“ถ้าแกคิดว่าความรักจอมปลอมนั่นจะปกป้องผู้หญิงคนนี้ได้ ก็เชิญฝันหวานต่อไปเถอะคิรากร... แต่จำไว้ว่าศพที่ฝังอยู่ใต้เงาจันทร์น่ะ ไม่ได้มีแค่ศพเดียวหรอกนะ”
เสียงแหบพร่าของชายชราผู้เป็นประมุขตระกูลอัครเดชากุลยังคงดังก้องอยู่ในมโนภาพของคิรากร ราวกับคมมีดที่กรีดลึกลงบนความเงียบงันภายในห้องโถงกว้าง รินรดายืนตัวแข็งทื่ออยู่ข้างกายเขา มือของเธอเย็นเฉียบดุจน้ำแข็งเมื่อสัมผัสได้ถึงแรงบีบที่หัวไหล่จากคิรากร ซึ่งพยายามสะกดกลั้นอารมณ์คุกรุ่นที่พร้อมจะปะทุออกมาได้ทุกเมื่อ
“กลับห้องไปซะ ริน” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยสั่งสั้นๆ แต่แฝงด้วยความเฉียบขาดที่เธอไม่อาจโต้แย้ง
“แต่ว่าคิรากรคะ...”
“ฉันบอกให้กลับไป!” เขาหันมาสบตาเธอ แววตาคมกริบคู่นั้นวูบไหวเพียงครู่ก่อนจะกลับมาแข็งกร้าวตามสัญชาตญาณของการป้องกัน
รินรดาจำต้องผละออกไปทิ้งให้เขายืนเผชิญหน้ากับความมืดมิดเพียงลำพัง ทว่าเมื่อเธอก้าวเข้ามาถึงในห้องนอนหรูหรา กลิ่นน้ำหอมราคาแพงที่คุ้นเคยกลับตลบอบอวลอยู่ในอากาศ... กลิ่นที่เธอจำได้แม่นยำว่าเป็นของใคร
ศศินานั่งไขว่ห้างอยู่บนโซฟากำมะหยี่สีเลือดนก ดวงตาคู่สวยที่เคยผ่านการกรีดอายไลเนอร์อย่างประณีตจ้องมองเธอด้วยความสมเพช แสงจันทร์ที่ลอดผ่านบานหน้าต่างเข้ามาทำให้นางแบบสาวดูราวกับปีศาจจำแลงกายมา
“ตกใจเหรอคะที่เห็นฉันที่นี่?” ศศินาเอ่ยพลางลูบไล้ปลายนิ้วไปตามขอบแก้วไวน์ “คิรากรไม่ได้บอกเธอใช่ไหม ว่าห้องนี้... คือที่ที่ฉันกับเขาเคยใช้ช่วงเวลาที่ลึกซึ้งที่สุดด้วยกัน”
รินรดาสูดลมหายใจลึก พยายามรวบรวมสติที่แตกกระเจิง “ถ้าคุณมีธุระจะคุยกับเขา ก็เชิญรอข้างนอกเถอะค่ะ ที่นี่เป็นพื้นที่ส่วนตัวของเรา”
“พื้นที่ส่วนตัว?” ศศินาหัวเราะเบาๆ ในลำคอ ก่อนจะลุกขึ้นยืนแล้วก้าวเข้ามาหาเธอช้าๆ “เธอคงไม่รู้สินะว่าสิ่งที่คิรากรกำลังปกป้องเธออยู่น่ะ มันไม่ได้มาจากความรักหรอก แต่มันคือ ‘พันธะ’ ที่ผูกมัดตระกูลนี้ไว้กับหายนะที่เธอเป็นคนนำมา!”
มือของศศินาเลื่อนมาคว้าต้นคอของรินรดาไว้แน่นอย่างรวดเร็ว กลิ่นอายของความอันตรายแผ่ซ่าน รินรดาพยายามขัดขืนแต่กลับถูกแรงมหาศาลผลักให้ถอยไปจนหลังกระแทกกับผนังห้อง
“คิรากร!” เสียงรินรดาร้องเรียกเมื่อเห็นเงาร่างสูงใหญ่ปรากฏขึ้นที่ประตู ดวงตาของเขาเบิกกว้างเมื่อเห็นศศินาอยู่กับเธอ
“ปล่อยเธอ!” คิรากรคำราม เขารีบพุ่งเข้าไปกระชากร่างศศินาออกมา แต่หญิงสาวกลับไม่สะทกสะท้าน เธอกลับหัวเราะร่าด้วยความสะใจ
“จะช่วยเธอเหรอ? งั้นก็ดูให้ดีนะคิรากร ว่าสิ่งที่เธอรัก... จะต้องพังทลายลงตรงหน้าคุณยังไง”
ในเสี้ยววินาทีนั้น ศศินาก็หยิบซองจดหมายสีขาวนวลขึ้นมาสะบัดออก เอกสารในนั้นปลิวว่อนไปทั่วห้อง มันไม่ใช่เอกสารธุรกิจ แต่มันคือรูปถ่ายที่รินรดาไม่เคยเห็น... รูปถ่ายของครอบครัวเธอที่ถูกแอบถ่ายในสภาพที่น่าอดสู และภาพของคิรากรที่กำลังทำข้อตกลงลับๆ กับศัตรูทางธุรกิจเพื่อแลกกับ ‘อิสรภาพ’ ของเธอ
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องอีกครั้ง คิรากรชะงักไป ความเย็นเยียบแล่นพล่านไปทั่วหัวใจเมื่อเห็นรินรดาหยิบรูปถ่ายเหล่านั้นขึ้นมาดู มือของเธอสั่นเทาขณะที่ดวงตาคู่หวานเอ่อคลอไปด้วยหยาดน้ำตาแห่งความผิดหวัง
“นี่คือ ‘พันธะ’ ของคุณเหรอคะ?” เสียงของรินรดาสั่นพร่า “ที่คุณบอกว่ารักฉัน... จริงๆ แล้วมันคือการแลกเปลี่ยนเพื่อชดใช้หนี้แค้นของตระกูลคุณใช่ไหม?”
คิรากรก้าวเข้าไปหาเธอ หวังจะคว้ามือเธอไว้ แต่รินรดากลับถอยห่างด้วยสายตาที่แตกสลาย ศศินายืนกอดอกมองภาพนั้นด้วยรอยยิ้มผู้ชนะ เธอหยิบไพ่ใบสุดท้ายขึ้นมาวางบนโต๊ะ... มันคือจดหมายลาออกของรินรดาที่ถูกเขียนขึ้นใหม่ด้วยลายมือที่เลียนแบบได้อย่างแนบเนียน พร้อมคำสารภาพว่าเธอคือสายลับที่ถูกส่งมาเพื่อทำลายเขา
ความวุ่นวายในใจของคิรากรพุ่งถึงขีดสุด เขาไม่อาจทนเห็นความเข้าใจผิดนี้กัดกินรินรดาไปมากกว่านี้ได้อีกแล้ว เขาพุ่งเข้าไปรวบตัวรินรดาเข้ามากอดแน่นแม้เธอจะพยายามขัดขืน
“ฟังฉันริน! เรื่องทั้งหมดนี้มันไม่ใช่ความจริง!” คิรากรตะโกนพลางก้มลงประกบริมฝีปากเธออย่างเร่าร้อน เพื่อสยบคำพูดใดๆ ที่จะทำร้ายจิตใจเขาทั้งสอง
มันไม่ใช่จูบที่อ่อนหวาน หากแต่เป็นจูบแห่งการเรียกร้องและครอบครอง คิรากรบดเบียดริมฝีปากลงไปอย่างหนักหน่วง ราวกับต้องการถ่ายทอดความจริงทั้งหมดผ่านทางลมหายใจที่ประสานกัน มือหนาเริ่มลูบไล้ไปตามแผ่นหลังบางอย่างรวดเร็วและดิบเถื่อน เขาอุ้มร่างบางขึ้นมาแล้วเดินตรงไปยังเตียงกว้างโดยไม่สนใจศศินาที่ยืนมองด้วยความแค้นเคือง
เขาโยนเธอลงบนฟูกนุ่มก่อนจะทาบทับลงไป ร่างกายของเขาร้อนผ่าวราวกับไฟที่กำลังลุกโชน ความโกรธแค้นต่อแผนการของศศินาบวกกับความหวงแหนที่มีต่อรินรดาทำให้ทุกสัมผัสของเขาในคืนนี้เต็มไปด้วยความหนักแน่นและเร่าร้อนอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
เขาก้มลงซุกไซ้ซอกคอหอมกรุ่น ปล่อยให้ความหอมหวานของรินรดาช่วยดับความว้าวุ่นในจิตใจ ร่างกายของรินรดาตอบสนองเขาอย่างลืมตัว ความอ่อนหวานของเธอกลายเป็นแรงดึงดูดที่ทำให้คิรากรแทบคลั่ง เขาปลดเปลื้องพันธนาการของเสื้อผ้าออกไปทีละชิ้นด้วยความชำนาญ ก่อนจะแทรกกายเข้าไปหาความอุ่นซ่านที่ปรารถนา
“อย่าทิ้งฉันไป... ได้โปรดริน” เขาพึมพำชิดใบหู ขณะที่ร่างกายของทั้งคู่ผสานเป็นหนึ่งเดียวอย่างรุนแรงและลึกซึ้ง ความหวามไหวที่เกิดขึ้นไม่ได้มาจากแค่ความต้องการทางกาย แต่เป็นความเจ็บปวดที่ต้องการจะผูกมัดอีกฝ่ายไว้กับหัวใจที่เต็มไปด้วยรอยร้าว
ท่ามกลางความมืดมิดและเสียงครางแผ่วหวานของรินรดา ศศินายังคงไม่เดินจากไป เธอยืนนิ่งอยู่ในเงามืดของห้อง สองมือที่กำแน่นค่อยๆ ผ่อนลงพร้อมกับรอยยิ้มที่น่าสะพรึงกลัว เธอหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดส่งข้อความไปยังคนนอกตระกูลเพียงสั้นๆ
‘เปิดประตูห้องนี้... ให้พวกนักข่าวเข้ามาเดี๋ยวนี้’
สิ้นเสียงสัญญาณส่งข้อความ ประตูห้องนอนที่ปิดสนิทก็ถูกแรงกระแทกจากภายนอกจนบานพับแทบพังทลาย เสียงแฟลชจากกล้องถ่ายรูปสาดส่องเข้ามาในห้องที่เต็มไปด้วยบรรยากาศวาบหวามของคู่รักที่กำลังตกอยู่ในห้วงอารมณ์ คิรากรผงะขึ้นทันที สัญชาตญาณสัตว์ร้ายในตัวเขาสั่งให้เขารีบคว้าผ้าห่มขึ้นมาคลุมร่างของรินรดาเอาไว้ แต่ทว่ามันสายเกินไป...
แสงแฟลชที่รัวกระหน่ำพร้อมกับเสียงกรีดร้องของรินรดา ทำให้รู้ตัวว่าคืนนี้... คือรอยร้าวที่ไม่มีวันซ่อมแซมได้อีกต่อไปแล้ว
เข็มฉายานิศหวังว่ารี้ดที่รักจะยังคงเคียงข้างรินรดาในสถานการณ์ที่บีบคั้นหัวใจเช่นนี้นะคะ ขอบพระคุณจากใจค่ะ
พันธะเร้นลับใต้เงาจันทร์•ตอนที่ 41
รอยร้าวครั้งสุดท้าย
ผลงานโดย เข็มฉายานิศ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เข็มฉายานิศ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พันธะเร้นลับใต้เงาจันทร์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!