กลิ่นคาวโลหิตคละคลุ้งปะปนกับไอหมอกยามราตรีในป่าอสูรโลกันตร์ เสียงคำรามต่ำทึบของสัตว์อสูรบรรพกาลดังสะท้อนก้องมาจากความมืดมิดเบื้องล่าง ราวกับเสียงคำรามจากขุมนรกที่พร้อมจะกลืนกินทุกสรรพชีวิตให้แหลกสลาย
เฟยหลงยืนหยัดนิ่งสงบดั่งภูผา กระบี่เหล็กนิลกาฬในมือซ้ายไม่ได้เปล่งประกายเจิดจ้า แต่มันกลับดูดกลืนแสงจันทร์จนรอบกายรัศมีมืดมน ความเยือกเย็นแผ่ซ่านออกมาจากร่างของเขาจนแม้แต่ลมหายใจยังกลายเป็นไอสีขาว
เบื้องหลังของเขาคือมู่หรงเซียน ธิดาแห่งสำนักเมฆาคล้อย นางพิงแผ่นหลังเข้ากับโตรกผาอันเย็นเฉียบ อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์บัดนี้เปรอะเปื้อนด้วยรอยเลือดและฝุ่นผงจากการต่อสู้ระลอกใหญ่ แม้ความเหนื่อยล้าจะกัดกินร่างกาย แต่นัยน์ตาคู่คมปลาบของนางยังคงฉายแววระแวดระวัง ทว่าในยามที่สายตาของนางเลื่อนกลับมามองแผ่นหลังกว้างที่ยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้า ความเย็นชาดั่งน้ำค้างแข็งในฤดูเหมันต์กลับค่อยๆ ละลายหายไปอย่างไร้ร่องรอย
"เจ้าบาดเจ็บที่หัวไหล่ขวา... ปราณคุ้มกันของสำนักเมฆาคล้อยของเจ้าเหือดแห้งไปแล้ว เจ้ารั้นที่จะฝืนโคจรลมปราณต่อไป มีแต่จะทำให้เส้นชีพจรโลหิตแตกซ่าน" น้ำเสียงของเฟยหลงราบเรียบ แต่มันแฝงไว้ด้วยความห่วงใยที่ถูกกดทับไว้ภายใต้ความเด็ดขาด
มู่หรงเซียนกัดริมฝีปากแน่น นางฝืนยبرอดยิ้มหยันให้กับโชคชะตา น้ำเสียงที่เคยเย่อหยิ่งเย็นชาบัดนี้สั่นเครือเล็กน้อยยามเอื้อนเอ่ย "แล้วอย่างไรเล่า? ในยุทธภพนี้ มีใครเคยใส่ใจว่าความเป็นความตายของข้าจะเป็นเช่นไร... แม้แต่คนในสำนักเดียวกันยังเหยียบย่ำศพของพี่น้องเพื่อแย่งชิงคัมภีร์เซียน แล้วไยข้าจะต้องสนใจว่าชีวิตนี้จะดับสูญที่ใด"
คำพูดนั้นสะท้อนถึงความโดดเดี่ยวและรอยแผลในอดีตที่ฝังลึก เฟยหลงมิได้กล่าวปลอบโยนตามแบบฉบับกวีผู้มีเมตตา เขาเพียงแต่ก้าวถอยหลังมาหนึ่งก้าว ยืนเคียงข้างนางอย่างมั่นคง ดาบอสูรนับร้อยคู่ที่ซุ่มซ่อนอยู่ในความมืดเริ่มขยับเข้าใกล้ เสียงกรงเล็บขูดขีดกับพื้นหินดังแกร๊กกรากชวนขนหัวลุก
"ในยุทธภพ ข้าอาจเป็นเพียงจอมยุทธ์ผู้โดดเดี่ยวที่ถือกระบี่ท้าทายฟ้าดิน" เฟยหลงกล่าวเสียงทุ้มต่ำ ดวงตาคมกริบกวาดมองเงาสัตว์อสูรนับสิบที่ค่อยๆ ย่างสามขุมเข้ามา "แต่ตราบใดที่ข้ายังยืนอยู่ตรงนี้ จะไม่มีสิ่งใดบนโลกหล้าพรากชีวิตเจ้าไปได้... แม้กระทั่งเงื้อมมือของสวรรค์เองก็ตาม"
หัวใจของมู่หรงเซียนกระตุกวูบ ความอบอุ่นสายหนึ่งไหลซ่านเข้าสู่กลางอก ทะลุทะลวงผ่านกำแพงน้ำแข็งที่นางสร้างขึ้นปกป้องตัวเองมาตลอดชีวิต นางไม่เคยคิดเลยว่า ในค่ำคืนที่มืดมิดและโหดร้ายที่สุด คำพูดที่ทรงพลังที่สุดจะหลุดออกมาจากปากของบุรุษผู้เย็นชาผู้นี้
"เฟยหลง... เหตุใด... เหตุใดเจ้าจึงต้องเอาชีวิตมาเสี่ยงเพื่อข้า?" นางเอ่ยถามด้วยเสียงอันแผ่วเบา หยาดน้ำใสคลอหน่วยที่หางตา
"เพราะวิถีกระบี่ของข้า มิได้มีไว้เพื่อฆ่าฟันอย่างไร้จุดหมาย..." เฟยหลงหันกลับมามองนาง แววตาที่ดุดันเมื่อครู่กลับอ่อนโยนลงอย่างประหลาด "แต่มันมีไว้เพื่อปกป้องสิ่งที่สมควรปกป้อง... และเจ้า คือหนึ่งในนั้น"
สิ้นคำกล่าว บรรยากาศรอบกายพลระเบิดออกด้วยแรงกดดันมหาศาล ฝูงอสูรโลกันตร์พุ่งทะยานเข้าใส่จากทุกทิศทางด้วยความหิวกระหาย เฟยหลงตวัดกระบี่ในมือวาดเป็นวงโค้งประกายกระบี่สีครามพุ่งแหวกความมืด ตัดผ่านร่างของอสูรตัวแรกจนขาดเป็นสองท่อนอย่างเด็ดขาด เลือดสดๆ สาดกระเซ็นย้อมผืนป่าให้กลายเป็นสีชาด การต่อสู้ที่ดุเดือดและตระการตาเริ่มต้นขึ้นท่ามกลางเสียงคำรามกึกก้อง
ทว่า ในขณะที่เฟยหลงกำลังพัวพันอยู่กับการรับมือกับราชสีห์อสูรสามหัว ตัวตนลึกลับที่ซ่อนเร้นอยู่หลังม่านหมอกกลับเคลื่อนไหว เงาร่างสีดำสนิทพุ่งวาบด้วยความเร็วดุจสายฟ้า พร้อมกับซัดเข็มพิษโลหิตมังกรเข้าใส่แผ่นหลังของมู่หรงเซียนที่กำลังอ่อนแรงอย่างเงียบเชียบ
เฟยหลงสัมผัสได้ถึงจิตสังหารที่แหลมคม เขาร้องคำรามลั่นสะท้อนฟ้าดิน ร่างกายพลิ้วไหวราวกับมังกรทะยานฟ้า ทิ้งกระบี่ในมือซ้ายแล้วใช้มือเปล่าคว้าจับเข็มพิษนั้นไว้กลางอากาศได้อย่างฉิวเฉียด แต่ทว่า... เมื่อเขาก้มลงมองที่ปลายเข็มพิษ ร่างกายของเขากลับต้องชะงักงัน นัยน์ตาหดแคบลงทันทีเมื่อเห็นสัญลักษณ์รูปจันทร์เสี้ยวสีเลือดสลักอยู่บนด้ามเข็ม
นั่นคือ... ตราประทับของคนใกล้ชิดที่สุดในสำนักเมฆาคล้อยที่ควรจะตายไปแล้ว!
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางท่องยุทธภพไปกับมังกรครามท่องภพนะครับ
กระบี่เดียวดายพิชิตเซียนเมฆา•ตอนที่ 5
ค่ำคืนในดงอสูร
ผลงานโดย มังกรครามท่องภพ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มังกรครามท่องภพ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่เดียวดายพิชิตเซียนเมฆา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!