กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งจนแสบจมูก ทว่าสำหรับหลี่มู่เหยียนแล้ว กลิ่นนี้หาได้มีความหมายใดมากไปกว่ากลิ่นอายของความตายที่เขาสร้างขึ้นด้วยมือตนเอง
เศษซากของสำนักกระบี่โลหิตกระจายเกลื่อนพื้นหิมะสีขาวโพลน ยอดเขาที่เคยยิ่งใหญ่บัดนี้เหลือเพียงซากปรักหักพังและเปลวเพลิงสีครามที่กำลังเผาผลาญศพนับร้อย ปราณกระบี่ที่หลงเหลือยังคงกรีดแทะอากาศรอบกายจนเกิดเสียงหวีดหวิวคล้ายเสียงร่ำไห้ของภูตผี
"นายท่าน ข้าว่าท่านมือหนักเกินไปหน่อยแล้วกระมั้ง?"
เสียงทุ้มต่ำราวกับก้อนหินบดขยี้ดังขึ้นจากเงาดำที่ทาบทับอยู่บนก้อนหินใหญ่ พยัคฆ์อัคคีทมิฬสะบัดหางเพลิงสีดำสนิท พลางเลียคราบเลือดที่ติดอยู่บนเขี้ยวคมกริบด้วยท่าทางเกียจคร้าน "พวกมันก็แค่สุนัขรับใช้ตัวเล็กๆ การใช้ 'กระบี่วิปลาสสะบั้นฟ้า' กับพวกมัน ถือเป็นการสิ้นเปลืองพลังปราณฟ้าดินโดยใช่เหตุ... หรือว่าท่านแค่อยากหาเรื่องระบายอารมณ์ที่ถูกนางเซียนน้ำแข็งคนนั้นเมินใส่เมื่อปีก่อนกันแน่?"
หลี่มู่เหยียนไม่แม้แต่จะชายตามองคู่หูสี่ขา ร่างสูงโปร่งในชุดคลุมสีดำสนิทปักลายกระบี่เพลิงยืนตระหง่านอยู่บนยอดซากปรักหักพัง มือขวากุมด้ามกระบี่โบราณที่ยังคงมีไอเย็นยะเยือกแผ่ออกมาตัดกับไอความร้อนของอสูรเพลิง ปลายกระบี่ชี้ลงพื้นหยดเลือดสีชาดหยดสุดท้ายก่อนที่มันจะระเหยกลายเป็นไอ
"หุบปากของเจ้าเสีย เจ้าพยัคฆ์โง่" หลี่มู่เหยียนกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบทว่าดังก้องกังวานในโสตประสาท "วิถีกระบี่ของข้า มิใช่การสังหารเพื่อระบายอารมณ์ แต่เป็นการชำระล้างความเน่าเฟะของยุทธภพที่หลงลืมคุณธรรม สิ่งที่ข้าทำคือการพิพากษา"
"พิพากษา? ฮ่าๆๆ พูดได้ดี!"
เสียงหัวነาะใสราวกระดิ่งเงินดังแทรกบรรยากาศอันน่าสยดสยองขึ้นมา ทว่าความไพเราะของมันกลับทำให้บรรยากาศรอบกายลดฮวบลงจนน้ำค้างบนยอดหญ้าแข็งตัวกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งในพริบตา
หลี่มู่เหยียนหรี่ตาลงเล็กน้อย พยัคฆ์อัคคีทมิฬหยุดชะงัก ขนทั่วร่างลุกชันขึ้นด้วยสัญชาตญาณการเอาตัวรอด
ท่ามกลางละอองหิมะที่โปรยปรายลงมาอย่างไร้ที่สิ้นสุด เงาร่างหนึ่งก้าวเดินออกมาจากม่านหมอกสีขาวโพลน นางสวมชุดกระโปรงยาวสีขาวบริสุทธิ์ปักลายดอกเหมันต์ ผืนผ้าพลิ้วไหวตามแรงลมราวกับภูตผีเซียนที่ไร้น้ำหนัก ใบหน้างดงามล่มเมืองราวน้ำแข็งสลัก ดวงตาสีฟ้าครามคู่ingประดุจมหาสมุทรน้ำแข็งพันปีที่ไร้ก้นบึ้ง ไร้ซึ่งความรู้สึกและอารมณ์ใดๆ
เซียนหลิงเยว่... เทพธิดาแห่งยอดเขาน้ำแข็งอมตะ ผู้ซึ่งผู้คนในยุทธภพต่างหวาดกลัวและเคารพยำเกรงยิ่งกว่าเงาของความตาย
"หลี่มู่เหยียน..." น้ำเสียงของนางเย็นเยียบราวกับสายลมจากขั้วโลกเหนือ "เจ้าสร้างความพินาศที่นี่อีกแล้ว ปราณกระบี่วิปลาสของเจ้าทำให้พลังฟ้าดินในรัศมีร้อยลี้ปั่นป่วน เจ้ากำลังท้าทายกฎเหล็กแห่งหุบเขาเซียนบรรพกาลกระนั้นหรือ?"
หลี่มู่เหยียนเงยหน้าขึ้นสบตากับดวงตาสีฟ้าครามคู่นั้น มุมปากหยักยิ้มขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความเย่อหยิ่งและท้าทาย ซึ่งมีเพียงสตรีตรงหน้าเท่านั้นที่มีสิทธิ์ได้เห็น
"กฎเหล็ก?" หลี่มู่เหยียนแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ ก้าวเท้าเดินผ่านซากศพเข้าไปหานางทีละก้าว "หลิงเยว่ เจ้ายังคงใช้คำว่ากฎเหล็กมาอ้างเพื่อปิดกั้นหัวใจของตัวเองเช่นเดิม สำนักกระบี่โลหิตนี้ซ่อนเร้นเด็กบริสุทธิ์นับร้อยไว้ใต้ห้องใต้ดินเพื่อใช้เป็นเครื่องบูชายัญในวิชาโลหิตมาร เหตุใดตอนที่พวกมันลงมือ เจ้าผู้เป็นเซียนผู้ทรงคุณธรรมจึงไม่เคยปรากฏกายเพื่อ 'พิพากษา' พวกมันเล่า?"
เซียนหลิงเยว่ขมวดคิ้วเล็กน้อย ร่องรอยความไหววูบในดวงตานั้นปรากฏขึ้นเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะถูกแทนที่ด้วยความเย็นชาดังเดิม
"วิถีของฟ้าดินย่อมมีกฎเกณฑ์ของมัน การเกิดดับเป็นเรื่องธรรมดา การที่เจ้าเข้ามายุ่งเกี่ยวและฆ่าล้างบางสำนักเช่นนี้ มีแต่จะทำให้ภัยพิบัติสวรรค์ตกต้องตัวเจ้าเอง" นางกล่าวพร้อมกับยกมือขึ้น แสงสีฟ้าอ่อนแผ่ออกมาจากฝ่ามือ ปราณน้ำแข็งบริสุทธิ์เริ่มรวมตัวกันเป็นดาบน้ำแข็งยาวสามฉื่อในมือของนาง "หากเจ้ายังไม่หยุดมือ วันนี้... ข้าคงต้องเป็นผู้ลงทัณฑ์เจ้าด้วยตนเอง"
พยัคฆ์อัคคีทมิฬส่งเสียงคำรามต่ำในลำคอ "นายท่าน ระวังตัวด้วย ยัยนี่ไม่ใช่พวกปลาซิวปลาสร้อยเหมือนพวกเมื่อครู่ นางคือผู้ถือครอง 'เขตแดนเหมันต์นิรันดร์' เชียวนะ!"
หลี่มู่เหยียนยกมือขึ้นห้ามปรามคู่หู สายตาของเขายังคงจับจ้องอยู่ที่เซียนหลิงเยว่ ไม่มีความหวาดกลัว ไม่มีความลังเล มีเพียงประกายตาที่ลุกโชนด้วยเพลิงแห่งความท้าทาย
"ลงทัณฑ์ข้าหรือ?" หลี่มู่เหยียนหัวเราะเบาๆ น้ำเสียงทุ้มต่ำแต่ทรงพลังสะท้อนก้องไปทั่วหุบเขา "เจ้ากล้าพอที่จะลงทัณฑ์ข้าจริงๆ หรือ หลิงเยว่? หรือว่าเจ้าเพียงแค่กลัว... กลัวว่าหัวใจที่ด้านชาของเจ้า จะต้องกลับมารู้สึกรู้สาอีกครั้งเมื่ออยู่ต่อหน้ากระบี่ของข้า?"
คำพูดนั้นราวกับลูกศรน้ำแข็งที่พุ่งตรงเข้าปักกลางใจ เซียนหลิงเยว่ชะงักไปชั่วขณะ ดวงตาสีฟ้าครามเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ปราณน้ำแข็งในมือสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงจนเกิดเสียงดังเปรี๊ยะ
"เจ้า... สามหาม!"
สิ้นคำพูด ร่างบางของเซียนหลิงเยว่ก็หายวับไปจากจุดเดิม สายลมหนาวเหน็บพัดกระโชกแรงจนหิมะปลิวว่อน พริบตานั้น ดาบน้ำแข็งในมือของนางก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าผากของหลี่มู่เหยียน ห่างกันเพียงแค่กระดาษกั้น!
ทว่า หลี่มู่เหยียนไม่แม้แต่จะกะพริบตา รอยยิ้มมุมปากยิ่งเด่นชัดขึ้น มือขวาของเขาค่อยๆ ขยับ...
*แกร๊ก...*
เสียงชักกระบี่ออกจากฝักดังขึ้นเพียงเบาๆ แต่กลับทรงพลังราวกับเสียงคำรามของมังกรบรรพกาลที่หลับใหล ไอความร้อนระอุและปราณกระบี่วิปลาสระเบิดออกอย่างไร้การควบคุม พัดพาเกล็ดหิมะทั้งหมดให้กลายเป็นไอน้ำในพริบตาเดียว!
หลี่มู่เหยียนยื่นหน้าเข้าไปใกล้ใบหน้าที่งดงามไร้ที่ติของนางจนปลายจมูกแทบจะชนกัน ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะกับไอเย็นยะเยือกของนางอย่างใกล้ชิด
"หากอยากลองดีนัก... ก็ลองใช้กระบี่น้ำแข็งของเจ้า แทงทะลวงหัวใจข้าดูสิ หลิงเยว่!"
เซียนหลิงเยว่สะท้านเฮือก ดวงตาสีฟ้าครามสั่นระริก ปลายดาบน้ำแข็งในมือหยุดชะงักห่างจากผิวเนื้อของเขาเพียงเส้นยาแดงผ่าแปด ขณะที่บรรยากาศรอบกายหยุดนิ่งราวกับกาลเวลาถูกแช่แข็ง
- - - - - - - - - - - - - - - -
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปในวิถีกระบี่อันโดดเดี่ยวนี้ด้วยกันนะครับ
"ลั่วอสูรหมื่นภูผา"
กระบี่วิปลาสสะบั้นฟ้า กับนางเซียนน้ำแข็งผู้กักขังวิญญาณ•ตอนที่ 2
น้ำค้างแข็งกลางสมรภูมิ
ผลงานโดย ลั่วอสูรหมื่นภูผา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ลั่วอสูรหมื่นภูผา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่วิปลาสสะบั้นฟ้า กับนางเซียนน้ำแข็งผู้กักขังวิญญาณ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!