กลิ่นอายคาวเลือดจาง ๆ ลอยอวลปะปนกับกลิ่นธูปที่มอดไหม้จนเหลือเพียงขี้เถ้าสีเทาหม่นภายในเขตธรณีประตูของวัดรกร้างแห่งนั้น
เฟยหลงหยุดชะงักการเคลื่อนไหวทันที ดวงตาคมกริบหรี่แคบลง รังสีสังหารอันหนาวเหน็บแผ่ซ่านออกมาราวกับน้ำแข็งขั้วโลก ปลายเท้าของเขาเหยียบลงบนพื้นไม้ผุพังที่ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดเบาหวิว ทว่าประสาทสัมผัสด้านลมปราณกลับตื่นตัวถึงขีดสุดราวกับพยัคฆ์หนุ่มที่พบร่องรอยของเหยื่อในพงไพร
"มีบางอย่างไม่ถูกต้อง..."
เสียงทุ้มต่ำหลุดลอดจากริมฝีปากที่เม้มเป็นเส้นตรงของบุรุษหนุ่ม น้ำเสียงของเขาราบเรียบแต่เต็มไปด้วยแรงกดดันที่ทำให้อากาศรอบกายราวกับจะแข็งตัว
เบื้องหลังของเขา มู่หรงเซียน ธิดาแห่งสำนักเมฆาคล้อยก้าวเท้าตามมาอย่างไร้สุ้มเสียง ร่างระหงในอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ตัดกับบรรยากาศอับชื้นและมืดทึบของอารามร้าง นางกวาดสายตาคมปลาบดั่งกระบี่น้ำแข็งสำรวจความผิดปกติโดยรอบ ความเย็นชาบนดวงหน้าผุดร่องรอยความระแวดระวังขึ้นมาวูบหนึ่ง ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความเยือกเย็นตามวิสัย
"ค่ายกลสะกดวิญญาณระดับสาม..." มู่หรงเซียนเอ่ยขึ้น น้ำเสียงของนางดุจระฆังเงินที่กระทบกันเบา ๆ ทว่าแฝงไว้ด้วยพลังลมปราณที่ควบคุมไม่ให้คลื่นเสียงแผ่ซ่ายออกไปภายนอก "ดูเหมือนพวกมันไม่ได้แค่ต้องการซ่อนตัว แต่จงใจใช้สถานที่แห่งนี้เป็นจุดถ่ายเทพลังโลหิตของชาวยุทธที่หายสาบสูญไปในช่วงสามเดือนที่ผ่านมา"
เฟยหลงไม่ตอบคำทันที เขาสסיสายตาไปยังรูปปั้นพระพุทธรูปองค์ใหญ่ที่ถูกกาลเวลาและคราบเขม่าดินปืนกัดเซาะจนแทบจำเค้าเดิมไม่ได้ เบื้องหน้าฐานพระพุทธรูปมีรอยขีดข่วนลึกหลายร้อยรอย ซึ่งเมื่อมองเผิน ๆ อาจคล้ายร่องรอยการผุกร่อนตามธรรมชาติ แต่สำหรับผู้เชี่ยวชาญวิถีกระบี่และอักขระโบราณเช่นเขา รอยเหล่านี้คือ 'ค่ายกลกระบี่โลหิต' ที่หลบซ่อนการตรวจจับด้วยตาเปล่าได้อย่างแนบเนียน
ชายหนุ่มก้าวไปข้างหน้าสามก้าว ฝ่ามือหนายื่นออกไปหมายจะสัมผัสร่องรอยอักขระบนฐานศิลา แต่ทว่า—
*เปรี้ยะ!*
ประกายแสงสีชาดสายหนึ่งดีดผ่าความมืดออกมาจากร่องศิลาอย่างกะทันหัน รวดเร็วและดุจสายฟ้าฟาด เฟยหลงสะบัดข้อมือวาบ กระบี่เดียวดายที่เหน็บอยู่ข้างกายส่งเสียงร้องคำราม "กริ๊ง" กังวานราับการเรียกหา ร่างสูงโปรดถอยหลังครึ่งก้าว ปลายกระบี่สะบัดปัดประกายแสงสีชาดนั้นจนแตกกระจายกลายเป็นละอองแสงสีแดงฉานโปรยปรายลงสู่พื้น ดุจดั่งฝนโลหิตที่ร่วงหล่นในยามวิกาล
"ระวังตัวด้วย" เฟยหลงเอ่ยเตือนสั้น ๆ โดยไม่หันกลับไปมอง ทว่าความห่วงใยที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความเด็ดเดี่ยวและเยือกเย็นนั้น ทำให้แววตาคู่สวยของมู่หรงเซียนไหววับไปชั่วขณะ ความรู้สึกอุ่นวาบแผ่ซ่านเข้ามาในอกเสื้อที่หนาวเหน็บมายาวนาน
"ข้าไม่ใช่เด็กน้อยที่ต้องให้ท่านมาปกป้องทุกฝีก้าวหรอกนะ, เฟยหลง" มู่หรงเซียนกล่าวเสียงเรียบ แม้ริมฝีปากจะดูเย็นชา แต่มือเรียวบางที่ถือกระบี่ประจำกายกลับกระชับแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว นางก้าวเข้ามาเคียงข้างเขา กลิ่นอายหอมเย็นดั่งดอกเหมยในเหมันตฤดูผสมผสานกับกลิ่นอายบุรุษ สร้างบรรยากาศที่แปลกประหลาดท่ามกลางซากปรักหักพัง
ทั้งสองยืนเคียงบ่าเคียงไหล่อยู่เบื้องหน้าฐานศิลาจารึกขนาดใหญ่ที่ถูกบดบังด้วยเงาดำของโครงสร้างหลังคาที่พังทลาย
เฟยหลงใช้ปลายกระบี่เขี่ยเศษซากอิฐปูนที่ทับถมออก เผยให้เห็นแผ่นศิลาสีดำสนิทฝังลึกอยู่ใต้ฐานพระพุทธรูป บนผิวศิลาปรากฏตัวอักษรโบราณที่สลักด้วยพลังลมปราณอันกล้าแข็ง ตัวอักษรแต่ละตัวเปล่งแสงเรืองรองสีครามจาง ๆ และเมื่อเพ่งมองนานเข้า จะรู้สึกคล้ายมีเสียงกรีดร้องโหยหวนของวิญญาณนับพันดังสะท้อนก้องอยู่ในโสตประสาท
"นี่คือ... บันทึกการหลอมสร้าง 'โอสถโลหิตหมื่นวิญญาณ'!" มู่หรงเซียนสูดลมหายใจเข้าลึก ดวงตาคู่คมเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย นางอ่านทวนข้อความบนศิลาด้วยน้ำเสียงที่เคร่งเครียดขึ้น "ใช้ชีวิตของยอดฝีมือยุทธภพหนึ่งร้อยแปดคนเป็นสื่อกลาง บำเพ็ญพลังมารให้บรรลุขอบเขตเซียนขั้นที่เก้า... แผนการของสำนักอธรรมและขุนนางกังฉินเบื้องสูง ลึกล้ำและเหี้ยมโหดถึงเพียงนี้เชียวหรือ?"
"ไม่ใช่แค่สำนักอธรรมธรรมดา..." เฟยหลงกล่าวแทรกขึ้น ดวงตาคมปลาบจับจ้องไปยังสัญลักษณ์รูป 'อัคคีมารห้าเศียร' ที่สลักอยู่มุมล่างสุดของแผ่นศิลา สัญลักษณ์นี้เขาเคยเห็นในคัมภีร์ลับของสำนักเมื่อหลายปีก่อน มันคือร่องรอยของ 'อัครเสนาบดีมาร' ผู้กุมอำนาจมืดอยู่เบื้องหลังราชสำนักและยุทธภพ ผู้ซึ่งต้องการรวบรวมคัมภีร์เซียนทั้งเก้าเล่มเพื่อครองความเป็นใหญ่เหนือฟ้าดิน
"เจ้าคนผู้นั้น... ยังกล้าลงมือในเขตแดนของสำนักเมฆาคล้อยของเราอีกหรือ?" มู่หรงเซียนกัดริมฝีปากแน่น ความโกรธเกรี้ยวระลอกหนึ่งพวยพุ่งขึ้นในดวงตา รังสีปราณกระบี่รอบตัวนางแผ่ขยายออกจนฝุ่นละอองรอบกายถูกบดขยี้จนละเอียด
"พวกมันไม่ได้เกรงกลัวสำนักของเจ้าหรอกเซียนเอ๋อร์..." เฟยหลงเอ่ยชื่อนางด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงเพียงนิด ทว่าแฝงความจริงอันน่าสะพรึงกลัว "เป้าหมายที่แท้จริงของพวกมัน ไม่ใช่แค่การครอบครองยุทธภพ แต่เป็นการเปิดประตูมิติรกร้างเพื่อปลดปล่อยราชันมารโบราณที่ถูกผนึกไว้ใต้ดินลึก หากปล่อยให้พวกมันรวบรวมโลหิตของยอดฝีมือครบตามกำหนด แผ่นดินนี้จะกลายเป็นทะเลเลือดอย่างแท้จริง"
บรรยากาศภายในวัดร้างเงียบสงัดลงชั่วขณะ มีเพียงเสียงลมหายใจแผ่วเบาและเสียงลมภายนอกที่พัดผ่านซากหน้าต่างที่แตกหัก
เฟยหลงเอื้อมมือไปแตะที่มุมซ้ายของแผ่นศิลาจารึก สัมผัสได้ถึงกลไกบางอย่างที่ซ่อนอยู่ใต้แผ่นหิน มันคือค่ายกลกลไกที่ถูกตั้งเวลาไว้ หากทำลายศิลานี้โดยไม่รู้วิธีถอดถอน พลังย้อนกลับจะระเบิดทำลายล้างรัศมีสิบลี้ให้ราบเป็นหน้ากลองทันที
"เจ้าจะทำอะไร?" มู่หรงเซียนเอ่ยถามเมื่อเห็นเขากำลังจะถ่ายเทลมปราณเข้าสู่แผ่นศิลา
"ทำลายต้นตอของแผนการนี้เสียตั้งแต่ตอนนี้..." เฟยหลงตอบสั้น ๆ น้ำเสียงเด็ดเดี่ยวไม่ยอมรับการคัดค้าน "ข้าคือผู้ถือวิถีกระบี่เดียวดาย ความกลัวไม่เคยอยู่ในพจนานุกรมของข้า หากฟ้าดินไม่ยอมผดุงคุณธรรม ข้าก็จะใช้กระบี่ในมือนี้แหละ เป็นผู้พิพากษาลิขิตฟ้าเอง!"
ทันใดนั้น ก่อนที่ปลายนิ้วของเฟยหลงจะสัมผัสถึงแก่นกลางของกลไก แสงสว่างวาบอันเจิดจ้าก็พุ่งทะยานลงมาจากท้องฟ้ายามราตรีราวกับอสนีบาตฟาดลงกลางใจอาราม!
*เปรี้ยง!*
หลังคาที่ผุพังพังทลายลงมาเป็นเสี่ยง ๆ ฝุ่นควันตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ แรงกดดันอันมหาศาลที่กดทับลงมาจากเบื้องบนทำให้ลมปราณในร่างของเฟยหลงและมู่หรงเซียนปั่นป่วนชั่วขณะ
เงาร่างหนึ่งในชุดคลุมสีดำสนิท ปักลายอัคคีมารสีทองอร่าม ยืนตระหง่านอยู่บนซากคานไม้ที่หักโค่น ดวงตาทั้งคู่ภายใต้หน้ากากครึ่งซีกเปล่งประกายแสงสีอำพันน่ากลัว แฝงไว้ด้วยรอยยิ้มเย้ยหยันที่มุมปาก
"นึกไม่ถึงว่า... สุนัขล่าเนื้อแห่งสำนักกระบี่เดียวดาย จะรนหาที่มาตายถึงถิ่นนี้ด้วยตนเอง"
เสียงหัวเราะแหบแห้งราวกระดาษทรายเสียดสีกันดังขึ้น ก้องกังวานไปทั่วซากวัดร้าง พร้อมกับเงาร่างของยอดฝีมือชุดดำนับสิบชีวิตที่พุ่งทะยานออกมาจากความมืดล้อมรอบพวกเขาทั้งสองไว้ทุกทิศทุกทาง ทุกคนล้วนถือศาสตราวอาวุธอาบยาพิษและแผ่รังสีสังหารเข้มข้นถึงขีดสุด
เฟยหลงไม่แม้แต่จะหันไปมองศัตรูรอบด้าน ดวงตาคมกริบยังคงจดจ้องอยู่ที่ร่างบนคานไม้เบื้องบน ร่างสูงขยับตัวยืนบังหน้ามู่หรงเซียนไว้ครึ่งก้าว กระบี่เดียวดายถูกชักออกจากฝักช้า ๆ เสียงเหล็กเสียดสีกับฝักกระบี่ดัง "กริ๊ง" กังวานบาดแก้วหู ราวกับเสียงคำรามเตือนภัยจากยมทูต
"ดูเหมือนว่า... คืนนี้เลือดของพวกมัน จะทำให้กระบี่ของข้าอิ่มหนำสำราญได้พอดีนะ, เซียนเอ๋อร์"
เฟยหลงเอ่ยกระซิบเสียงต่ำ รอยยิ้มเย้ยหยันปรากฏขึ้นที่มุมปากของจอมยุทธ์ผู้ทะนงตน ขณะที่มู่หรงเซียนขยับกายเข้าชิดแผ่นหลังของเขาอย่างรู้ใจ พลังกระบี่น้ำแข็งและพลังกระบี่เดียวดายหลอมรวมกันเป็นหนึ่งเดียว พร้อมที่จะระเบิดออกในวินาทีที่คมกระบี่กระทบกัน!
*(โปรดติดตามตอนต่อไป)*
---
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางท่องยุทธภพไปกับมังกรครามท่องภพนะครับ
กระบี่เดียวดายพิชิตเซียนเมฆา•ตอนที่ 3
ปริศนาศิลาจารึก
ผลงานโดย มังกรครามท่องภพ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มังกรครามท่องภพ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่เดียวดายพิชิตเซียนเมฆา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!