เวทมนตร์ดีบัฟกับจอมขมังเวทย์ที่ไม่มีใครมองเห็น•ตอนที่ 6

มิตรภาพท่ามกลางกองหนังสือ

ผลงานโดย อาร์เธอร์มนตราสวรรค์
กลิ่นอายของกระดาษโบราณและฝุ่นผงที่ลอยวนเวียนอยู่ใต้แสงจันทร์ซึ่งสาดส่องผ่านกระจกสีลายวิจิตรของหอสมุดหลวง คือสิ่งเดียวที่พอจะช่วยเยียวยาสติสัมปชัญญะของคนที่นอนไม่หลับมาสามคืนติดต่อกันได้ในยามวิกาลเช่นนี้ "ถ้าคุณยังเปิดหน้าหนังสือเล่มนั้นด้วยความเร็วเท่าเดิมอีกสบรอบ เกรงว่าเวทมนตร์รักษาบนสันปกคงจะเสื่อมสลายไปก่อนที่เราจะได้ข้อสรุปอะไรนะครับ ลีร่า" เสียงทุ้มต่ำแต่นุ่มนวลดังขึ้นจากมุมมืดหลังชั้นหนังสือหมวดประวัติศาสตร์เวทมนตร์ยุคบุกเบิก เซนก้าวเท้าออกมาอย่างเงียบเชเชียบ มือขวาถือตะเกียงเวทมนตร์ที่หรี่แสงลงเหลือเพียงระดับพอเห็นเค้าโครงโครงหน้า เพื่อไม่ให้ดึงดูดสายตาของอาจารย์เวรตรวจตึก ลีร่าสะดุ้งเล็กน้อย เผลอปล่อยมือจากตำราปกหนังสีนิลเล่มหนาที่เธอกำลังกวาดสายตาอ่านซ้ำแล้วซ้ำเล่า ดวงตาสีฟ้าครามคู่สวยไหววับด้วยความตกใจระคนโล่งอก ก่อนจะปรับสีหน้าให้กลับมาเรียบเฉยตามวิสัยของทายาทตระกูลขุนนางน้ำแข็ง "นาย... มาทำอะไรที่นี่ เซน? นี่มันเวลาตีสองแล้วนะ ห้องสมุดต้องห้ามชั้นใต้ดินระดับสามไม่ใช่สถานที่ที่นักเรียนปีหนึ่งจะเดินเล่นได้ตามอำเภอใจ" ลีร่าเอ่ยเสียงกระซิบลอดไรฟัน พยายามควบคุมน้ำเสียงไม่ให้สั่นไหว แม้ว่าหัวใจของเธอจะเต้นรัวด้วยความร้อนรนบางอย่างที่ปิดไม่มิด เซนยิ้มมุมปากเล็กน้อย นัยน์ตาส่อแวววิเคราะห์อย่างเฉียบคม เขาสังเกตเห็นรอยคล้ำใต้ดวงตาของเด็กสาวตรงหน้า รวมถึงรอยยับย่นที่มุมปกหนังสือที่ถูกเปิดค้างไว้ หน้ากระดาษนั้นเต็มไปด้วยรอยขีดเขียนด้วยหมึกเวทมนตร์สีเงิน ซึ่งเป็นบันทึกส่วนตัวของจอมขมังเวทย์โบราณผู้หนึ่ง "ถ้าผมไม่มา คุณก็คงจะนั่งขุดคุ้ยเรื่อง 'คำสาปแห่งการไร้ตัวตน' จนถึงรุ่งสางโดยไม่ได้อะไรกลับไปเลย นอกจากอาการปวดหัวและเกรี้ยวกราดใส่คนรอบข้างในคาบเรียนปรุงยาพรุ่งนี้แน่นอนครับ" เซนวางตะเกียงลงบนโต๊ะไม้โอ๊กตัวใหญ่ แล้วดึงเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามมานั่งลงอย่างถือวิสาสะ ลีร่าเม้มริมฝีปากแน่น เธอกำลังลังเลว่าจะปิดบังหรือยอมรับความจริงดี ความจริงที่ว่า... เธอแอบลักลอบเข้ามาที่นี่เพื่อหาเบาะแสเกี่ยวกับอาการแปลกประหลาดของเซนตั้งแต่วันแรกที่เขาใช้เวทมนตร์ดีบัฟปริศนานั่นใส่เธอในลานประลอง อาการที่ทำให้คนทั้งสนามมองข้ามตัวตนของเขาไปชั่วขณะ มันไม่ใช่เวทมนตร์สามัญประจำสถาบันแน่นอน และตระกูลของเธอก็มีบันทึกบางอย่างที่เชื่อมโยงกับเรื่องนี้ "นายรู้ได้อย่างไรว่าฉันกำลังหาเรื่องอะไรอยู่?" ลีร่าถามเสียงเบา หันมาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเด็กหนุ่ม "การที่คุณยอมแหกกฎข้อที่สิบสองของหอสมุด ยอมเสี่ยงถูกหักคะแนนความประพฤติ และยอมทนกลิ่นอัปมลของวิญญาณบรรณารักษ์เฝ้าชั้นหนังสือ... เหตุผลมีเพียงอย่างเดียวคือ คุณกำลังสงสัยว่าตระกูลเวทย์น้ำแข็งของคุณอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับ 'บางสิ่ง' ที่ถูกลบหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์" เซนตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย แต่ทุกคำพูดราวกับมีน้ำหนักกดทับจิตใจของคู่สนทนาให้จำยอมรับ ลีร่าสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อตั้งสติ ความฉลาดเป็นกรดและความสามารถในการอ่านใจคนของเซน มักจะทำให้เธอรู้สึกอึดอัดทุกครั้ง แต่นั่นแหละคือสิ่งที่ทำให้เธอปฏิเสธไม่ได้ว่า... เขาคือคนเดียวในโรงเรียนเวทมนตร์แห่งนี้ที่ตามทันความคิดของเธอ "ใช่... ฉันกำลังหาบันทึกของท่านเคานต์วัล도 ผู้ก่อตั้งตระกูลย่อยสายเหนือ บันทึกที่บอกเล่าถึง 'เวทมนตร์ที่ถูกลืม' เวทมนตร์ที่ไม่ได้สร้างความเสียหายทางกายภาพ แต่มันบิดเบือนการรับรู้ของมนุษย์" ลีร่าตัดสินใจเปิดปากพูดความจริงออกมาในที่สุด มือเรียวบางพลิกหน้ากระดาษไปที่หน้าซึ่งมีรอยเปื้อนคราบหมึกเก่าคร่ำคร่า "หน้าพวกนี้ถูกฉีกออกไป นายเห็นรอยต่อตรงสันหนังสือไหม? มันเพิ่งถูกทำลายด้วยเวทมนตร์ความร้อนสูงเมื่อไม่นานมานี้เอง" เซนโน้มตัวไปข้างหน้า สายตากวาดมองรอยแผลบนกระดาษอย่างพินิจพิเคราะห์ ตรรกะในหัวเริ่มประมวลผลกลไกของเวทมนตร์ที่ถูกทิ้งร่องรอยไว้ ระบบแจ้งเตือนสีฟ้าจางๆ ปรากฏขึ้นในคลองสายตาของเขาโดยอัตโนมัติ—แต่นี่ไม่ใช่เวลาที่จะมาสนใจค่าสถานะ เพราะสิ่งที่อยู่ตรงหน้าเขากำลังบอกว่า มี 'ใครบางคน' กำลังพยายามปกปิดความลับเดียวกันนี้อยู่ "รอยไหม้นี้ไม่ใช่เวทมนตร์ไฟทั่วไปครับ ลีร่า" เซนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่จริงจังขึ้นเป็นครั้งแรก นิ้วเรียวยาวชี้ไปยังขอบกระดาษที่เกรียมเป็นสีฟ้าคราม "นี่คือร่องรอยของ 'เปลวเพลิงน้ำแข็งวิญญาณ' มีเพียงผู้อาวุโสระดับสูงของสภาหกขุนนางเท่านั้นที่ถือครองอักขระนี้ได้" ดวงตาสีฟ้าของลีร่าเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย "ท่านพ่อ... หรือว่าผู้อาวุโสในสภา?" "พวกเขากำลังตามล่าร่องรอยของเวทมนตร์ดีบัฟแบบเดียวกับที่คุณสงสัย" เซนพูดสรุปอย่างใจเย็น แต่ทว่าในวินาทีนั้นเอง บรรยากาศรอบตัวในห้องสมุดใต้ดินก็พลันเปลี่ยนไป อุณหติลดฮวบลงจนลมหายใจกลายเป็นไอสีขาว ประทีปตะเกียงเวทมนตร์กะพริบถี่รัวก่อนจะดับวูบลงพร้อมกันทั้งหมด ความมืดมิดเข้าโอบล้อมทั้งสองคนในชั่วพริบตา มีเพียงแสงจันทร์สลัวที่ลอดผ่านหน้าต่างด้านบนเท่านั้นที่ยังทำหน้าที่ส่องสว่าง "เซน..." ลีร่าขยับเข้ามาใกล้โดยไม่รู้ตัว มือเรียวเอื้อมไปจับชายเสื้อของเด็กหนุ่มไว้แน่น สัญชาตญาณของนักเวทย์สายต่อสู้บอกเธอว่าพวกเขากำลังตกอยู่ในอันตราย เซนยกมือซ้ายขึ้นห้ามไม่ให้เธอขยับตัวไปไหน นัยน์ตาสีดำสนิทกวาดมองไปตามความมืดระหว่างชั้นหนังสือ เขาสัมผัสได้ถึงแรงกดดันมหาศาลที่กำลังคืบคลานเข้ามา แรงกดดันที่ไม่ได้มาจากเวทมนตร์โจมตี แต่มันคือ "เขตอาคมสะกดรอย" ที่ถูกกางกั้นไม่ให้ใครหนีรอดออกไปได้ เสียงฝีเท้าหนักหน่วงและเชื่องช้าดังสะท้อนก้องกังวานจากทางเดินมืดมิดเบื้องล่าง—*ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก...*—มันไม่ใช่เสียงของมนุษย์ธรรมดา แต่เป็นเสียงเกราะเหล็กกระทบกับพื้นหินอ่อนโบราณ เงาร่างมหึมาปรากฏขึ้นที่ปลายทางเดิน เงาดำทมิฬที่แผ่ไอความเย็นยะเยือกออกมาจนน้ำค้างแข็งเกาะตามชั้นหนังสือรอบตัว ร่างนั้นก้าวออกมาจากความมืด เปิดเผยให้เห็นใบหน้าที่สวมหน้ากากเหล็กไร้รอยต่อ และในมือถือดาบยาวโบราณที่สลักอักขระเวทมนตร์สีเลือด "พบเป้าหมายแล้ว... ผู้ฝ่าฝืนกฎแห่งความเงียบ" เสียงแหบพร่าราวกับมาจากก้นบึ้งของหลุมศพดังขึ้น พร้อมกับแรงกดดันระดับมหาศาลที่กดทับลงบนบ่าของเซนและลีร่าจนแทบทรุดฮวบลงไปกองกับพื้น ลีร่ากัดฟันกรอด รวบรวมพลังมานาสีฟ้าเพื่อเตรียมเรียกคทาประจำตัวออกมา แต่เซนกลับเอื้อมมือไปแตะไหล่เธอเบาๆ สัญญาณห้ามปรามที่สื่อความหมายชัดเจนว่า *'ยังก่อน'* เด็กหนุ่มค่อยๆ ยืนขึ้นเผชิญหน้ากับเงาทมิฬนั้น รอยยิ้มเย็นเยียบปรากฏขึ้นที่มุมปากของเขา ท่ามกลางสถานการณ์ที่แขวนอยู่บนเส้นด้ายระหว่างความเป็นกับความตาย "สภาหกขุนนางส่ง 'ผู้พิพากษาไร้เงา' มาจัดการเด็กปีหนึ่งสองคนถึงห้องสมุดใต้ดิน..." เซนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบสนิท ไร้ซึ่งความหวาดกลัวแม้แต่น้อย ดวงตาสะท้อนภาพดาบสีเลือดที่กำลังเงื้อขึ้นสูง "ดูท่าทางความลับที่พวกคุณพยายามซ่อนไว้ มันคงจะยิ่งใหญ่กว่าที่ผมคาดไว้เยอะเลยสินะครับ" เงาทมิฬชะงักฝีเท้าลงเล็กน้อยเมื่อได้ยินประโยคดังกล่าว ดาบสีเลือดในมือหยุดค้างกลางอากาศ ก่อนที่เสียงหัวเราะต่ำๆ น่าขนลุกจะดังลอดออกมาจากหน้ากากเหล็กนั้น "เจ้าเด็กโง่... เจ้าคิดว่าเจ้ากำลังเล่นสนุกกับใครอยู่?" เสียงนั้นคำรามก้อง และในวินาทีถัดมา หน้ากากเหล็กก็ค่อยๆ เลื่อนเปิดออก เผยให้เห็นใบหน้าที่ทำให้ลีร่าต้องกรีดร้องออกมาด้วยความตกใจสุดขีด— ขอขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางและไขปริศนาไปพร้อมกับมิตรภาพที่กำลังก่อตัวขึ้นในค่ำคืนอันมืดมิดนี้ครับ — อาร์เธอร์มนตราสวรรค์
สารจากนักเขียน (อาร์เธอร์มนตราสวรรค์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เวทมนตร์ดีบัฟกับจอมขมังเวทย์ที่ไม่มีใครมองเห็น นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%