เวทมนตร์ดีบัฟกับจอมขมังเวทย์ที่ไม่มีใครมองเห็น•ตอนที่ 5

ดีบัฟไร้เสียง

ผลงานโดย อาร์เธอร์มนตราสวรรค์
เสียงรองเท้าหนังกระทบพื้นหินอ่อนในลานประลองกลางแจ้งดังสะท้อนก้องกังวาน ท่ามกลางสายตาของเหล่านักเรียนปีหนึ่งนับร้อยคนที่กำลังจดจ้องมายังจุดเดียวกัน บนเวทียกพื้นสูง บัดนี้ร่างของ "คาร์ล" บุตรชายขุนนางตระกูลอัคคีภัยกำลังยืนแผ่ไอความร้อนระอุออกมาจากตัวจนอากาศรอบข้างบิดเบี้ยวเป็นคลื่น เขากำลังหอบหายใจเล็กน้อยด้วยความโกรธเกรี้ยว ดวงตาสดสีเพลิงจ้องมองตรงไปยังคู่ต่อสู้ที่ยืนอยู่ห่างออกไปเพียงห้าก้าวด้วยความรู้สึกเหลืออด "แก... ทำไมไม่ยอมชักไม้กายสิทธิ์ออกมาสักที, เซน!" คาร์ลคำรามลั่น เสียงของเขาแหบพร่าด้วยความอัดอั้นตันใจ ตลอดเวลาสามนาทีที่ผ่านมานับตั้งแต่กรรมการให้สัญญาณเริ่มการประลอง เขาร่ายเวทมนตร์โจมตีระดับกลางไปแล้วไม่ต่ำกว่าห้าบท ทั้ง "หอกเพลิงทลายศิลา" และ "พายุสุริยะจำลอง" แต่กลับไม่มีเวทมนตร์บทไหนแตะต้องตัวเด็กหนุ่มผมดำผู้ยืนเอามือล้วงกระเป๋าเสื้อคลุมอยู่ตรงหน้าได้เลยแม้แต่ปลายเส้นผม ไม่ใช่เพราะเซนมีความเร็วเหนือมนุษย์ หรือมีบาตรเวทป้องกันที่แข็งแกร่งจนน่ากลัว... แต่เป็นเพราะ "จังหวะ" ของคาร์ลต่างหากที่พังทลายลงทีละเล็กทีละน้อยอย่างไร้สาเหตุ เซนไม่ได้ขยับหนีด้วยซ้ำ เขากลับเดินเอื่อยเฉื่อยเข้าหาช้าๆ ราวกับกำลังเดินเล่นในสวนหลังบ้าน ดวงตาสีดำสนิทคู่นั้นกวาดมองสำรวจความผิดปกติทางกายภาพของคู่ต่อสู้ด้วยสัญชาตญาณอันเฉียบคม ตรรกะและระบบความคิดในหัวของเขาทำงานอย่างรวดเร็วดั่งกลไกนาฬิกาจักรกลชั้นเลิศ ทุกครั้งที่คาร์ลสูดหายใจเข้าลึกเพื่อเตรียมร่ายเวทบทใหม่ เซนจะขยับตัวเพียงเล็กน้อย—บางครั้งเป็นการเอียงศีรษะสามองศา บางครั้งเป็นการก้าวเท้าซ้ายออกไปข้างหน้าก่อนเวลาอันควรเพียงเสี้ยววินาที หรือบางครั้งก็แค่การกระแอมในลำคอด้วยโทนเสียงต่ำที่สั่นประสาท การกระทำอันเรียบง่ายไร้พิธีรีตองเหล่านั้น กลับส่งผลกระทบต่อสมาธิของคาร์ลอย่างรุนแรง กลไกเวทมนตร์ในกระแสมานานของคาร์ลเกิดอาการสะดุด ราวกับฟันเฟืองสองตัวที่ขบกันไม่ลงตัว ส่งผลให้เวทมนตร์ที่ควรจะระเบิดออกอย่างรุนแรง กลับด้านสลายกลายเป็นเพียงควันสีเทาจางๆ ไปเสียดื้อๆ "ความโกรธทำให้การไหลเวียนของมานาในเส้นเลือดฝอยบริเวณขมับขวาของคุณติดขัดนะครับ คาร์ล" เซนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียաբเรื่อยและสุภาพ นัยน์ตาฉายแววขบขันเล็กน้อยแต่ยังคงความจริงจังไว้ครบถ้วน "ถ้าคุณยังฝืนรวบรวมพลังเวทย์ธาตุไฟโดยไม่ยอมผ่อนลมหายใจออกมาก่อน อีกสามวินาทีข้างหน้า... แขนขวาของคุณจะเกิดอาการชาชั่วคราวเนื่องจากความร้อนสะสมในกล้ามเนื้อนะ" "หุบปาก! แกมันก็แค่ไอ้พวกไร้พลังที่ใช้ตอดเล็กตอดน้อยน่ารำคาญ!" คาร์ลแผדเสียงลั่นด้วยความฉุนเฉียว เขาไม่สนคำเตือนนั้นอีกต่อไป สัญชาตญาณดิบของนักรบเวทย์สั่งให้เขาเหวี่ยงหมัดขวาที่ห่อหุ้มด้วยเปลวเพลิงสีแดงฉานพุ่งเข้าใส่ใบหน้าของเซนตรงๆ โดยไม่ร่ายคาถาเวทมนตร์ซับซ้อนใดๆ อีกแล้ว หวังจะใช้กำลังกายและความร้อนเผาผลาญอีกฝ่ายให้สิ้นซากในหมัดเดียว เสียงฮือฮาดังขึ้นจากอัฒจันทร์รอบสนาม ลีร่า ซึ่งยืนกอดอกลุ้นอยู่บริเวณขอบเวทมนตร์ถึงกับเผลอกำชายเสื้อคลุมของตัวเองแน่น นัยน์ตาคู่สวยเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความตกใจ แม้เธอจะรู้ว่าเซนมีความสามารถในการวิเคราะห์จุดอ่อนของคู่ต่อสู้ได้อย่างน่าทึ่ง แต่การรับมือกับการโจมตีระยะประชิดด้วยกำลังกายล้วนๆ โดยไม่มีแม้แต่เวทย์ป้องกันนั้น... มันเสี่ยงเกินไปแล้ว ทว่า... เซนกลับไม่มีท่าทีตื่นตระหนกเลยแม้แต่น้อย ในเสี้ยววินาทีที่หมัดเพลิงพุ่งเข้ามาใกล้จนสัมผัสได้ถึงไอความร้อนลวกผิวหน้า เซนไม่ได้หลบไปด้านข้างตามสัญชาตญาณการเอาตัวรอดทั่วไป เขากลับก้าวเท้าขวาเข้าไปหาศูนย์กลางแรงเหวี่ยงของคาร์ลอย่างแม่นยำ ปลายเท้าของเขาแตะลงบนจุดอับสายตาพอดี พร้อมกับยกศอกซ้ายขึ้นกระแทกเข้าที่เส้นประสาทบริเวณข้อศอกของคาร์ลด้วยน้ำหนักที่ไม่มากไม่น้อยจนเกินไป—แต่แม่นยำราシャルศัลยแพทย์ลงมีด *ปั๊ก!* เสียงเนื้อกระทบกันเบาๆ แต่กลับมีพลังทำลายล้างกระบวนท่าทั้งหมดของคาร์ลได้อย่างราบคาบ แรงกระแทกจุดสำคัญทำให้แขนขวาที่กำลังพุ่งมาต้องชะงักง้วงและทิ้งน้ำหนักลงทันที ความเจ็บแปล๊บแล่นริ้วขึ้นจากข้อศอกสู่หัวไหล่ ส่งผลให้คาร์ลเสียการทรงตัวอย่างกะทันหัน ร่างกายหมุนคว้างไปครึ่งรอบก่อนจะล้มคะมำลงไปกองกับพื้นเวทีเสียงดังสนั่น ความเงียบสงบเข้าปกคลุมลานประลองชั่วขณะ ทุกสายตาจ้องมองภาพนั้นด้วยความไม่อยากเชื่อ คาร์ล นักเรียนหัวกะทิผู้ครอบครองพลังธาตุไฟอันดุเดือด ถูกโค่นลงได้โดยที่คู่ต่อสู้ยังไม่ได้ร่ายเวทมนตร์โจมตีแม้แต่บทเดียว! เซนยืนมองคู่ต่อสู้ที่กำลังพยายามยันกายลุกขึ้นด้วยความสะบักสะบอม เขาก้มตัวลงเล็กน้อยอย่างมีมารยาท พร้อมกับยื่นมือข้างหนึ่งออกไปเพื่อจะช่วยพยุงอีกฝ่ายขึ้นมาตามวิสัยทัศน์ของสุภาพบุรุษ "การประลองไม่ได้ตัดสินกันที่ปริมาณมานาเสมอไปหรอครับ คาร์ล" เซนกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลและเป็นกันเอง "บางครั้ง... การรู้ว่าควรจะหยุดหรือขยับตัวตรงไหน ก็มีค่ามากกว่าเวทมนตร์ระดับสูงเสียอีกนะครับ" คาร์ลกัดฟันกรอดด้วยความเจ็บใจ แม้เขาจะอยากปัดมือของเซนทิ้งแค่ไหน แต่ความจุกและอาการชาที่ยังหลงเหลืออยู่ที่แขนก็ทำให้เขาทำได้เพียงยอมรับความพ่ายแพ้แต่โดยดี เขาเอื้อมมือไปจับมือของเซนแล้วปล่อยให้ดึงขึ้นยืน แม้สีหน้าจะยังเต็มไปด้วยความไม่สบอารมณ์ก็ตาม เสียงปรบมือประปรายเริ่มดังขึ้นจากกลุ่มนักเรียน ก่อนจะเปลี่ยนเป็นเสียงฮือฮาเซנקลียวเมื่ออาจารย์ผู้คุมสอบประกาศผลการประลอง ขณะที่เซนกำลังหันหลังเตรียมเดินลงจากเวทีเพื่อไปหาลีร่าที่ยืนรออยู่ สายตาก็เหลือบไปเห็นเงาดำทึบเคลื่อนไหวอย่างผิดปกติบริเวณระเบียงชั้นสองของอาคารเรียนเวทมนตร์โบราณที่อยู่ติดกับลานประลอง ร่างนั้นสวมฮู้ดสีเทาเข้มจนกลืนไปกับผนังหิน แต่สิ่งดึงดูดความสนใจของเซนไม่ใช่รูปลักษณ์ภายนอก... มันคือแสงสีฟ้าจางๆ ที่กะพริบอยู่เหนือศีรษะของบุคคลปริศนาคนนั้นต่างหาก ดวงตาสีดำสนิทหรี่ลงเล็กน้อยด้วยความสงสัย กลไกในหัวเริ่มประมวลผลทันทีเมื่อเสียงเตือนอันคุ้นเคยดังขึ้นในโสตประสาทของสมอง โดยไม่มีเสียงจากภายนอกมารบกวน *(ติ๊ง! ตรวจพบความผิดปกติของสนามพลังมานาภาระระดับสูง)* *(คำเตือน: เป้าหมายไม่ระบุตัวตนกำลังใช้ "เวทมนตร์ต้องห้าม" เจาะ1ร_ค_ม_า_น_า_ข_อ_ง_โ_ร_ง_เ_ร_ี_ย_น)* *(ระบบภารกิจพิเศษระดับ SSS: "เงาสีเทาแห่งหอคอยร้าง" ถูกเปิดใช้งานอัตโนมัติ...)* ก่อนที่เซนจะทันได้อ่านรายละเอียดทั้งหมดของภารกิจ บรรยากาศรอบตัวก็เปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน ลมพายุหมุนขนาดเล็กก่อตัวขึ้นกลางลานประลองอย่างไร้ที่มา พร้อมกับเสียงกระซิบอันเย็นเยียบที่ดังขึ้นข้างใบหูของเขาโดยตรง— *"...เจอตัวแล้ว เจ้าหนูผู้มองเห็นรอยต่อของโลกใบนี้"* ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาถึงบรรทัดนี้นะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปนะครับ --- ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ติดตามอ่านตอนที่ 5 ของ "เวทมนตร์ดีบัฟกับจอมขมังเวทย์ที่ไม่มีใครมองเห็น" นะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปนะครับ
สารจากนักเขียน (อาร์เธอร์มนตราสวรรค์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เวทมนตร์ดีบัฟกับจอมขมังเวทย์ที่ไม่มีใครมองเห็น นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%