เวทมนตร์ดีบัฟกับจอมขมังเวทย์ที่ไม่มีใครมองเห็น•ตอนที่ 14

สนามประลองใต้ดิน

ผลงานโดย อาร์เธอร์มนตราสวรรค์
"ห้ามใช้เวทย์สายฟ้าเด็ดขาด... ถ้าไม่อยากให้วงจรมานาในร่างกายของเธอแหลกสลายไปเสียก่อน" เสียงกระซิบแผ่วเบาแต่เฉียบคมดังขึ้นท่ามกลางความมืดมิดของอุโมงค์อิฐบล็อกเก่าคร่ำคร่า กลิ่นอับชื้นของดินและคราบสนิมเหล็กคละคลุ้งอยู่ในบรรยากาศที่กดดันจนแทบหายใจไม่ออก เซนยืนพิงเสาหินอัคนีที่สลักลวดลายเวทย์โบราณ แววตาภายใต้กรอบแว่นโลหะสะท้อนแสงสีฟ้าสลัวจากผลึกเวทย์ที่ติดอยู่ตามผนัง เขากำลังใช้ปลายนิ้วเคาะเบาๆ ลงบนด้ามไม้เท้าสีดำสนิท เป็นจังหวะที่แสดงถึงความใจเย็นอย่างน่าประหลาดใจท่ามกลางสถานการณ์อันตราย ลีร่ายืนอยู่เบื้องหน้า เธอหอบหายใจถี่กระชั้น หยาดเหงื่อเม็ดโตไหลย้อยลงตามกรอบหน้าคมคาย มือเรียวบางสั่นระริกเล็กน้อยขณะที่พยายามควบคุมละอองความเย็นไม่ให้หลุดรอดจากฝ่ามือ การประลองรอบคัดเลือกของสถาบันเวทย์มนตร์อาร์เคเมียไม่ได้จัดขึ้นบนลานกว้างที่สวยงามตามระเบียบปฏิบัติ ทว่ามันถูกซ่อนลึกอยู่ใต้ดินชั้นที่สาม—สถานที่ซึ่งกฎหมายของสถาบันเอื้อมไม่ถึง และเดิมพันเดียวที่มีค่าคือลมหายใจ "นายรู้ได้ยังไง..." ลีร่าเค้นเสียงลอดไรฟัน สายตาดุจพญาอินทรีมองตรงไปยังประตูเหล็กบานยักษ์เบื้องหน้า ที่ซึ่งเสียงคำรามต่ำๆ ของคู่ต่อสู้ดังสะท้อนก้องกังวาน "รายงานการวิเคราะห์ของสภาเวทย์บอกว่า เวทย์สายฟ้าคือจุดอ่อนของโกเลมเหล็กไหลตัวนั้น" "รายงานพวกนั้นเขียนขึ้นโดยพวกนั่งเทียนเขียนในห้องแอร์ครับ" เซนยิ้มมุมปาก รอยยิ้มที่มักทำให้คู่สนทนารู้สึกหมั่นไส้พอๆ กับทึ่งในเวลาเดียวกัน "พวกเขามองเห็นแค่ธาตุและการแพ้ทางทางกายภาพ แต่ไม่เคยสังเกตเลยว่า 'วงจรดีบัฟ' ที่ผมฝังไว้ในตัวมันเมื่อสิบนาทีที่แล้วกำลังกัดกินแกนกลางมานาอยู่ หากเธอใช้สายฟ้ากระตุ้นเข้าไปตอนนี้ มันไม่ใช่การทำลายครับ... แต่มันคือการชาร์จพลังงานให้มันต่างหากล่ะ" ลีร่าเม้มริมฝีปากแน่นจนซีดขาว ความหยิ่งทะนงในฐานะทายาทตระกูลขุนนางน้ำแข็งเกือบทำให้เธอตัดสินใจผิดพลาดไปชั่วพริบตา เธอมองเด็กหนุ่มผู้ไม่เคยมีชื่อเสียงเรียงนามคนนี้ด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน ตั้งแต่เหตุการณ์ในหอคอยวิจัยวันนั้น เซนได้พิสูจน์ให้เห็นซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า ตรรกะและการสังเกตรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ สามารถโค่นล้มผู้ใช้เวทย์ระดับสูงที่มีมานาเหนือกว่านับสิบเท่าได้อย่างไร "ถ้าอย่างนั้น... นายจะให้ฉันทำอะไร?" ลีร่าเอ่ยถามเสียงเรียบ แต่แฝงความยอมจำนนไว้ลึกๆ "ง่ายมากครับ" เซนก้าวเท้าเดินผ่านไหล่เธอไปยืนอยู่แถวหน้า ดวงตาสีเข้มหรี่ลงเล็กน้อยเพื่อคำนวณระยะห่าง "แค่ใช้เวทย์น้ำแข็งระดับศูนย์ 'เกล็ดน้ำค้างอัมพาต' เคลือบไว้ที่พื้นผิวของมัน... แล้วปล่อยให้ส่วนที่เหลือเป็นหน้าที่ของผม" *ครืนนน—!* เสียงกลไกโบราณส่งเสียงร้องคำรามลั่น ประตูเหล็กหนาเตอะค่อยๆ เลื่อนเปิดออก เผยให้เห็นแสงไฟสีแดงฉานสาดส่องลงบนพื้นสนามประลองรูปทรงกลมขนาดใหญ่ อัฒจันทร์รอบด้านเต็มไปด้วยกลุ่มคนใส่หน้ากากและพวกขุนนางนอกรีตที่ส่งเสียงโห่ร้องด้วยความกระหายเลือด กลิ่นอายของความตายและมานาที่ปั่นป่วนลอยอบอวลจนแสบจมูก กลางลานประลองนั้น โกเลมเหล็กไหลสูงสามเมตร ร่างกายเต็มไปด้วยรอยขีดข่วนและละอองแสงสีดำจางๆ—ซึ่งเป็นผลมาจากเวทย์ดีบัฟ "คำสาปความเหนื่อยล้าขั้นสมบูรณ์" ที่เซนแอบร่ายใส่ตั้งแต่ตอนก้าวเข้าสู่อุโมงค์ มันยืนจังก้า ดวงตาสีชาดจ้องมองมายังผู้บุกรุกทั้งสองราวกับจะกลืนกิน "เริ่มการแข่งขันรอบเดิมพันชีวิต... ณ บัดนี้!" เสียงประกาศแหบพร่าดังสะท้อนผ่านเวทย์ขยายเสียงจากมุมมืดของอัฒจันทร์ แทบจะในเสี้ยววินาทีนั้น โกเลมเหล็กไหลพุ่งทะยานเข้ามาด้วยความเร็วน่าเหลือเชื่อ แรงลมจากการเคลื่อนที่ทำให้ฝุ่นผงบนพื้นปลิวว่อน ลีร่ากัดฟันกรอด สะบัดมือวาดลวดลายกลางอากาศ ละอองความเย็นจัดพวยพุ่งออกไปตามคำสั่ง เกล็ดน้ำแข็งโปร่งแสงนับพันชิ้นกระจายตัวเคลือบไปทั่วข้อต่อและพื้นผิวโลหะของมันทันทีตามแผน "ตอนนี้แหละเซน!" ลีร่าตะโกนลั่น เซนไม่ได้ขยับเขยื้อนหนี เขายังคงยืนนิ่งราวกับรูปปั้น ดวงตาสาดประกายคมกริบ ปลายนิ้วชี้ข้างขวาดีดอากาศเบาๆ *ป๊อก!* เสียงดีดนิ้วดังขึ้นเบาๆ แต่ภายในห้วงมิติของมานา มันคือเสียงคำรามของพายุเฮอร์ริเคน วงจรดีบัฟที่ซ่อนอยู่ใต้ผิวโลหะถูกกระตุ้นอย่างรุนแรงด้วยเงื่อนไขทางตรรกะที่เซนคำนวณไว้ล่วงหน้า แรงต้านทานของโกเลมที่ถูกเคลือบด้วยน้ำแข็งของลีร่าผสานเข้ากับค่าสถานะความเร็วที่ติดลบถึงเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ ทำให้โครงสร้างเหล็กกล้าสูญเสียสมดุลในทันที *โครมมม—!* โกเลมยักษ์ล้มคะมำลงกระแทกพื้นสนามประลองอย่างไม่เป็นท่า แรงกระแทกส่งผลให้อิฐศิลาใต้พื้นแตกร้าวเป็นวงกว้าง เสียงโห่ร้องบนอัฒจันทร์เงียบกริบลงทันchพลัน พวกมันไม่อยากจะเชื่อสายตาว่าเครื่องจักรสังหารราคาแพงจะพ่ายแพ้ด้วยกระบวนท่าที่เรียบง่ายและไร้ซึ่งความรุนแรงเช่นนี้ เซนเดินเข้าไปใกล้ร่างมหึมาที่กำลังดิ้นรนลุกขึ้น เขาย่อตัวลงใช้ปลายไม้เท้าแตะเบาๆ ที่กลางหน้าอกของมัน รอยยศประหลาดปรากฏขึ้นวูบหนึ่งก่อนจะจางหายไป "ชัยชนะ... เป็นของพวกเราสินะ" ลีร่าผ่อนลมหายใจยาวเหยียด เดินเข้ามาสมทบด้วยท่าทีที่ผ่อนคลายขึ้นเล็กน้อย แต่ทว่า... ในจังหวะที่เซนกำลังจะก้าวถอยหลังเพื่อออกจากสนาม เสียงระฆังเตือนภัยระดับวิกฤตก็ดังสนั่นหวั่นไหวขึ้นโดยไม่มีปี่มีขลุ่ย! *กริ๊งงงงงงงง—!* แสงไฟสีแดงทั่วสนามประลองเปลี่ยนเป็นสีม่วงเข้ม บรรยากาศรอบตัวหนาทึบขึ้นจนอึดอัด พื้นดินใต้เท้าเริ่มสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงยิ่งกว่าตอนที่โกเลมปรากฏตัวเสียอีก ม่านพลังเวทย์สีดำสนิทถูกกางกั้นขึ้นปิดตายทางออกทุกด้านอย่างรวดเร็ว "เดี๋ยวนะ..." เซนขมวดคิ้วแน่นเป็นครั้งแรก รอยยิ้มสุขุมหายวับไปจากใบหน้า ดวงตาภายใต้กรอบแว่นกวาดมองไปรอบสนามอย่างรวดเร็ว "นี่ไม่ใช่ระบบทดสอบของสถาบัน... มานานี้มัน..." ก่อนที่เขาจะทันได้เอ่ยจบประโยค พื้นผิววงกลมตรงกลางสนามประลองก็แตกละเอียดเป็นเสี่ยงๆ ร่างของใครบางคนค่อยๆ ลอยขึ้นมาจากความมืดมิดเบื้องล่าง ออร่าสีดำทมิฬแผ่ขยายปกคลุมไปทั่วบริเวณจนแม้แต่วิญญาณก็ยังต้องสั่นสะท้าน "ยินดีต้อนรับสู่บททดสอบที่แท้จริง... เจ้าหนูผู้ควบคุมความซวย" เสียงทุ้มต่ำและเย็นเยียบดังขึ้นก้องอยู่ในหัวของเซนโดยตรง โดยไม่ต้องผ่านโสตประสาทการได้ยิน ดวงตาสีฟ้าครามของร่างปริศนาที่ค่อยๆ เผยโฉมท่ามกลางกลุ่มควัน จ้องมองตรงมาที่เซนด้วยรอยยิ้มเย้ยหยันที่คุ้นเคยอย่างน่าประหลาด—รอยยิ้มของคนผู้หนึ่งที่ควรจะตายไปจากหอคอยเวทย์เมื่อสามปีก่อน! ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางมา ณ บรรทัดนี้นะครับ — อาร์เธอร์มนตราสวรรค์
สารจากนักเขียน (อาร์เธอร์มนตราสวรรค์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เวทมนตร์ดีบัฟกับจอมขมังเวทย์ที่ไม่มีใครมองเห็น นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%