แด่คิรากร... เพราะความลับที่ฉันปกปิดไว้ คือสิ่งเดียวที่จะทำให้เราอยู่ด้วยกันได้ตลอดไป - นิลิน'*
นิลิน? ผู้หญิงคนนี้คือใครกัน และทำไมคิรากรถึงต้องซ่อนความลับเกี่ยวกับเธอไว้ในลิ้นชักที่ลับสายตาที่สุด
เสียงลูกบิดประตูห้องทำงานหมุนช้าๆ รินรดารีบยัดภาพถ่ายลงในลิ้นชักแล้วมุดตัวลงใต้โต๊ะทันที ลมหายใจของเธอติดขัดเมื่อเห็นรองเท้าหนังราคาแพงก้าวเข้ามาในห้อง คิรากรไม่ได้เปิดไฟ เขาเดินตรงไปที่โต๊ะทำงานด้วยท่าทางที่ดูเหนื่อยล้า ก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้หนังตัวเดิม
"ผมรู้ว่าคุณอยู่ในนี้ รินรดา" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้น ท่ามกลางความเงียบงันที่กดดันจนแทบหายใจไม่ออก
รินรดาไม่ตอบ เธอเม้มปากแน่น หัวใจเต้นระส่ำเมื่อรู้สึกได้ถึงปลายเท้าของเขาที่ขยับเข้ามาใกล้เพียงคืบ หญิงสาวตัดสินใจพุ่งตัวออกไปเพื่อจะวิ่งหนี แต่เธอกลับถูกมือแกร่งกระชากข้อมือไว้ได้ทันท่วงที แรงเหวี่ยงทำให้เธอเสียหลักถลาเข้าไปอยู่ในอ้อมกอดของเขาโดยอัตโนมัติ กลิ่นกายเข้มข้นของผู้ชายตรงหน้าทำให้เธอสั่นสะท้าน
"เก่งนักนะที่กล้าเข้ามาถึงนี่" คิรากรกระซิบข้างใบหู ลมหายใจอุ่นๆ รดรินอยู่ตรงซอกคอ เขากดน้ำหนักมือลงที่เอวบางแน่นขึ้นจนเธอแนบชิดไปกับแผงอกแข็งแกร่ง "แต่คุณคงยังไม่รู้หรอกว่า สิ่งที่อยู่ในลิ้นชักนั้น... คือคำสาปที่คุณไม่ควรได้รับรู้"
เขายื่นมือไปเปิดลิ้นชักออกช้าๆ รินรดาใจหายวูบเมื่อเห็นว่าเขาหยิบภาพถ่ายใบนั้นขึ้นมาดู สายตาของเขาเปลี่ยนไปจากความเกรี้ยวกราดกลายเป็นความโศกเศร้าที่ล้ำลึกเกินบรรยาย
"คุณถามถึงผู้หญิงในรูปใช่ไหม?" คิรากรจ้องมองเธอด้วยแววตาที่สั่นไหว ก่อนจะขยับเข้าไปกระซิบคำถามที่ทำให้โลกทั้งใบของรินรดาต้องหยุดหมุน "ถ้าผมบอกว่าผู้หญิงคนนี้ไม่ได้มีตัวตนอยู่บนโลกนี้มานานแล้ว... และสิ่งที่เธอกำลังทำอยู่ตอนนี้ คือการตามล่าใครก็ตามที่บังอาจเข้ามาแทนที่เธอ... คุณยังจะกล้าอยู่กับผมอีกไหม?"
จู่ๆ ไฟในห้องก็ดับพรึบลงโดยไม่มีสาเหตุ ท่ามกลางความมืดมิด เสียงกระซิบแผ่วเบาที่เหมือนกับผู้หญิงคนหนึ่งดังขึ้นที่ข้างหูของรินรดา มันไม่ใช่เสียงของศศินา แต่มันเป็นเสียงที่คุ้นเคยอย่างประหลาด ราวกับจะเตือนให้เธอรีบหนีไปจากคิรากรก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป
มือที่โอบกอดเธออยู่เริ่มเย็นเฉียบราวกับน้ำแข็ง และเมื่อเธอก้มลงมองที่มือของคิรากร เธอกลับพบว่าภาพถ่ายในมือของเขากำลังเปลี่ยนไป... ใบหน้าของหญิงสาวในรูปภาพค่อยๆ เริ่มบิดเบี้ยว แล้วค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองเธอจากในกรอบรูปด้วยดวงตาที่กลายเป็นหลุมดำมืดสนิท!
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางดำดิ่งไปกับความลึกลับครั้งนี้ด้วยกันนะคะ เข็มฉายานิศสัญญาว่าจะถ่ายทอดทุกความเข้มข้นให้ท่านได้อรรถรสในตอนต่อไปค่ะ
พันธะเร้นลับใต้เงาจันทร์•ตอนที่ 10
ความลับในลิ้นชัก
ผลงานโดย เข็มฉายานิศ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เข็มฉายานิศ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พันธะเร้นลับใต้เงาจันทร์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!