“ถ้าจะเปิดลิ้นชักนั้นเพื่อหยิบปืน... ฉันแนะนำว่าให้เปลี่ยนใจเสียตอนนี้จะดีกว่านะคะ คิรากร”
น้ำเสียงของรินรดานิ่งสนิท ทว่าสั่นไหวอย่างยากจะควบคุม เธอไม่ได้หันกลับไปมองเขาที่ยืนแข็งค้างอยู่เบื้องหลัง หากแต่สายตาของเธอกำลังจับจ้องอยู่ที่เงาสะท้อนของเขาผ่านบานกระจกหน้าต่างสูงจรดเพดาน ที่สะท้อนภาพชายหนุ่มผู้ทรงอำนาจกำลังสูญเสียการควบคุม มือที่เคยกำอำนาจเหนือใครในวงการธุรกิจสั่นเทาอยู่เหนือที่จับลิ้นชักไม้มะฮอกกานีตัวนั้น
คิรากรนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะดึงมือกลับช้าๆ พลางผ่อนลมหายใจออกมาหนักหน่วง เขาก้าวเข้ามาใกล้เธอ ระยะห่างระหว่างทั้งคู่ลดน้อยลงจนเธอรับรู้ได้ถึงไอร้อนจากร่างสูงใหญ่ กลิ่นน้ำหอมกลิ่นไม้จันทน์จางๆ ของเขาที่เคยทำให้เธออุ่นใจ บัดนี้กลับให้ความรู้สึกเหมือนกำแพงที่หนาและสูงเสียดฟ้า
“ผมไม่ได้จะทำอะไรแบบนั้น” เขาเอ่ยเสียงพร่า มือหนาเอื้อมมาแตะที่หัวไหล่ของเธออย่างแผ่วเบา รั้งให้เธอหมุนตัวกลับมาเผชิญหน้า “แต่สิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นหน้าบ้านของเรา... มันไม่ใช่สิ่งที่ผมจะปล่อยให้มันทำร้ายคุณได้”
รินรดาแค่นยิ้ม ดวงตากลมโตสั่นระริก เธอสัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนจากฝีเท้าของผู้คนที่กำลังก้าวเข้ามาในโถงรับแขกด้านล่าง เสียงฝีเท้าที่คุ้นเคยเกินไป... เสียงที่เคยขังเธอไว้ในกรงขังแห่งความกตัญญูมานานหลายปี
“พวกเขามาแล้วสินะคะ” เธอพึมพำ ก่อนจะสะบัดไหล่เบาๆ เพื่อให้หลุดพ้นจากพันธนาการของเขา “อย่าลืมนะคะคิรากร ว่านี่คือเรื่องของ ‘ครอบครัว’ ของฉัน ไม่ใช่เรื่องธุรกิจของคุณ”
“ครอบครัวที่ทำลายคุณน่ะหรือ?” เขาถามเสียงเย็น แววตาคมกริบดุจเหยี่ยวคู่นั้นวาวโรจน์ด้วยความโกรธที่เขาสะกดไว้ “รินรดา ผมไม่ยอมให้ใครหน้าไหนมาพรากคุณไปจากผม โดยเฉพาะคนพวกนั้น”
ทว่าก่อนที่บทสนทนาจะดำเนินไปไกลกว่านั้น เสียงเคาะประตูก็หยุดลง พร้อมกับบานประตูห้องทำงานที่ถูกผลักออกโดยไม่มีการเชื้อเชิญ กลิ่นน้ำหอมราคาถูกปนควันบุหรี่จางๆ ลอยเข้ามาเตะจมูกทันที ร่างของชายวัยกลางคนในชุดสูทราคาแพงที่ดูไม่เข้ากับบุคลิกท่าทางอันหยาบกร้าน พร้อมกับหญิงวัยกลางคนที่สวมเครื่องประดับทองเส้นโตจนดูน่าเกลียดก้าวเข้ามา
“นึกว่าจะซ่อนตัวอยู่ในปราสาทหลังใหญ่แล้วจะลืมกำพืดตัวเองไปได้เสียอีกนะ รินรดา” เสียงของมารดาเลี้ยงดังขึ้นพร้อมรอยยิ้มเย้ยหยัน เธอไม่ได้มองคิรากรแม้แต่นิดเดียว สายตาของนางจดจ้องเพียงรินรดาด้วยความละโมบ
รินรดายืนตัวตรง แผ่นหลังเหยียดตรงราวกับกำลังเตรียมพร้อมรับมือกับสงคราม “ที่นี่ไม่ใช่ที่ที่พวกคุณควรจะมา... ฉันไม่มีอะไรเหลือให้พวกคุณแล้ว ทั้งเงิน ทั้งความกตัญญูที่พวกคุณเคยสูบกินไปจนหมดสิ้น”
“แหม พูดจาให้เกียรติคนให้กำเนิดกันบ้างสิ” ชายวัยกลางคนเดินตรงเข้ามาหาเธอ คิรากรก้าวขวางหน้าทันที แววตาของเขาเปลี่ยนเป็นดุดันจนอีกฝ่ายต้องชะงัก “ผมคิดว่าผมพูดชัดเจนแล้วนะในโทรศัพท์ ว่าอย่าให้เห็นหน้าคุณที่นี่อีก”
“โอ้... ท่านประธานผู้ยิ่งใหญ่” ชายผู้นั้นหัวเราะร่วนในลำคอ “ธุรกิจอสังหาฯ ของคุณมันอาจจะใหญ่โต แต่ถ้าข่าวฉาวเรื่องที่ว่า คุณเก็บเด็กสาวที่หนีคดีครอบครัวมาเลี้ยงดูปูเสื่อแบบผิดศีลธรรมแพร่ออกไป คุณคิดว่าหุ้นของคุณจะตกลงไปกี่จุดกันครับ?”
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องทำงานอันโอ่อ่า คิรากรกำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน รินรดารู้สึกเหมือนหัวใจถูกบีบจนแทบแหลกสลาย เธอรู้ดีว่าคำขู่ของพวกเขามีน้ำหนักมากเพียงใด หากคิรากรต้องเสียชื่อเสียงเพราะเธอ เธอจะไม่มีวันให้อภัยตัวเอง
“พวกคุณต้องการอะไร?” รินรดาถามเสียงเรียบ พยายามรักษาความมั่นคงในน้ำเสียง
“ง่ายมาก” หญิงวัยกลางคนก้าวเข้ามาใกล้ รอยยิ้มฉาบฉวยบนใบหน้านางดูน่าสะอิดสะเอียน “เซ็นเอกสารมอบสิทธิ์ในที่ดินผืนสุดท้ายที่แม่แกทิ้งไว้ให้เรา แล้วแกจะไปนอนกอดกับผู้ชายคนนี้ต่ออีกนานแค่ไหน เราก็จะไม่สนใจ... แต่ถ้าไม่... ข่าวลือเรื่อง ‘ผู้หญิงที่ขายตัวให้เศรษฐีเพื่อใช้หนี้แทนครอบครัว’ จะถูกแฉขึ้นพาดหัวข่าวหน้าหนึ่งในวันพรุ่งนี้ทันที”
คิรากรหันไปมองรินรดา สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความห่วงใยและร้อนรน เขากำลังจะเอ่ยปากโต้กลับ แต่รินรดากลับยกมือขึ้นห้ามเขาไว้ ดวงตาของเธอเปลี่ยนไป... มันไม่ใช่ความอ่อนแออีกต่อไป แต่เป็นความเด็ดเดี่ยวที่พร้อมจะแตกหัก
“คุณคิดว่าฉันจะกลัวเหรอคะ?” รินรดาก้าวออกมาจากหลังแผ่นหลังของคิรากร ดวงตาของเธอจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของมารดาเลี้ยง “ข่าวพวกนั้น... ฉันเป็นคนเขียนเอง ฉันเป็นคนส่งให้สำนักข่าวเองเสียตั้งแต่วินาทีที่ก้าวขาออกจากบ้านหลังนั้นแล้ว”
ความตกตะลึงปรากฏขึ้นบนใบหน้าของทั้งคู่ คิรากรเบิกตากว้างด้วยความคาดไม่ถึง
“พวกคุณอ่านข่าวหน้าหนึ่งของสัปดาห์ที่แล้วหรือเปล่าคะ?” รินรดาเหยียดยิ้ม “เรื่อง ‘ทายาทตระกูลพรรณรายที่ถูกทารุณกรรมทางจิตใจ’ น่ะ... ฉันเขียนมันขึ้นมาเองจากประสบการณ์ตรง ทุกหยดน้ำตาและทุกบาททุกสตางค์ที่พวกคุณโกงไป ถูกตีแผ่จนหมดเปลือกแล้ว”
“แก... แกทำแบบนี้ได้ยังไง!” มารดาเลี้ยงแผดเสียง พุ่งตัวเข้าหาเธออย่างบ้าคลั่ง แต่คิรากรเร็วกว่า เขาคว้าตัวนางเอาไว้ได้ทันก่อนที่จะถึงตัวรินรดา
“ออกไป” เสียงของคิรากรต่ำและทรงอำนาจจนน่าขนลุก “ถ้าพวกคุณยังไม่อยากเห็นชีวิตที่เหลืออยู่ในคุกฐานฉ้อโกงและทารุณกรรมผู้เยาว์ ก็รีบไสหัวไปก่อนที่ทนายของผมจะมาถึง”
เมื่อทั้งสองถูกลากตัวออกไป รินรดาก็ทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้หนังนุ่ม เธอรู้สึกหมดแรงแต่ทว่าโล่งใจอย่างบอกไม่ถูก มือหนาของคิรากรเอื้อมมาประคองใบหน้าเธอให้เงยขึ้นสบตา สายตาของเขามีทั้งความภาคภูมิใจและความรักที่เอ่อล้นออกมา
“คุณเก่งมาก รินรดา” เขาพึมพำ ก่อนจะประทับจูบลงบนหน้าผากเธออย่างอ่อนโยน ทว่าในจังหวะนั้นเอง เสียงโทรศัพท์มือถือของคิรากรที่วางอยู่บนโต๊ะก็ดังขึ้น หน้าจอแสดงชื่อที่ทำให้หัวใจของรินรดากระตุกวูบ
*‘ศศินา’*
คิรากรชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะเหลือบมองรินรดาด้วยสายตาที่ซับซ้อน เขารับสายพร้อมกับเดินเลี่ยงออกไปที่ระเบียง โดยไม่ทันสังเกตเห็นว่าบนหน้าจอโทรศัพท์ของเขายังคงปรากฏข้อความแจ้งเตือนที่เพิ่งเด้งขึ้นมาใหม่... ข้อความจากศศินาที่พิมพ์ค้างไว้ว่า
*‘ถ้าอยากให้ความลับเรื่องรินรดาไม่ถูกเปิดเผยมากกว่านี้... เรามีเรื่องต้องคุยกัน คิรากร... คืนนี้ที่โรงแรมเดิม’*
เข็มฉายานิศขอขอบพระคุณทุกท่านที่ติดตามร่วมเดินทางไปกับความรักที่แสนเปราะบางและเร่าร้อนของพวกเขานะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ
พันธะเร้นลับใต้เงาจันทร์•ตอนที่ 34
อดีตที่ตามมาหลอกหลอน
ผลงานโดย เข็มฉายานิศ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เข็มฉายานิศ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พันธะเร้นลับใต้เงาจันทร์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!