"คำสั่งของอาจารย์... คือให้ข้าสังหารเจ้าโดยไม่ต้องไต่ถามอันใดเลยงั้นหรือ?"
น้ำเสียงของมู่หรงเซียนสั่นเครือเล็กน้อย ความเย็นชาที่เคยใช้ปก A 1 คลุมกายดั่งน้ำค้างแข็งบนยอดเขาเมฆาคล้อย บัดนี้กลับแตกร้าวลงราวกับประติมากรรมหิมะที่ถูกเปลวเพลิงแผดเผา นางถือกระบี่วิหคสวรรค์ไว้ในมือแน่นจนข้อต่อปลายนิ้วขาวซีด ดวงตาคู่คมกริบที่มักจะเย่อหยิ่งทระนง บัดนี้กลับคลอหน่วงไปด้วยหยาดน้ำตาแห่งความสับสนและเจ็บปวด
เบื้องหน้านางคือ 'เฟยหลง'
บุรุษผู้สวมชุดยาวสีครามเข้ม เส้นผมสีดำสนิทสะบัดพลิ้วตามแรงลมปราณที่แผ่ออกมาอย่างเงียบเชียบ เขายืนกอดอกพิงลำต้นสนโบราณอย่างไม่สะทกสะทกสะท้าน ดวงตาคมปลาบของเขาไม่ได้ทอดมองไปยังคมกระบี่ที่จ่อตรงมายังอกเสื้อของตน ทว่ากลับจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของนาง—ดวงตาที่เขารู้ดีว่าซ่อนความเปราะบางเอาไว้ภายใต้หน้ากากแห่งศิษย์เอกสำนักเมฆา
วิถีกระบี่ของเฟยหลงคือกระบี่เดียวดาย ไร้พันธะ ไร้ความลังเล แต่ในยามนี้ เมื่อต้องเผชิญหน้ากับสตรีที่สลักลึกลงในห้วงคำนึง หัวใจที่เคยด้านชากลับไหววูบราวกับถูกสายลมฤดูใบไม้ผลิพัดผ่าน
"เจ้ายังถามคำถามที่โง่เง่าเช่นนี้อยู่อีกหรือ, เซียนเอ๋อร์"
เฟยหลงเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ กังวานดั่งเสียงระฆังสำริดในอารามโบราณ เขาก้าวเท้าเดินเข้าไปหาคมกระบี่ของนางทีละก้าวอย่างเชื่องช้า ทว่ามั่นคง ปลายกระบี่วิหคสวรรค์สั่นระริกเข้าใกล้หัวใจของเขาขึ้นเรื่อยๆ จนเกือบจะสัมผัสเนื้อผ้า หากเฟยหลงเพียงแค่ขยับถอยหลังแม้แต่ครึ่งนิ้ว ย่อมรอดพ้นจากคมกระบี่นี้ได้ แต่เขาเลือกที่จะเดินหน้า—ยอมให้คมเหล็กกล้าจ่ออยู่ตรงจุดตาย โดยไม่แม้แต่จะชักกระบี่ออกจากฝัก
"หากเจ้าต้องการชีวิตของข้า เพื่อแลกกับการหลุดพ้นจากโซ่ตรวนแห่งความภักดีจอมปลอมนั้น... เจ้าก็ลงมือเสียสีย"
คำพูดของเฟยหลงราวกับสายฟ้าที่ฟาดผ่าลงกลางใจมู่หรงเซียน นางสะعدถอยหลังไปก้าวหนึ่งโดยไม่รู้ตัว ลมหายใจขาดห้วง
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา นางเติบโตมาภายใต้การอบรมสั่งสอนของเจ้าสำนักเมฆา—ผู้เป็นทั้งอาจารย์และเสมือนบิดาบุญธรรม คำสอนทุกบท กฎเกณฑ์ทุกข้อฝังรากลึกอยู่ในกระดูกดำว่า "สำนักคือบ้าน หน้าที่คือชีวิต" อาจารย์คือผู้ชุบชีวิตและมอบวิชาความรู้ให้ นางจึงก้มหน้ายอมรับและปฏิบัติภารกิจทุกอย่างตามบัญชาอย่างเคร่งครัดมาโดยตลอด
ทว่า... เมื่อยามที่อาจารย์เรียกนางเข้าไปพบในห้องโถงปิดตายเมื่อยามสนธยา สีหน้าและแววตาที่อาจารย์ใช้มองนางนั้น ไม่มีร่องรอยของความเมตตาปรานีหลงเหลืออยู่เลย มีเพียงคำสั่งที่เฉียบขาดไร้เยื่อใย—*ไปนำคัมภีร์เซียนกลับมา หากเฟยหลงขัดขวาง... จงสังหารเขาทันที ไม่เว้นแม้แต่ศิษย์พี่น้องร่วมสำนักที่ทรยศ*
ในวินาทีนั้นเอง เมฆหมอกที่บังตามาเนิ่นนานก็เริ่มจางหาย มู่หรงเซียนพลันฉุกคิดขึ้นได้ถึงความผิดปกติหลายประการ
เหตุใดคัมภีร์เซียนที่สูญหายไปนับร้อยปี จึงเพิ่งปรากฏเบาะแสขึ้นในเขตแดนของสำนักมาร? เหตุใดอาจารย์จึงเร่งร้อนส่งนางออกปฏิบัติภารกิจโดยลำพัง ทั้งที่ปกติแล้วการเคลื่อนไหวระดับนี้ต้องผ่านการประชุมจากผู้วิอาวุโสทุกคน? และที่สำคัญที่สุด... แววตาของอาจารย์ในยามที่กล่าวถึงเฟยหลง มิใช่แววตาของผู้อาวุโสที่มองดูศิษย์ผู้หลงผิด แต่มันคือแววตาของ "ผู้ล่า" ที่ต้องการกำจัดพยานปากสำคัญต่างหาก!
"ไม่... เจ้าโกหก!" มู่หรงเซียนส่ายหน้าช้าๆ เม็ดเหงื่อกาฬผุดซึมตามขมับ "อาจารย์มีพระคุณล้นพ้นต่อข้า พระองค์ไม่มีทาง... ไม่มีทางใช้ประโยชน์จากข้าเพื่อฆ่าเจ้า!"
"พระคุณงั้นหรือ?" เฟยหลงแค่นหัวเราะในลำคอ แววตาเต็มไปด้วยความสมเพชเวทนาต่อความดื้อรั้นของนาง "เซียนเอ๋อร์เอ๋ย เซียนเอ๋อร์ เจ้าฉลาดเฉลียวในเชิงกระบี่ ทว่ากลับโง่เขลาในสัจธรรมแห่งจิตใจมนุษย์ เจ้าคิดว่ารอยแผลเป็นบนแผ่นหลังของศิษย์พี่ใหญ่ที่ตายอย่างปริศนาเมื่อสามปีก่อนเกิดจากสำนักมารจริงหรือ? เจ้าคิดว่าคัมภีร์เซียนที่อาจารย์เก็บรักษาไว้ในเขตหวงห้าม แท้จริงแล้วถูกใช้เพื่อการใดกันแน่?"
คำพูดแต่ละคำของเฟยหลงราวกับค้อนเหล็กหนักนับหมื่นชั่งที่ทุบลงบนจิตวิญญาณของมู่หรงเซียน
ภาพเหตุการณ์ในอดีตซ้อนทับขึ้นมาในหัว ศิษย์พี่ใหญ่ที่เคยสั่งสอนนางฝึกกระบี่ จู่ๆ ก็ถูกประกาศว่าเป็นคนทรยศและถูกประหารชีวิตอย่างไร้ความปราณีในคืนเดือนมืด ร่างที่ไร้ลมหายใจถูกนำไปฝังโดยไม่มีพิธีรีตองใดๆ ทั้งสิ้น และผู้ที่ลงทัณฑ์ในคืนนั้น... ก็คืออาจารย์เอง!
มือที่ถือกระบี่ของมู่หรงเซียนสั่นเทารุนแรงขึ้นเรื่อยๆ พลังปราณรอบตัวปั่นป่วนจนสะเก็ดหิมะรอบกายแตกกระจายกลายเป็นละอองน้ำ
"เจ้า... รู้ได้อย่างไร?" เสียงของนางแหบพร่า ไร้ซึ่งความเย่อหยิ่งจองหอง คงเหลือเพียงความอ่อนแอของสตรีผู้กำลังจะสูญเสียหลักยึดเหนี่ยวสุดท้ายในชีวิต
"เพราะข้าเคยเผชิญหน้ากับ 'อัครเสนาบดีมาร' มาแล้ว" เฟยหลงกล่าวเสียงเรียบ ทว่าทรงพลังอำนาจ ดึงสายตาของนางให้กลับมามองเขาอีกครั้ง "และข้ายังพบร่องรอยค่ายกลวิญญาณโลหิตที่ถูกซ่อนไว้ใต้รากฐานของสำนักเมฆา... ค่ายกลที่ต้องใช้พลังปราณบริสุทธิ์ของศิษย์สายตรงในสำนัก หล่อหลอมมันขึ้นมาเพื่อทะลวงขอบเขตเซียนอันเป็นนิรันดร์"
ก๊าซซซ!
ราวกับมีสายฟ้าฟาดผ่าลงกลางศีรษะมู่หรงเซียน ร่างเพรียวบางเซถอยหลังไปสองก้าว นางทรุดตัวลงคุกเข่าข้างหนึ่งกับพื้นหิมะ กระบี่วิหคสวรรค์หลุดจากมือปักลงบนพื้นน้ำแข็ง
พลังปราณบริสุทธิ์ของศิษย์สายตรง...
นั่นหมายความว่า... ตลอดเวลาที่ผ่านมา นางและเหล่าศิษย์พี่ศิษย์น้อง มิได้ถูกเลี้ยงดูมาในฐานะทายาทหรือผู้สืบทอดวิชาความรู้ แต่เป็นดั่ง "ปศุสัตว์" ที่ถูกเลี้ยงไว้ให้อาหารอย่างดี เพื่อรอวันเชือดเฉือนเอาพลังปราณและโลหิตไปใช้เป็นเครื่องเซ่นสังเวยในการบรรลุวิถีมารของอาจารย์ตนเองอย่างนั้นหรือ!
ความจริงอันแหลมคมนี้บาดลึกยิ่งกว่าคมกระบี่ใดๆ ในยุทธภพ มันกัดกินหัวใจ ความเชื่อมั่น และความกตัญญูที่นางยึดถือมาตลอดชีวิตให้พังทลายลงในชั่วพริบตา น้ำตาอุ่นร้อนหยดแล้วหยดเล่าร่วงหล่นลงกระทบพื้นหิมะสีขาวโพลน ละลายน้ำแข็งเป็นจุดด่างดวง
เฟยหลงมองภาพนั้นด้วยความรู้สึกที่ปวดร้าวไม่แพ้กัน เขาก้าวเข้าไปใกล้ คุกเข่าลงข้างหนึ่งเบื้องหน้านาง มือหนาเอื้อมออกไปประคองร่างที่กำลังสั่นเทาของนางเข้าสู่อ้อมอกอย่างอ่อนโยน เป็นครั้งแรกที่จอมยุทธ์ผู้โดดเดี่ยวและเย่อหยิ่งยอมลดตัวลงโอบกอดสตรีผู้เป็นศัตรูในนาม
"ร้องออกมาเถอะ..." เฟยหลงกระซิบข้างใบหูของนาง น้ำเสียงนุ่มนวลทว่าหนักแน่นดั่งขุนเขา "การร้องไห้ไม่ใช่ความอ่อนแอ... แต่มันคือการเริ่มต้นล้างคราบไคลแห่งความหลงผิด"
มู่หรงเซียนซบใบหน้าลงกับอกเสื้อของเขา ปล่อยให้น้ำตาแห่งความคับแค้นและความเจ็บปวดไหลรินออกมาอย่างไร้การควบคุม สองมือเรียวขยุ้มเสื้อของเขาแน่นราวกับว่าหากปล่อยมือ บุรุษผู้นี้จะหายวับไปกับสายลม
ทว่า ในขณะที่ความเงียบงันและความอบอุ่นกำลังโอบล้อมคนทั้งสองไว้ท่ามกลางลมหนาว...
*เปรี้ยง!*
เสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหวมาจากทิศทางของยอดเขาเมฆาคล้อย ท้องฟ้ายามราตรีที่ควรจะมืดสนิท กลับถูกย้อมด้วยแสงสีแดงฉานดั่งโลหิต เมฆหมอกสีดำทะมัดทะเมนรวมตัวกันเป็นรูปใบหน้ายักษ์มารขนาดมหึมาที่กำลังอ้าปากคำรามก้องฟ้า แรงกดดันจากพลังปราณระดับบรรพชนพุ่งทะยานเสียดฟ้าจนแผ่นดินสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น
เฟยหลงผุดลุกขึ้นยืนทันที นัยน์ตาคมกริบกวาดมองไปยังขอบฟ้าไกลด้วยความรู้สึกตื่นตัว ความเยือกเย็นกลับคืนสู่ร่างของเขากลืนกินความอ่อนโยนเมื่อครู่จนหมดสิ้น
ในขณะเดียวกัน มู่หรงเซียนที่เพิ่งเงยหน้าขึ้นจากพื้น น้ำตาบนใบหน้ายังไม่ทันแห้งเหือด นางพลันเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงพรึงเพริด เมื่อสัมผัสได้ถึงกระแสจิตวิญญาณอันคุ้นเคยที่แผ่พุ่งมาจากทิศทางนั้น—กระแสจิตวิญญาณของอาจารย์ตนเอง!
ไม่สิ... นั่นไม่ใช่พลังของมนุษย์อีกต่อไปแล้ว!
"ฮ่าๆๆๆๆ! เฟยหลง... เจ้าเด็กโง่ คิดว่าเจ้าหลบหนีพ้นเงื้อมมือข้าแล้วอย่างนั้นหรือ?"
เสียงหัวเราะก้องกังวานเสียดแก้วหู ราวกับดังมาจากทุกสารทิศ แรงกดดันมหาศาลกดทับลงบนร่างของคนทั้งสองจนเข่าแทบทรุด และก่อนที่เฟยหลงจะทันได้ชักกระบี่ออกจากฝัก เงาร่างสีดำสายหนึ่งก็พุ่งทะยานแหวกอากาศลงมาปักหลักอยู่เบื้องหน้าพวกเขาด้วยความเร็วเหนือมนุษย์!
ฝุ่นควันและเศษหิมะกระจายฟุ้งตลบอบ
เมื่อกลุ่มควันจางลง ปรากฏร่างของชายชราในชุดคลุมสีดำสนิท ใบหน้าครึ่งหนึ่งเหี่ยวย่นดั่งซากศพ แต่อีกครึ่งหนึ่งกลับเปล่งประกายแสงสีทองระยิบระยับ ดวงตาทั้งสองข้างกลายสภาพเป็นสีแดงฉานไร้แววตาของมนุษย์
เจ้าสำนักเมฆา... บัดนี้ได้หลอมรวมเข้ากับแก่นแท้ของอัครเสนาบดีมารอย่างสมบูรณ์แบบแล้ว!
"อาจารย์..." มู่หรงเซียนอุทานออกมาด้วยความหวาดกลัว นางถอยหลังกรูดเมื่อพบว่าชายชราผู้เคยเมตตา บัดนี้มีกลิ่นอายของซากศพและกลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งไปทั่วร่าง
เจ้าสำนักเมฆายิ้มเหี้ยมเกรียม สายตาดุดันจ้องมองมาที่ศิษย์รักและศัตรูหัวใจสลับกัน ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบพร่าเย็นยะเยือกที่ทำให้โลหิตในกายแข็งค้าง
"เซียนเอ๋อร์ศิษย์รัก... เจ้าช่างอกตัญญูนัก ไปตามล่าคนทรยศไยจึงใช้เวลานานนัก? หรือว่า... เจ้าแอบหลงเสน่ห์มันจนลืมหน้าที่ของตนเองไปเสียแล้ว?" ชายชราแค่นเสียงหัวเราะ "ช่างเถอะ... ในเมื่อเจ้าไม่ยอมลงมือฆ่ามันด้วยตนเอง เช่นนั้นวันนี้ อาจารย์ผู้นี้... จะขอใช้โลหิตของพวกเจ้าทั้งสองคน เพื่อเปิดประตูสู่มิติเซียนอย่างแท้จริง!"
สิ้นเสียงคำราม ร่างของเจ้าสำนักเมฆาก็สลายกลายเป็นกลุ่มหมอกโลหิตพุ่งเข้าใส่คนทั้งสองด้วยความเร็วสายฟ้าฟาด!
— โปรดติดตามตอนต่อไป —
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางท่องยุทธภพไปกับมังกรครามท่องภพนะครับ
กระบี่เดียวดายพิชิตเซียนเมฆา•ตอนที่ 8
ความจริงที่แหลมคม
ผลงานโดย มังกรครามท่องภพ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มังกรครามท่องภพ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่เดียวดายพิชิตเซียนเมฆา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!