"หากเจ้ายังก้าวเดินช้าเพียงครึ่งชั่วลมหายใจ ศัตรูเบื้องหน้าคงได้ใช้ร่างของเจ้าเป็นสะพานข้ามผ่านหุบเหวแห่งนี้แล้ว"
น้ำเสียงราบเรียบเย็นชาแต่ทรงอำนาจดังขึ้นท่ามกลางความมืดมิดของค่ายกลอสูรโลหิต กลิ่นอายคาวเลือดคละคลุ้งผสมผสานกับไอหมอกหนาทึบที่ปกคลุมหุบผาหมื่นอสูร เฟยหลงยืนหยัดตระหง่านอยู่บนยอดศิลาแหลมคม คมกระบี่ในมือยังคงมีหยดโลหิตสีชาดไหลรินหยดลงสู่พื้นดินทีละหยด เสียงหยดน้ำนั้นดังก้องกังวานรากับเสียงเคาะระฆังแห่งความตาย
เบื้องหลังของเขาคือ มู่หรงเซียน ธิดาแห่งสำนักเมฆาคล้อย นางในยามนี้มิได้มีความสง่างามดั่งเทพเซียนผู้สูงส่งดังเช่นวันวาน อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์บัดนี้เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบฝุ่นและรอยเลือด อาการบาดเจ็บภายในจากการปะทะกับยอดฝีมือของอัครเสนาบดีมารเมื่อคืนวาน ทำให้ลมปราณในจุดชีพจรของนางปั่นป่วนราวกับคลั่งไคล้ ทว่าแววตาคู่คมของนางที่มองแผ่นหลังกว้างอันมั่นคงของบุรุษเบื้องหน้า กลับมิได้มีความหวาดกลัวแม้แต่น้อย มีเพียงความซับซ้อนและไออุ่นประหลาดที่ก่อตัวขึ้นในส่วนลึกของหัวใจที่เคยเยือกดั่งน้ำแข็ง
"เฟยหลง... เจ้าดูถูกข้าเกินไปแล้ว" มู่หรงเซียนกัดริมฝีปากแน่นจนหลั่งรอยเลือดสีแดงสด นางฝืนโคจรวิชาปราณเมฆาคล้อยเพื่อกดขี่พิษร้ายที่กำลังกัดกินกระดูก แม้ใบหน้าจะซีดขาวไร้สีเลือด ทว่าความทะนงตนในฐานะทายาทสำนักเซียนยังคงค้ำจุนให้นางยืนหยัดขึ้นได้ "ข้า... ยังไม่ถึงกับต้องให้กระบี่เดียวดายของเจ้ามาปกป้องทุกย่างก้าวหรอกกระมัง"
เฟยหลงมิได้หันกลับมามอง นางสัมผัสได้เพียงสายตาที่ทอดมองมา ดั่งเช่นสัจธรรมแห่งวิถีกระบี่ที่โดดเดี่ยวและเด็ดเดี่ยว "ความทะนงตนอย่างไร้ค่า มักส่งผลให้วิญญาณต้องไปเยือนปรภพเร็วกว่ากำหนด จงตามติดข้าไว้ ห้ามห่างเกินสามก้าว มิฉะนั้นต่อให้เป็นเซียนจากสรวงสวรรค์ ก็มิอาจช่วยดึงวิญญาณของเจ้ากลับมาจากค่ายกลนี้ได้"
วาจานั้นแม้จะฟังดูไร้ไมตรีจิต ทว่าการที่เขาหยุดยืนรอ และกางอาณาเขตปราณกระบี่คุ้มกันร่างของนางไว้ในรัศมีสามก้าวอย่างมั่นคง กลับเป็นหลักประกันเดียวที่ทำให้พวกเขายังคงมีลมหายใจอยู่ในดินแดนรกร้างแห่งนี้
เบื้องหน้าของทั้งสองคือเส้นทางแคบๆ ที่ทอดยาวผ่านซากปรักหักพังของสำนักโบราณ ปราณมารสีดำทมิฬพวยพุ่งขึ้นมาจากพื้นดินเป็นระลอก ราวกับอสุรกายที่กำลังอ้าปากรอคอยเหยื่ออันโอชะ การจะฝ่าวงล้อมออกไปยังเขตแดนปลอดภัยเบื้องหน้า จำเป็นต้องอาศัยการประสานสอดคล้องระหว่างวิชากระบี่เดียวดายอันดุเดือดและวิชาปราณเมฆาคล้อยอันพลิกแพลง—ซึ่งเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ยากยิ่งสำหรับคนทั้งสองที่มีนิสัยถือดีและไม่ยอมก้มหัวให้ผู้ใด
"เส้นทางเบื้องหน้าถูกปิดตายด้วยค่ายกลผนึกวิญญาณเก้าชั้นฟ้า" เฟยหลงกล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม สายตาสอดส่องไปยังความผิดปกติของอักขระโบราณที่เรืองแสงสีม่วงอยู่บนผนังหิน "หากจะผ่านไปได้ มีเพียงวิธีเดียว... คือการใช้พลังลมปราณผสานกันทำลายจุดตายของค่ายกลพร้อมกันในชั่วพริบตาเดียว"
มู่หรงเซียนขมวดคิ้วมุ่น นางย่อมรู้ดีว่าการผสานลมปราณระหว่างผู้ฝึกวิถีกระบี่สายสังหารอย่างเขา กับผู้ฝึกวิชาสายหยินบริสุทธิ์อย่างนาง เป็นเรื่องที่อันตรายถึงชีวิต หากจังหวะเวลาเหลื่อมล้ำกันเพียงเสี้ยวลมหายใจ พลังสะท้อนกลับจะบดขยี้เส้นชีพจรของพวกเขากลายเป็นจุลทันที
"เจ้าเชื่อใจข้าหรือ?" นางเอ่ยถามเสียงแผ่วเบา ท่ามกลางเสียงหวีดหวิวของสายลมที่พัดผ่านซากปรักหักพัง ราวกับต้องการค้นหาคำตอบบางอย่างจากแววตาของจอมยุทธ์ผู้เย็นชาผู้นี้
เฟยหลงหันกลับมาสบตากับนางเป็นครั้งแรก แววตาคู่นั้นคมกริบราวกับคมกระบี่ที่พร้อมจะตัดผ่านทุกสรรพสิ่งในใต้หล้า ทว่ากลับมีความหนักแน่นมั่นคงดั่งขุนเขา ไร้ซึ่งความลังเลสงสัยใดๆ
"ข้ามิได้เชื่อใจเจ้า" เฟยหลงตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าทรงพลังจนสั่นสะเทือนหัวใจคนฟัง "แต่ข้าเชื่อมั่นในกระบี่ของข้า... และเชื่อว่า เจ้ามิใช่สตรีที่จะยอมตายอย่างไร้ค่าในสถานที่อัปมงคลเช่นนี้"
คำตอบนั้นทำเนื้อมู่หรงเซียนถึงกับชะงักงัน ริมฝีปากบางคล้ายระบายรอยยิ้มจางๆ ที่หาดูได้ยากยิ่ง นางสูดลมหายใจเข้าลึก, รวบรวมลมปราณเมฆาคล้อยที่เหลืออยู่ทั้งหมดถ่ายเทเข้าสู่ฝ่ามือจนเกิดแสงสีขาวนวลสว่างวาบตัดกับความมืดมิดรอบกาย "ดี... เช่นนั้นวันนี้ ข้าจะแสดงให้เจ้าเห็นว่า วิชากระบี่ของสำนักเมฆาคล้อยมิได้ด้อยไปกว่าวิถีกระบี่เดียวดายของเจ้าแม้แต่น้อย!"
สิ้นเสียงของนาง ทั้งสองร่างก็พุ่งทะยานออกไปพร้อมกันราวกับสายฟ้าแลบ!
*เปรี้ยง! ครืนนน!*
พลังปราณสองสาย สีชาดและสีขาวบริสุทธิ์ พุ่งเข้าปะทะกับอักขระค่ายกลมารเบื้องหน้าจนเกิดเสียงระเบิดกึกก้องสะท้านสะเทือนเลื่อนลั่น แรงอัดมหาศาลผลักดันให้ร่างของทั้งสองกระเด็นถอยหลังไปหลายสิบก้าว เฟยหลงพ่นโลหิตสีเข้มออกมาคำใหญ่ ทว่ามือขวายังคงกำด้ามกระบี่แน่นไม่ยอมปล่อย ส่วนมู่หรงเซียนทรุดตัวลงคุกเข่ากับพื้น ศิลาเบื้องหน้าแตกละเอียดเป็นผุยผง เผยให้เห็นทางออกที่ทอแสงสว่างเรืองรองอยู่ปลายอุโมงค์
ทว่า ความเงียบสงบหลังพายุผ่านพ้นกลับอยู่ได้ไม่นาน...
*ตึง! ตึง! ตึง!*
พื้นดินใต้ฝ่าเท้าสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงยิ่งกว่าเก่า ราวกับมีมหาสัตว์อสูรหมื่นตนกำลังตื่นจากการหลับใหล เงาร่างสีดำทมิฬขนาดมหึมาปรากฏขึ้นที่ปากทางออก ปราณมารอันน่าสะพรึงกลัวกดทับลงมาจนลมหายใจติดขัด และเหนือเงาร่างนั้น ร่างของบุรุษในชุดคลุมสีเลือดผู้หนึ่งกำลังยืนไขว่ห้างอยู่บนยอดศิลา พร้อมกับเสียงหัวเราะเยือกเย็นที่กรีดแทงโสตประสาท
"คิดว่าจะหนีพ้นจากเงื้อมมือของสำนักมารโลหิตเช่นนั้นหรือ... เฟยหลง, มู่หรงเซียน พวกเจ้าช่างบังอาจนัก"
อัครเสนาบดีมารก้าวออกมาจากความมืด พร้อมกับชูคัมภีร์เซียนโบราณที่ส่องแสงประหลาดในมือขึ้นสูง ท้องฟ้าเหนือหุบผาแปรเปลี่ยนเป็นสีเลือดในพริบตา!
เฟยหลงหรี่ตาลงคมกริบ กระบี่ในฝักเริ่มสั่นระริกส่งเสียงคำรามราวกับกระหายเลือด ขณะที่มู่หรงเซียนขยับกายเข้ามาแนบชิดแผ่นหลังของเขาอย่างรู้ใจ โดยไม่มีคำพูดใดหลุดออกมาอีก—เพราะในยุทธภพแห่งนี้ มีเพียงคมกระบี่เท่านั้นที่จะตัดสินว่าใครคือผู้รอดชีวิตอย่างแท้จริง
— — —
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางท่องยุทธภพไปกับมังกรครามท่องภพนะครับ
กระบี่เดียวดายพิชิตเซียนเมฆา•ตอนที่ 4
พันธนาการแห่งโชคชะตา
ผลงานโดย มังกรครามท่องภพ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มังกรครามท่องภพ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่เดียวดายพิชิตเซียนเมฆา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!