เสียงหัวเราะทุ้มต่ำที่ดังลอดออกมาจากริมฝีปากของชายแปลกหน้าในชุดสูทสั่งตัดเข้ารูปไม่ได้ให้ความรู้สึกอบอุ่นแม้แต่น้อย มันคือเสียงของความทรงจำที่ผุกร่อนและเต็มไปด้วยคราบสกปรกของอดีตที่พายุพยายามฝังกลบมันลงไปในหลุมศพทางความคิดมานานหลายปี
"อ้าว... ไม่เจอกันนานเลยนะพายุ จำพี่ชายคนนี้ไม่ได้แล้วเหรอ?"
ประโยคเดิมที่ยังคงก้องกังวานอยู่ในโสตประสาท บีบให้บรรยากาศภายในห้องประชุมเล็กของเซฟเฮาส์ตึงเครียดขึ้นจนแทบจะจับต้องได้ เมฆที่ยืนอยู่ข้างกายพายุถึงกับขยับตัวเข้ามาบังเพื่อนสนิทไว้ครึ่งก้าวโดยสัญชาตญาณ แววตาของเมฆฉายชัดถึงความระแวดระวัง ขณะที่พายุเอง... คนที่เคยปากกล้าและไม่เคยยอมก้มหัวให้ใคร กลับยืนนิ่งสนิท มือเรียวที่มักจะใช้จับปากกาออกแบบสะบัดลายเส้นกําเข้าหากันแน่นจนข้อนิ้วกลายเป็นสีขาวซีด
เรย์ที่เพิ่งเดินกลับเข้ามาพร้อมแฟ้มเอกสารสัญญาฉบับปรับปรุง ชะงักฝีเท้าลงทันทีเมื่อบรรยากาศในห้องเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง สายตาสีเข้มคมกริบกวาดมองผู้มาเยือนหัวจรดเท้า ประเมินสถานการณ์ด้วยสัญชาตญาณของสถาปนิกผู้ผ่านร้อนผ่านหนาวมามาก ก่อนที่สายตานั้นจะตวัดกลับมามองแผ่นหลังของพายุที่เกร็งเครียดจนเห็นกล้ามเนื้อช่วงไหล่ชัดเจน
"แขกที่ไม่ได้รับเชิญ... ดูเหมือนจะเดินเข้าผิดที่แล้วนะครับ" เรย์เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง เย็นชา และทรงพลังพอที่จะดึงสติของทุกคนให้กลับมาสู่ความเป็นจริง
ชายแปลกหน้าหันมามองเจ้าของบ้าน ส่ายหัวเบาๆ พร้อมรอยยิ้มเยาะที่มุมปาก "ผมไม่ได้มาในฐานะแขกแปลกหน้าหรอกครับคุณสถาปนิก... ผมมาในฐานะ 'เจ้าหนี้' ของโปรเจกต์นี้ต่างหากล่ะ"
คำว่าเจ้าหนี้กระแทกเข้ากลางใจของพายุอย่างจัง ดีไซน์เนอร์หนุ่มสูดหายใจเข้าลึกเพื่อสะกดกลั้นอารมณ์บางอย่างที่กำลังตีรวนขึ้นมาในอก ก่อนจะก้าวเท้าพ้นเงาของเมฆออกมาเผชิญหน้ากับผู้ชายคนนั้นด้วยตัวเอง ดวงตาที่เคยมีแต่ความขวางโลกบัดนี้เจือไปด้วยความเจ็บปวดและระอุด้วยเพลิงโทสะที่ถูกจุดขึ้นอีกครั้ง
"แกต้องการอะไรอีก... ภูดิศ" พายุเค้นเสียงลอดไรฟันทีละคำ
ภูดิศหัวเราะในลำคออย่างชอบใจ "ฉันไม่ได้ต้องการอะไรมากหامหรอกพายุ แค่จะมาทวงของที่มันควรจะเป็นของฉัน... หรือไม่ก็ให้คนที่ยืนอยู่ข้างๆ แก ช่วยรับผิดชอบแทนในฐานะ 'หุ้นส่วน' คนสำคัญเสียหน่อย"
ประโยคกำกวมนั้นทำให้เรย์ขมวดคิ้วมุ่น ก้าวฉับๆ เข้ามาประชิดตัวพายุโดยไม่ลังเล แผ่นหลังกว้างของคุณชายสถาปนิกจอมเนี้ยบขยับมาบังร่างโปร่งของดีไซน์เนอร์ไว้ครึ่งหนึ่ง เป็นการแสดงออกทางกายภาพที่ชัดเจนว่าเขาพร้อมจะปกป้องคนข้างๆ จากปัญหาที่อีกฝ่ายไม่ได้ก่อขึ้นด้วยตัวเอง
"พูดให้มันชัดเจน ถ้ามีเรื่องหนี้สินหรือสัญญาอะไรที่ค้างคา เชิญคุยกับทนายของผม หรือไม่ก็เชิญออกไปจากพื้นที่ส่วนตัวของผมซะ" เรย์ยื่นคำขาด น้ำเสียงดุดันและเฉียบคมดั่งเหล็กกล้าจากเตาหลอม ไม่มีร่องรอยของความเกรงกลัวแม้แต่น้อย
ภูดิศไหวไหล่เล็กน้อยอย่างไม่ยี่หสอกับท่าทีคุกคามนั้น สายตาเจ้าเล่ห์กวาดมองสำรวจเรย์ตั้งแต่หัวจรดเท้าก่อนจะเหลือบไปมองพายุด้วยแววตาสมเพชแกมเยาะเย้ย "ใจร้อนเสียจริงนะคุณสถาปนิก... แต่ก็นั่นแหละ คนเรามักจะยอมเอาอนาคตของตัวเองไปแลกกับคนที่มี 'ประวัติ' ด่างพร้อยเสมอสินะ"
"นายหุบปากไปเลยนะ!" เมฆทนฟังต่อไปไม่ไหว ก้าวเข้าไปหมายจะกระชากคอเสื้อของภูดิศ แต่พายุกลับยกมือขึ้นห้ามไว้เสียก่อน
พายุดึงมือขวาของตัวเองออกจากกระเป๋าเสื้อ ก้าวออกมายืนเคียงบ่าเคียงไหล่กับเรย์ ดวงตาคู่สวยที่เคยไหวระริกบัดนี้กลับมานิ่งสนิท เต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยวที่น่ากลัว มันคือแววตาของคนที่ไม่มีอะไรจะเสียอีกต่อไปแล้ว
"เรื่องระหว่างฉันกับแก... มันจบไปนานแล้วภูดิศ อย่าเอาคนอื่นเข้ามาเกี่ยว" พายุเอ่ยเสียงเรียบ แต่ก้องกังวานไปทั่วห้อง
"จบเหรอ? หนี้พนันที่พี่ชายแท้ๆ ของแกสร้างไว้ แล้วแกต้องเป็นคนเซ็นชื่อรับสภาพหนี้เพื่อค้ำประกันมัน... เรียกว่าจบแล้วงั้นเหรอพายุ!" ภูดิศแผדเสียงใส่ด้วยความกรรโชก ความลับที่พพายุพยายามปกปิดมาตลอดถูกกระชากออกมากลางวงแบบไม่ไว้หน้า
เรย์ชะงักไปเล็กน้อย หันขวับไปมองหน้าพายุทันที ความนิ่งงันฉายชัดอยู่ในแววตาคู่คม ไม่ใช่ความรังเกียจอย่างที่พายุหวาดกลัว แต่เป็นความตกใจที่อีกฝ่ายแบกรับภาระหนักอึ้งขนาดนี้ไว้คนเดียวโดยไม่เคยปริปากบอกใครเลย
พายุหลบสายตาของเรย์ หัวใจดวงน้อยกระหน่ำเต้นด้วยความหวาดกลัว ความกลัวที่ว่าจะถูกมองด้วยสายตาสสมเพช ความกลัวที่ว่าคนสมบูรณ์แบบอย่างเรย์จะผลักไสเขาออกไปจากชีวิต
"ฉัน... ไม่ได้ตั้งใจจะปิดบัง..." พายุพึมพำเสียงเบา เป็นครั้งแรกที่คนปากเก่งอย่างพายุแสดงความอ่อนแอออกมาให้เรย์ได้เห็น
ภูดิศเห็นช่องว่างจึงรีบยื่นข้อเสนอที่เปรียบเสมือนยาพิษเคลือบน้ำตาล "ทางเลือกมีไม่มากหรอกนะพายุ... ถ้าวันนี้แกไม่อยากให้เซฟเฮาส์หลังนี้ถูกยึด และไม่อยากให้ชื่อเสียงของบริษัทสถาปนิกชื่อดังต้องพังลงเพราะหุ้นส่วนตัวปัญหาอย่างแก... ก็เซ็นสัญญานี้ซะ"
เอกสารฉบับใหม่ถูกโยนลงบนโต๊ะทำงานกระจกใส เสียงกระดาษกระทบพื้นผิวดังชัดเจนท่ามกลางความเงียบงัน
เรย์ก้มลงมองเอกสารแผ่นนั้นด้วยสายตาคมกริบ รายละเอียดข้างในคือสัญญาโอนสิทธิ์โปรเจกต์ทั้งหมดและภาระหนี้สินมหาศาลที่ถูกโยกย้ายมาให้ผู้เซ็นรับรองเป็นผู้รับผิดชอบแทน และชื่อที่ถูกระบุไว้ในฐานะ 'ผู้ค้ำประกันคนใหม่' กลับไม่ใช่พายุ... แต่เป็นชื่อของเรย์เอง
"นายรู้ว่าฉันเป็นเจ้าของสิทธิ์ร่วม และนายก็จงใจบีบให้ฉันต้องเซ็นมันสินะ" เรย์เงยหน้าขึ้นจ้องมองภูดิศด้วยรังสีอำมหิตที่แผ่ออกมาจากตัว
ภูดิศยิ้มกริ่ม "ฉลาดมากครับคุณเรย์... คุณมีชื่อเสียง มีเงินทอง และมีอุดมการณ์ การช่วยใช้หนี้แค่นี้ คงไม่ทำให้สถาปนิกผู้สูงส่งล้มละลายหรอกมั้งครับ จริงไหม?"
บรรยากาศในห้องดิ่งลึกลงสู่จุดเยือกแข็ง เมฆกำมือแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน ขณะที่พายุหันขวับมามองเรย์ด้วยความตื่นตระหนก "เรย์... นายอย่าไปเซ็นนะ! นั่นมันเรื่องของฉัน นายไม่เกี่ยว!"
เรย์ไม่ได้ตอบพายุทันที ชายหนุ่มก้มลงหยิบเอกสารแผ่นนั้นขึ้นมาพลิกดูทีละหน้าอย่างใจเย็น ท่าทีที่นิ่งสงบผิดปรกติทำให้แม้แต่ภูดิศยังต้องหรี่ตามองด้วยความไม่ไว้วางใจ
นิ้วเรียวสวยภายใต้ถุงมือผ้าและเสื้อผ้าเนี้ยบกริบไล่สายตาอ่านข้อความทุกบรรทัด ก่อนที่มุมปากหยักลึกจะยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มที่ไม่ได้มีความสุขเลยแม้แต่น้อย แต่มันคือรอยยิ้มของนักล่าที่กำลังตัดสินใจจะขย้ำเหยื่อ
เรย์วางเอกสารลงบนโต๊ะตามเดิม เงยหน้าขึ้นสบตากับภูดิศตรงๆ ไม่มีความลังเลหลงเหลืออยู่ในแววตาสีเข้มคู่นั้นอีกต่อไป
"คุณคิดผิดแล้วล่ะภูดิศ..." เรย์เอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่น่าขนลุก "คนที่เนี้ยบและรักความสมบูรณ์แบบอย่างผม... เกลียดที่สุดคือการที่มีคนอื่นมา 'ยุ่มย่าม' กับของที่เป็นของผม"
"เรย์..." พายุครางชื่อนั้นออกมาเบาหวิว หัวใจกระตุกวูบเมื่อสังหรณ์ใจบางอย่างกำลังจะเกิดขึ้น
เรย์เอื้อมมือไปหยิบปากกาหมึกซึมราคาแพงจากกระเป๋าเสื้อสูทรarของตัวเอง ถอดปลอกออกด้วยท่าทางที่สง่างามและเยือกเย็น สายตายังคงจับจ้องอยู่ที่ภูดิศผู้เริ่มมีสีหน้าเปลี่ยนไปทีละน้อย
"ผมจะรับภาระทั้งหมดแทนพายุ..." เรย์พูดต่อด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่หนักแน่นราวกับประกาศิต "แต่ก่อนที่คุณจะเดินออกจากประตูห้องนี้ไป... คุณต้องรู้ไว้ก่อนว่า เกมที่คนอย่างคุณกำลังเล่นอยู่ มันเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นจริงๆ เท่านั้นเอง"
ปลายปากกาจรดลงบนกระดาษแผ่นนั้น กำลังจะจรดลายเซ็นลงไปเพื่อผูกมัดตัวเองไว้กับความผิดพลาดของพายุ
ทว่า ในวินาทีที่หมึกกำลังจะซึมลงสู่เนื้อกระดาษนั้นเอง ประตูห้องประชุมที่ปิดสนิทก็ถูกผลักเปิดออกอย่างแรงด้วยฝ่ามือของบุคคลที่ไม่คาดฝัน พร้อมกับเสียงหอบหายใจและแฟ้มเอกสารอีกชุดที่ถูกโยนลงบนโต๊ะตรงหน้าทุกคน
"หยุดเซ็นเดี๋ยวนี้... เรย์! พายุ!"
เสียงที่ดังแทรกขึ้นมาทำลายความเงียบงันทั้งหมด ทำให้ปลายปากกาของเรย์ชะงักค้างอยู่เหนือกระดาษเพียงมิลลิเมตรเดียว และเมื่อทุกคนหันไปมองผู้มาใหม่ ดวงตาของพายุและเรย์ก็เบิกกว้างขึ้นพร้อมกันด้วยความตกตะลึงสุดขีด!
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและร่วมเดินทางไปกับความเข้มข้นนี้ด้วยกันนะครับ
เซฟเฮาส์ดีไซน์เนอร์กับคุณชายสถาปนิกจอมเนี้ยบ•ตอนที่ 17
คำสั่งที่ไม่มีทางเลือก
ผลงานโดย แบล็กสมิธในตำนาน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แบล็กสมิธในตำนาน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟเฮาส์ดีไซน์เนอร์กับคุณชายสถาปนิกจอมเนี้ยบ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!