โลหิตหนึ่งหยด... ร่วงหล่นกระทบพื้นศิลาขาวดุจหิมะ เสียงดัง *ติ๋ง* สะท้อนก้องกังวานท่ามกลางความเงียบงันที่น่าสะพรึงกลัว
เบื้องหน้าของมู่หรงเซียน ปลายกระบี่เหล็กดำสนิทไร้ลวดลายประดับกลับสะท้อนประกายแสงเย็นเยียบดุจดวงจันทร์ในยามวิกาล ความกดดันจากลมปราณที่แผ่ออกมาจากร่างของบุรุษเบื้องหน้ามิใช่การข่มขู่ด้วยกำลังภายนอก หากแต่เป็น "เจตจำนงแห่งกระบี่" ที่คมกริบจนบาดลึกเข้าไปถึงจิตวิญญาณของผู้ฝึกยุทธ์
"เจ้า..." น้ำเสียงของธิดาแห่งสำนักเมฆาคล้อยสั่นระริกเล็กน้อย แม้ใบหน้าจะยังคงความเยือกเย็นดั่งหิมะพันปี นัยน์ตาสง่างามคู่นั้นยามนี้กลับฉายแววตื่นตะลึงอย่างปิดไม่มิด นางเป็นถึงอัจฉริยะอันดับหนึ่งแห่งยุคผู้ครอบครองวิชา "กระบี่เก้าสวรรค์" แต่เมื่อครู่... นางมองไม่ทันแม้แต่กระบวนท่าเดียวด้วยซ้ำว่าเฟยหลงชักกระบี่ออกจากฝักเช่นไร
เฟยหลงยังคงยืนหยัดด้วยท่าทีสงบเยือกเย็น มือข้างหนึ่งไขว่หลัง อีกมือหนึ่งถือกระบี่ไร้ชื่อแนบข้างกาย เส้นผมสีดำสนิทปลิวไสวตามสายลมปราณที่หมุนวนรอบกายเขา ทรวดทรงและท่าทีของเขายามนี้ราวกับเทพเซียนผู้ตัดขาดจากกิเลสทางโลก ทว่าในขณะเดียวกันก็มีความดุดันดั่งพญามังกรที่พร้อมจะผ่าท้องฟ้าเป็นสองเสี่ยงได้ทุกเมื่อ
"วิชากระบี่ของสำนักเมฆาคล้อย รวดเร็ว งดงาม และพลิกแพลงดั่งสายหมอกไร้ลักษณ์" เฟยหลงกล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ กังวาน และราบเรียบ ทว่าทุกคำพูดกลับแฝงสัจธรรมแห่งวิถียุทธ์ที่ทำเอาผู้อาวุโสยังต้องสะท้อนใจ "น่าเสียดาย... ที่ความงดงามนั้นขาดซึ่งกระดูกสันหลัง เจ้าใช้กระบวนท่าเพื่อประดับประดา หาใช่เพื่อสังหารไม่"
คำวิจารณ์อันตรงไปตรงมานี้ หากเป็นผู้อื่นกล่าวออกไปคงสร้างความโกรธเกรี้ยวให้แก่มู่หรงเซียนจนกระอักเลือด แต่นางกลับทำได้เพียงกัดริมฝีปากแน่น ความจริงอันโหดร้ายที่ถูกเปิดโปงด้วยกระบี่เดียวเมื่อครู่ ทำให้หัวใจที่เคยเย่อหยิ่งทระนงสั่นคลอนอย่างรุนแรง
ย้อนกลับไปเมื่อชั่วก้านธูปก่อน ความตึงเครียดในสนามประลองระหว่างสำนักพุ่งถึงขีดสุด เมื่อเหล่าผู้อาวุโสพยายามบีบบังคับให้มู่หรงเซียนเลือกข้างระหว่างการสวามิภักดิ์ต่ออัครเสนาบดีมารผู้ชั่วร้าย หรือถูกตราหน้าว่าเป็นกบฏแห่งยุทธภพ ในวินาทีที่ความสิ้นหวังเกาะกุมจิตใจของหญิงสาว เฟยหลงก็ก้าวออกมาจากเงาไม้ ไร้ซึ่งเสียงฝีเท้า ไร้ซึ่งการประกาศนาม ทว่าการปรากฏตัวของเขากลับทำให้ลมฟ้าอากาศแปรปรวนในพริบตา
มารร้ายระดับบรรพชนผู้หนึ่งกล้าหาญชักอาวุโสเข้าโจมตีลอบกัด แต่นั่นคือความผิดพลาดครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิตของมัน
เฟยหลงเพียงแค่ก้าวเท้าออกไปหนึ่งก้าว ปราณกระบี่สายหนึ่งก็พวยพุ่งทะลวงผ่านร่างของมันโดยที่ไม่มีใครมองเห็น วิถีกระบี่ของเขารวดเร็วยิ่งกว่าความคิด สะอาดสะอ้านไร้รอยเปื้อน และเด็ดขาดจนแม้แต่เงาของความตายยังตามไม่ทัน นั่นคือที่มาของโลหิตหยดแรกบนพื้นศิลา
"เจ้าเป็นใครกันแน่?" มู่หรงเซียนเอ่ยถาม ลมหายใจของนางติดขัดเล็กน้อย ความรู้สึกแปลกประหลาดบางอย่างกำลังตีวนอยู่ในอก นางผู้ซึ่งไม่เคยชายตามองบุรุษใดในใต้หล้า ไฉนยามนี้เมื่ออยู่เบื้องหลังแผ่นหลังอันกว้างใหญ่และโดดเดี่ยวของบุรุษผู้นี้ หัวใจกลับร่ำร้องหาความอบอุ่นที่นางไม่เคยได้รับมาก่อน
"ข้าก็คือผู้ที่เดินอยู่บนเส้นทางแห่งกระบี่... เช่นเดียวกับเจ้า" เฟยหลงตอบสั้นๆ ดวงตาคมกราบกวาดมองไปยังขอบฟ้าไกลโพ้น ที่ซึ่งกลุ่มเมฆสีดำทะมึนกำลังเคลื่อนตัวเข้ามาปกคลุม ราวกับกองทัพมารนับหมื่นกำลังมุ่งหน้ามายังสถานที่แห่งนี้
"ระวัง!" มู่หรงเซียนอุทานขึ้นด้วยความตกใจ เมื่อสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายมารที่น่าสะพรึงกลัวพุ่งตรงมาจากสี่ทิศทาง แรงกดดันระดับขอบเขตหลอมรวมวิญญาณกำลังกดทับลงมาจนอากาศรอบตัวแทบจะกลายเป็นของแข็ง
อัครเสนาบดีมารมิได้ส่งเพียงลิ่วล้อมาจัดการเรื่องนี้ มันหมายมั่นจะกวาดล้างทั้งสำนักเมฆาคล้อยและผู้ที่ขวางทางให้สิ้นซากในคราเดียว!
ท้องนภารอบด้านพลันเปลี่ยนเป็นสีเลือด เมฆหมอกสีดำทะมึนหมุนวนเป็นพายุขนาดยักษ์ใจกลางลานประลอง เสียงหัวเราะเยือกเย็นดั่งมาจากขุมนรกดังสะท้อนก้องกังวานไปทั่วสารทิศ *“ฮ่าๆๆๆ... คิดว่าส่งเด็กสาวผู้นี้มาลองเชิง แล้วพวกเจ้าจะรอดพ้นจากเงื้อมมือข้าหรือ? เฟยหลง ต่อให้เจ้ามีวิชากระบี่ที่ร้ายกาจเพียงใด วันนี้ก็ต้องดับสูญ ณ ที่แห่งนี้!”*
แรงกดดันมหาศาลถาโถมเข้าใส่ราวกับภูเขาทั้งลูกกดทับลงบนบ่า มู่หรงเซียนหน้าถอดสี กระบี่ในมือสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวต่อพลังระดับนั้น ความต่างของขอบเขตพลังทำให้แทบเป็นไปไม่ได้เลยที่จะต่อต้าน
ทว่า... เฟยหลงกลับมิได้แสดงอาการหวาดหวั่นแม้แต่น้อย มุมปากของเขายกขึ้นเป็นรอยยิ้มเย้ยหยันฟ้าดิน สายตาที่มองขึ้นไปยังท้องนฟ้าสีเลือดเต็มไปด้วยความทะนงตนอย่างไร้ขีดจำกัด
"มารเฒ่า... เจ้ายังอ่อนหัดเกินกว่าจะมาพูดคำว่าดับสูญต่อหน้ากระบี่ของข้า"
เฟยหลงกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่มันกลับดังชัดเจนก้องกังวานอยู่ในโสตประสาทของทุกผู้คน เขาค่อยๆ ยกกระบี่เหล็กดำขึ้นระดับอก ปราณกระบี่สีครามเข้มระเบิดออกรอบร่างจนพื้นศิลาแหลกละเอียดเป็นผุยผงในพริบตา รัศมีกระบี่พุ่งเสียดแทงทะลุเมฆหมอกสีเลือดจนเกิดเป็นช่องว่างขนาดใหญ่บนท้องฟ้า
มู่หรงเซียนเบิกกว้างด้วยความตะลึงลาน นางไม่เคยพบเห็นผู้ใดที่สามารถใช้พลังปราณต่อต้านแรงกดดันระดับขอบเขตหลอมรวมวิญญาณได้ด้วยตัวคนเดียว ยิ่งไปกว่านั้น รัศมีกระบี่ของเฟยหลงในยามนี้... กำลังทะลวงข้ามขีดจำกัดของโลกหล้า!
ทว่า ในเสี้ยววินาทีที่เฟยหลงกำลังจะกวัดแกว่งกระบี่ออกไปเพื่อสะบั้นความมืดมิดนั้นเอง เงาร่างสีดำสนิทสายหนึ่งก็ปรากฏขึ้นเบื้องหน้าของมู่หรงเซียนอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ปลายดาบสีโลหิตจ่อตรงเข้าที่ลำคอระหงของนางโดยที่นางไม่มีโอกาสแม้แต่จะกะพริบตา!
*“หากเจ้าขยับแม้แต่ปลายนิ้ว... ธิดาแห่งสำนักเมฆาคล้อยผู้นี้ จะกลายเป็นวิญญาณไร้หัวในทันที!”* เสียงแหบพร่าและเย็นเยียบดังขึ้นจากด้านหลังของหญิงสาว พร้อมกับรอยยิ้มเหี้ยมเกรียมของผู้มาใหม่ที่ซ่อนตัวอยู่ใต้เงาจันทร์
เฟยหลงหยุดชะงักการเคลื่อนไหวทันที ดวงตาคมกริบหรี่แคบลง รังสีสังหารอันหนาวเหน็บแผ่ซ่านออกมาราวกับน้ำแข็งขั้วโลก
ขอขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับวิถีกระบี่อันโดดเดี่ยวนี้ และโปรดติดตามตอนต่อไปด้วยใจระทึกนะครับ
กระบี่เดียวดายพิชิตเซียนเมฆา•ตอนที่ 2
หนึ่งกระบวนท่ามลายสิ้น
ผลงานโดย มังกรครามท่องภพ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มังกรครามท่องภพ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่เดียวดายพิชิตเซียนเมฆา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!