ความตายมักมาเยือนในรูปแบบที่เงียบเชียบที่สุด… แต่สำหรับหุบเขาน้ำแข็งอมตะในยามนี้ ความตายกลับคำรามด้วยเสียงกัมปนาทสะเทือนเลื่อนลั่น
รอยแยกสีดำสนิทขนาดมหึมาปรากฏขึ้นกลางอากาศราวกับปากอสูรที่อ้ากว้างกลืนกินแสงสว่าง แรงกดดันจากเขตแดนพลังปราณระดับหลอมรวมสวรรค์แผ่พุ่งจนหินผานับพันล้านชั่งเบาหวิวดุจขนนก เศษซากน้ำแข็งและก้อนศิลาที่ลอยเคว้งคว้างต่างถูกบดขยี้จนกลายเป็นผุยผงด้วยแรงเหวี่ยงจากอาณาเขตไร้ลักษณ์ที่ปะทะกันอย่างดุเดือด
"เจ้านาย! ข้าเตือนท่านแล้วว่าอย่าไปแหย่รังแตนน้ำแข็งนั่น! ยัยนี่มันบ้าชัดๆ คิดจะใช้กระบี่เดียวผ่าร่างท่านเป็นสองท่อนจริงๆ นะครับ!"
เสียงคำรามแหบพร่าของพยัคฆ์อัคคีทมิฬดังสะท้อนก้องในห้วงจิต มันยืนกrะสับกะส่ายอยู่บนโขดหินที่สั่นสะเทือน ดวงตาสีเพลิงเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก แม้จะเป็นอสูรบรรพกาลผู้ผ่านศึกมานักต่อนัก แต่ยามนี้มันยังต้องถอยร่นไปสามก้าวเมื่อเผชิญหน้ากับจิตสังหารอันบริสุทธิ์ที่แผ่ออกมาจากร่างของสตรีชุดขาวเบื้องหน้า
เซียนหลิงเยว่… นางยืนอยู่ท่ามกลางพายุหิมะที่หมุนวนเป็นเกลียวคลื่น ม่านตาสีฟ้าครามเย็นเยียบไร้ระลอกคลื่นแห่งความรู้สึก เส้นผมสีเงินยวงสะท้อนแสงประหลาดจากรอยแยกมิติ กระบี่น้ำแข็งในมือขวากรีดผ่านอากาศจนเกิดเสียงแหลมสูงเสียดแก้วหู ทุกย่างก้าวที่นางขยับเข้าหา ทำให้แผ่นดินใต้ฝ่าเท้าแข็งตัวกลายเป็นผลึกแก้วสีครามในพริบตา
"หลี่มู่เหยียน…" น้ำเสียงของนางเย็นชาเสียยิ่งกว่าน้ำแข็งพันปีใต้ก้นบึ้งเหวนรก มันเป็นเสียงที่กลั่นกรองมาจากความเจ็บปวดและความโดดเดี่ยวอันยาวนาน "วาจาของเจ้าเมื่อครู่… จงใช้ชีวิตของเจ้าพิสูจน์มันเสีย!"
สวบ!
ร่างบางพุ่งทะยานออกไปราวกับภาพลวงตา ความเร็วของนางเหนือล้ำยิ่งกว่าสายฟ้าแลบ ทิ้งร่องรอยคราบน้ำแข็งไว้เบื้องหลังเป็นทางยาว บรรยากาศรอบกายบิดเบี้ยวจนเกิดเสียงระเบิดดังสนั่นติดต่อกันเป็นทอดๆ กระบี่ในมือของนางตวัดวาดเป็นวงโค้งสว่างวาบดุจดวงจันทร์เสี้ยวสีเลือด แต่นี่ไม่ใช่แสงจันทร์ที่งดงาม มันคือคมดาบแห่งความตายที่พร้อมปลิดวิญญาณทุกสรรพสิ่ง
หลี่มู่เหยียนหรี่ตาลงเล็กน้อย รอยยิ้มหยันปรากฏขึ้นที่มุมปากอย่างท้าทาย เขามิได้ถอยหนีแม้แต่ครึ่งก้าว ในทางกลับกัน เลือดลมในกายของจอมกระบี่กลับพลุ่งพล่านเดือดดาลยิ่งกว่ากระแสน้ำวน
"ดี! หญิงงามเยือกเย็นเช่นนี้จึงจะคู่ควรให้ข้าชักกระบี่!"
เขาคำรามก้องในลำคอ มือขวาคว้าด้ามกระบี่วิปลาสที่เหน็บอยู่ข้างเอว พริบตาที่นิ้วมือสัมผัสกับโลหะเย็นเฉียบ อาณาเขตกระบี่ไร้พ่ายก็ระเบิดออกรอบตัวเป็นรัศมีร้อย丈 (ประมาณ 330 เมตร) พื้นดินยุบตัวลงกลายเป็นหลุมลึกรูปวงกลมทันที แรงกดดันมหาศาลทำให้มิติรอบตัวสั่นระริกราวกับกระจกที่กำลังจะแตกสลายเป็นเสี่ยงๆ
เคร้งงงงงง—!
ประกายไฟสว่างวาบเจิดจ้าเสียยิ่งกว่าดวงอาทิตย์ยามเที่ยงวัน เสียงโลหะปะทะกันดังสนั่นหวั่นไหวราวกับอสุนีบาตกวาดผ่านเก้าชั้นฟ้า แรงสะท้อนจากการปะทะครั้งนี้รุนแรงจนเกิดเป็นคลื่นกระแทกรูปโดมสีทองผสมครามแผ่ขยายออกไปเป็นวงกว้าง ต้นไม้อายุหลายร้อยปีรอบหุบเขาถูกถอนรากถอนโคนและแหลกสลายเป็นจุลในพริบตา
ร่างของหลี่มู่เหยียนไถลถอยหลังไปตามพื้นดินเป็นทางยาวสามสิบเมตร รองเท้าหนังหุ้มข้อบดขยี้หินผาจนแตกละเอียดเป็นผุยผง มุมปากของเขามีคราบโลหิตสีแดงฉานไหลซึมออกมาเล็กน้อย แต่แววตากลับเปล่งประกายด้วยความฮึกเหิมอย่างถึงที่สุด
"วิชากระบี่เหมันต์นิรันดร์ของแม่นาง พัฒนาขึ้นมาอีกขั้นแล้วสินะครับ…" เขากล่าวกลั้วเสียงหัวเราะ แม้จะอยู่ในสถานการณ์ที่คับขันจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด "แต่เสียดาย… หัวใจของเจ้ายังคงสั่นคลอน เจ้าใช้ความเย็นชามาปกปิดความเปราะบางภายใน รอยร้าวในจิตวิญญาณนั้น… ต่อให้เจ้าใช้กระบี่ฟันฝ่าอีกหมื่นครั้ง ก็ไม่อาจกลบเกลื่อนมันได้หรอก!"
คำพูดนั้นราวกับศาตราอาคมที่แทงทะลุเข้าสู่ใจกลางความรู้สึกของเซียนหลิงเยว่ ร่างของนางชะงักกึก ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความตกตะลึง ปราณกระบี่ในมือที่กำลังจะตวัดซัดระลอกที่สองพลandชะงักงันไปชั่วลมหายใจ
"เจ้า… เจ้าพูดอะไร!" นางตวาดเสียงกร้าว แต่แววตาสั่นไหววูบหนึ่งอย่างไม่เป็นธรรมชาติ ความทรงจำอันเจ็บปวดที่นางพยายามฝังกลบไว้ใต้ก้นบึ้งแห่งกาลเวลาถูกขุดคุ้ยขึ้นมาอย่างไม่ทันตั้งตัว
"ข้าพูดความจริงที่เจ้าไม่กล้าแม้แต่จะมองมันต่างหาก!" หลี่มู่เหยียนก้าวเท้าออกไปข้างหน้าหนึ่งก้าว พลังปราณทั่วร่างแผ่พุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าจนเมฆหมอกสีดำทะมฬม้วนตัวบรรจบกันเป็นเกลียวพายุ เขายกกระบี่ขึ้นชี้ฟ้า ดวงตาคมกริบจ้องลึกเข้าไปในดวงตานาง "เซียนหลิงเยว่ เจ้ากักขังวิญญาณของผู้อื่นไว้ในหุบเขานี้ เพื่อหนีความจริงที่ว่า… เจ้าต่างหากคือผู้ที่ถูกกักขังไว้ในอดีต!"
เปรี้ยงงงงง!
ราวกับฟ้าผ่าลงกลางใจ สิ้นเสียงคำประกาศกร้าวของเขา มิติเบื้องบนศีรษะของทั้งสองพลันปริแตกออกเป็นรอยแยกสีม่วงเข้ม เสียงคำรามต่ำๆ จากห้วงมิติที่ลึกยิ่งกว่าความตายดังลอดออกมา พร้อมกับกลิ่นอายโบราณอันน่าสะพรึงกลัวที่กำลังคืบคลานเข้ามาใกล้ทุกขณะ
เซียนหลิงเยว่หน้าถอดสีลงเล็กน้อย นางรู้ดีว่าการปะทะฝีมือเมื่อครู่ได้ปลุกบางสิ่งบางอย่างที่หลับใหลอยู่ใต้รอยต่อของมิติให้ตื่นขึ้นแล้ว ทว่าก่อนที่นางจะได้เอ่ยปากพูดสิ่งใด สายตาของนางก็เหลือบไปเห็นเงาร่างลึกลับร่างหนึ่งกำลังก้าวเท้าเดินออกมาจากรอยแยกมิติสีม่วงนั้นอย่างเชื่องช้า…
เงาร่างนั้นสวมชุดคลุมสีดำสนิท ใบหน้าถูกปกกว้างด้วยหน้ากากกระดูกอสูรโบราณ และในมือข้างซ้ายของมัน… กำลังถือเศษเสี้ยววิญญาณที่คุ้นเคยยิ่งของใครบางคน!
"หึๆๆ… ช่างเป็นการประลองที่น่าสนุกเสียจริง ไม่นึกเลยว่ายอดฝีมือแห่งหุบเขาน้ำแข็งอมตะกับจอมกระบี่วิปลาส จะตกหลุมพรางแห่งกาลเวลาได้ง่ายดายถึงเพียงนี้" เสียงแหบแห้งเย็นเยียบราวกับมาจากขุมนรกดังขึ้นสะท้อนก้องในโสตประสาทของคนทั้งคู่
หลี่มู่เหยียนหรี่ตาลง รอยยิ้มบนใบหน้าหายวับไปในพริบตา แทนที่ด้วยความเยือกเย็นดุจคมกระบี่ "ดูท่าว่า… วันนี้เราคงต้องพักเรื่องส่วนตัวไว้ก่อนแล้วกระมังครับ แม่นางเซียน"
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกาลเวลาและคมกระบี่ไปด้วยกันนะครับ
— ลั่วอสูรหมื่นภูผา
กระบี่วิปลาสสะบั้นฟ้า กับนางเซียนน้ำแข็งผู้กักขังวิญญาณ•ตอนที่ 3
ปฐมบทการปะทะ
ผลงานโดย ลั่วอสูรหมื่นภูผา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ลั่วอสูรหมื่นภูผา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่วิปลาสสะบั้นฟ้า กับนางเซียนน้ำแข็งผู้กักขังวิญญาณ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!