“คุณกำลังโกหกตัวเองอยู่ รินรดา... และที่แย่กว่านั้น คุณกำลังพยายามโกหกผม”
น้ำเสียงทุ้มต่ำของคิรากรที่ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันของระเบียงเรือนกระจกชั้นบนสุด ไม่ได้เจือไปด้วยความโกรธเกรี้ยวอย่างที่รินรดาคาดคิด แต่มันกลับเต็มไปด้วยกระแสความกดดันที่ทำให้ลมหายใจของเธอติดขัด เขาขยับกายเข้าใกล้จนกลิ่นกายสะอาดสะอ้านผสมกลิ่นน้ำหอมไม้กฤษณาจางๆ ของเขาห้อมล้อมเธอไว้ราวกับกรงขังที่มองไม่เห็น
รินรดาถอยหลังจนแผ่นหลังบางแนบชิดกับบานกระจกเย็นเฉียบ แสงจันทร์คืนวันเพ็ญสาดส่องลงมาอาบไล้ร่างสูงใหญ่ของชายหนุ่มที่ยืนตระหง่านอยู่ตรงหน้า เงาของเขาทาบทับลงมาปิดกั้นทางหนีทุกทิศทาง
“รินไม่ได้โกหก... เราสองคนต่างหากที่กำลังหลงทาง” เธอพยายามรวบรวมสติ แม้หัวใจจะเต้นรัวจนแทบกระดอนออกมานอกอก “คุณคิรากรคะ ทุกอย่างที่เกิดขึ้นมันเป็นแค่ความผิดพลาด เป็นแค่เรื่องของอารมณ์ชั่ววูบ...”
“อารมณ์ชั่ววูบงั้นหรือ?”
คิรากรแค่นหัวเราะในลำคอ มือหนาเอื้อมมาวางทาบลงบนบานกระจกข้างศีรษะเธอ กักขังร่างเล็กไว้ในวงแขน สายตาคมกริบดุจเหยี่ยวคู่นั้นกวาดมองใบหน้าหวานที่พยายามซ่อนความสั่นไหวอยู่ภายใต้ความนิ่งสงบ เขาโน้มใบหน้าลงมาจนปลายจมูกแทบจะสัมผัสกัน “ถ้ามันเป็นแค่ความผิดพลาด ทำไมทุกครั้งที่ผมมองตาคุณ ผมถึงเห็นความหวงแหนซ่อนอยู่ในนั้นล่ะ รินรดา?”
รินรดาเบือนหน้าหนี แต่คิรากรกลับใช้ปลายนิ้วเชยคางเธอขึ้นอย่างแผ่วเบาแต่หนักแน่น บังคับให้เธอต้องเผชิญหน้ากับความจริงที่เขาขุดคุ้ยขึ้นมา
“ริน... รินแค่กลัว” เสียงของเธอแผ่วเบาจนแทบจะกลืนหายไปกับเสียงลมหายใจ “รินกลัวการต้องเป็นเพียงแค่เงาของใครบางคน กลัวว่าความรักที่เริ่มจากความเร้นลับแบบนี้ สุดท้ายแล้วจะจบลงด้วยการที่รินต้องเจ็บปวดซ้ำรอยเดิม”
คิรากรนิ่งไปครู่หนึ่ง แววตาที่เคยแข็งกร้าวอ่อนแสงลงกลายเป็นความเว้าวอนที่ยากจะต้านทาน เขาไม่ได้ปฏิเสธ ไม่ได้แก้ตัว แต่มือที่สั่นเทาเล็กน้อยเมื่อแตะลงบนแก้มเนียนของเธอกลับให้คำตอบได้ดีกว่าคำพูดใดๆ
“ผมอาจจะดูเหมือนคนที่ไม่มีหัวใจ แต่ริน... ตั้งแต่คืนที่คุณก้าวเข้ามาในชีวิตผม กำแพงที่ผมสร้างไว้มันก็พังทลายลงทีละน้อย” เขาเลื่อนมือลงมาแตะที่ลำคอระหง ความร้อนจากฝ่ามือของเขาทำเอาผิวเนื้อของเธอสั่นสะท้าน “ผมไม่สนว่าใครจะมองเรายังไง หรืออดีตของผมจะเลวร้ายแค่ไหน แต่คืนนี้... ต่อหน้าจันทร์ดวงนี้ ผมขอแค่โอกาสเดียว ให้เราได้เลิกหลอกตัวเองเสียที”
เขาก้มลงประทับริมฝีปากลงมา ไม่ใช่การรุกรานที่เร่าร้อน แต่เป็นจูบที่เนิบนาบ ลึกซึ้ง และละเมียดละไม ราวกับต้องการประทับตราจองไว้ในจิตวิญญาณ รินรดาหลับตาลง ปล่อยให้ตัวเองจมดิ่งไปกับสัมผัสที่เปี่ยมไปด้วยความโหยหา มือบางที่เคยผลักไสเปลี่ยนเป็นกำเสื้อเชิ้ตของเขาไว้แน่น เธอตอบรับความนุ่มนวลนั้นด้วยความจำนนต่อหัวใจตนเองอย่างหมดสิ้น
สัมผัสของเขาซับซ้อนและเร้นลับราวกับพันธะสัญญาที่ไม่มีวันคลี่คลาย จูบที่แฝงไปด้วยรสชาติของความรักที่ก่อตัวขึ้นท่ามกลางเศษซากของอดีตที่เจ็บปวด ในช่วงเวลาที่บรรยากาศกำลังจะล่วงเลยไปสู่ความหวามไหวที่ไม่อาจยับยั้งได้นั้นเอง...
เสียงฝีเท้าหนักๆ ที่คุ้นเคยของรองเท้าส้นสูงก็ดังแทรกเข้ามาในความเงียบสงัด เสียงนั้นหยุดลงตรงหน้าประตูระเบียง ก่อนที่ร่างระหงของหญิงสาวในชุดเดรสสีแดงเพลิงจะปรากฏตัวขึ้นพร้อมรอยยิ้มที่กรีดลึกไปถึงดวงตา
“ว้าว... ดูเหมือนฉันจะมาขัดจังหวะช่วงเวลาแสนหวานของพวกคุณเข้าสินะคะ?”
ศศินายืนกอดอก พิงกรอบประตูด้วยท่าทางที่เต็มไปด้วยความเย่อหยิ่ง ดวงตาของเธอจ้องมองรินรดาด้วยความเกลียดชังที่ปิดไม่มิด ก่อนจะเปลี่ยนมาส่งสายตาออดอ้อนไปยังคิรากรที่รีบผละห่างจากร่างของหญิงสาว
“คิรากรคะ... พรุ่งนี้มีงานเลี้ยงการกุศลที่คุณสัญญาว่าจะไปกับศศิ คุณคงไม่ลืมไปแล้วใช่ไหมคะ ว่า ‘คู่ควง’ ที่แท้จริงของคุณน่ะเป็นใคร?”
คิรากรขมวดคิ้วแน่น แววตาของเขาเปลี่ยนเป็นเย็นชาขึ้นทันควันในขณะที่รินรดารู้สึกเหมือนหัวใจถูกกระชากลงสู่หุบเหวอีกครั้ง
เข็มฉายานิศขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางดำดิ่งไปกับความลึกลับและเปราะบางของความรักในครั้งนี้ด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนต่อไปค่ะ
พันธะเร้นลับใต้เงาจันทร์•ตอนที่ 13
จูบสัญญา
ผลงานโดย เข็มฉายานิศ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เข็มฉายานิศ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พันธะเร้นลับใต้เงาจันทร์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!