"หากเจ้ายังยืนกรานว่ามรรคาที่ข้าเลือกคือทางสายมาร... เช่นนั้น คืนนี้กระบี่ในมือข้าคงต้องพิสูจน์ความจริงด้วยโลหิตของตัวเจ้าเองแล้ว!"
เสียงคำรามต่ำต้อยดั่งพญาอินทรีบาดเจ็บก้องกังวานท่ามกลางความมืดมิดของหุบผาสุสานกระบี่ ไอสังหารพวยพุ่งขึ้นเสียดฟ้าจนหมู่เมฆาสีครามแปรเปลี่ยนเป็นสีโลหิต ประกายตาสีดำสนิทของเฟยหลงทอประกายคมปลาบดั่งคมดาบที่เพิ่งถูกชำระล้างด้วยน้ำค้างแข็ง เขายืนหยัดตระหง่านอยู่บนยอดแผ่นศิลาโบราณ ร่างกายแผ่ซ่านลมปราณกระบี่ไร้ลักษณ์ที่หมุนวนเป็นพายุหมุนขนาดย่อม รอบกายเขา เศษซากใบไม้และก้อนกรวดต่างถูกบดขยี้จนกลายเป็นผุยผงด้วยแรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัว
เบื้องหน้าของเขา ห่างออกไปเพียงสามสิบก้าว ร่างระหงในอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ดั่งหิมะแรกฤดูของมู่หรงเซียนกำลังสั่นเทิ้มเล็กน้อย นางถือกระบี่เทพเมฆาคล้อยไว้มั่น ปลายกระบี่สั่นระริกด้วยแรงสะท้อนจากคลื่นพลังที่โถมเข้าใส่ ใบหน้างามล้ำเลิศที่เคยเยือกเย็นดั่งเซียนผู้ตัดขาดจากโลกีย์ บัดนี้กลับอาบไล้ไปด้วยหยาดเหงื่อและร่องรอยของความเจ็บปวดร้าวรานในดวงตา
"เฟยหลง... เหตุใดท่านจึงต้องดึงดันถึงเพียงนี้?" เสียงของนางหวานหยาดเยิ้มแต่สั่นเครือ แฝงไว้ด้วยความห่วงAอาลัยที่พยายามสะกดกลั้นไว้อย่างสุดกำลัง "เบื้องหลังความจริงที่ท่านต้องการพิสูจน์... มันอาจแลกมาด้วยชีวิตของคนทั้งสำนัก หรือแม้แต่... ดวงวิญญาณของท่านเอง อัครเสนาบดีมารไม่ได้เพียงแค่ต้องการคัมภีร์ แต่มันต้องการทำลายจิตวิญญาณของท่านให้แปดเปื้อน!"
"คำพูดร้อยแปดพันประการ ก็ไม่เท่าคมกระบี่เพียงเล่มเดียว!"
เฟยหลงกล่าวตัดบท น้ำเสียงของเขาไร้ซึ่งความลังเล ทว่าลึก ภายในอกกลับเจ็บแปล๊บราวกับถูกเข็มนับพันเล่มทิ่มแทง เขาจำต้องทำเช่นนี้... การดวลกันครั้งที่สองไม่ใช่เพื่อเอาชนะ แต่มันคือการเดิมพันเพื่อกระชากหน้ากากของความจริงที่ถูกปกปิดไว้ด้วยคำลวงของมารร้าย หากเขาไม่อาจฟาดฟันผ่านตัวตนที่แท้จริงของนางในยามที่ถูกครอบงำด้วยพลังจิตลวงตาได้ เขาก็ไม่มีวันปกป้องผู้หญิงคนนี้จากเงื้อมมือของอัครเสนาบดีมารได้เลยตลอดกาล
*ฟึบ!*
ร่างของเฟยหลงเลือนหายไปจากจุดเดิมในพริบตาเดียว วิชาตัวเบา 'ก้าวอัสนีท่องนภา' ถูกปลดปล่อยจนถึงขีดสุด ไม่หลงเหลือแม้แต่เงาร่าง มีเพียงประกายแสงสีครามสายหนึ่งที่ลากยาวผ่านความมืดมิดราวกับสายฟ้าฟาดผ่ากลางใจความว่างเปล่า
มู่หรงเซียนสะท้านเฮือก สัญชาตญาณการต่อสู้ของยอดฝีมือสำนักเมฆาคล้อยทำให้ร่างของนางเคลื่อนไหวไปเองโดยไม่ต้องรอสมองสั่งการ กระบี่เทพเมฆาคล้อยตวัดวาดเป็นวงโคจรรูปหยินหยาง ปราณกระบี่สีขาวบริสุทธิ์รวมตัวกันเป็นม่านฟ้าเก้าชั้นปกป้องร่างอย่างแน่นหนา
*เคร้งงงงงง!*
ประกายไฟสارتกระเด็นไปทั่วสารทิศราวกับดอกไม้ไฟยามค่ำคืน แรงปะทะระหว่างลมปราณกระบี่ทั้งสองสายแผ่ขยายออกเป็นคลื่นกระแทกวงกว้าง ต้นไม้โบราณรอบหุบผารัศมีร้อยวาต่างหักโค่นลงเป็นระนาบเดียวกัน พื้นดินแตกระแหงลึกนับสิบเมตร แรงสั่นสะเทือนทำเอาผู้บำเพ็ญเพียรที่ซ่อนตัวอยู่ไกลออกไปหลายลี้ยังต้องกระออกเลือดสดๆ ออกมาด้วยความตื่นตระหนก
"เจ้ายังออมมือให้ข้าอยู่... มู่หรงเซียน!" เฟยหลงคำรามก้อง ดวงตาคมกริบมองทะลุผ่านม่านปราณของนางไปถึงแววตาที่ฉายความลังเลใจ "หากเจ้ายังสู้ด้วยความรู้สึกผิดเช่นนี้ ข้าจะถือว่าเจ้าดูถูกวิถีกระบี่ของข้า!"
สิ้นคำพูด ประกายกระบี่ในมือของเฟยหลงก็พลันแปรเปลี่ยนเป็นสีดำสนิท—'วิชากระบี่เดียวดายพิชิตเซียนเมฆา: กระบวนท่าที่สาม - ดาราดับสูญ'
นี่คือกระบวนท่าที่หลอมรวมเอาความโดดเดี่ยว ความเด็ดเดี่ยว และสัจธรรมแห่งการตัดขาดจากความลุ่มหลงเข้าไว้ด้วยกัน บรรยากาศรอบตัวราวกับถูกดูดกลืนจนมืดสนิท แม้แต่แสงจันทร์ก็ยังดูราวกับหดตัวหนีความน่าสะพรึงกลัวนี้ กระบี่เดียวดายในมือของเขาไม่ได้เป็นเพียงอาวุธ แต่มันคือตัวแทนของกฎเกณฑ์แห่งฟ้าดินที่ไม่อาจฝ่าฝืน
มู่หรงเซียนเบิกตากว้าง นางสัมผัสได้ถึงความตายที่กำลังคืบคลานเข้ามาใกล้ ทว่าในขณะเดียวกัน นางก็สัมผัสได้ถึงกระแสความอบอุ่นที่แฝงอยู่ภายใต้ความรุนแรงนั้น—ความตั้งใจของเฟยหลงคือการทำลายพันธนาการแห่งจิตมารที่ควบคุมสติของนางอยู่ต่างหาก!
"หากความตายคือสิ่งที่ท่านเลือกเพื่อปลุกข้า..." มู่หรงเซียนสูดลมหายใจเข้าลึก ร่างกายของนางพลันเปล่งแสงสีขาวนวลราวกับเทพเซียนจุติ ดวงตาที่เคยสั่นเครือกลับมาเด็ดเดี่ยวและมั่นคงอีกครั้ง "เช่นนั้น ข้าก็จะใช้กระบวนท่าสูงสุดของสำนักเมฆาคล้อย... รับกระบี่นี้จากท่าน!"
*วูบบบบบ!*
พลังปราณของทั้งสองสายปะทะเข้าหากันอย่างรุนแรงจนเกิดเป็นหลุมดำขนาดเล็กตรงจุดศูนย์กลาง ห้วงมิติรอบตัวบิดเบี้ยวส่งเสียงกรีดร้องแหลมสูงราวกับกระดาษที่ถูกฉีกขาด ทว่าในวินาทีที่คมกระบี่ของทั้งคู่กำลังจะพุ่งเข้าปะทะกันจนถึงแก่ชีวิตนั้นเอง—
เงาร่างสีดำสนิทสายหนึ่งก็พุ่งทะยานออกมาจากรอยแยกของมิติเบื้องบนอย่างไร้ซุ่มเสียง พร้อมกับเสียงหัวเราะเยือกเย็นที่บาดลึกถึงขั้วหัวใจ
"ฮ่าๆๆๆ... ช่างเป็นภาพความรักที่น่าประทับใจเสียจริง จอมยุทธ์เฟยหลง และธิดามู่หรง!"
ร่างนั้นสะบัดแขนเสื้อเพียงครั้งเดียว ปราณมารสีเลือดนับหมื่นสายก็พุ่งเข้าขัดขวางตรงกลางระหว่างกระบี่ของทั้งสองคนทันที แรงกระแทกย้อนกลับทำให้ทั้งเฟยหลงและมู่หรงเซียนกระเด็นถอยหลังไปคนละรกราก เลือดสดๆ พุ่งทะลักออกจากมุมปากของทั้งคู่พร้อมกัน
เฟยหลงฝืนทรงตัวกลางอากาศ ดวงตาคมกริบกวาดมองไปยังเบื้องหน้าด้วยจิตสังหารพุ่งพล่าน ร่างที่ปรากฏขึ้นใหม่ภายใต้ผ้าคลุมสีดำสนิทและหน้ากากรูปอสูรเขี้ยวโง้ง ไม่ใช่ใครอื่น... แต่อัครเสนาบดีมาร ผู้บงการเบื้องหลังตัวจริงได้ก้าวเท้าเข้าสู่สนามประลองนี้แล้ว!
"อัครเสนาบดีมาร... ในที่สุดแกก็ยอมโผล่หัวออกมาจากหลุมสุนัขเสียทีนะ!" เฟยหลงแสยะยิ้มเย็นเยียบ กระบี่ในมือกลับมาเปล่งประกายสีครามเข้มข้นยิ่งกว่าเดิม
อัครเสนาบดีมารหัวเราะลั่น หยิบวัตถุลึกลับชิ้นหนึ่งขึ้นมา มันคือแผ่นหยกโบราณที่สลักลวดลายประหลาด ซึ่งกำลังเปล่งแสงสีแดงฉานสะท้อนกับดวงจันทร์ และในวินาทีต่อมา เสียงทุ้มต่ำอันน่าสะพรึงกลัวก็เอ่ยขึ้นทำลายความเงียบงันทั้งหมด:
"เจ้าคิดว่าที่ข้าปล่อยให้พวกเจ้าสู้กัน เพื่อดูละครฉากนี้หรอกหรือเฟยหลง?... ผิดแล้ว... บัดนี้ ดวงวิญญาณครึ่งหนึ่งของแม่นางมู่หรง ได้ถูกผนึกอยู่ในกำมือของข้าเรียบร้อยแล้ว!"
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางท่องยุทธภพไปกับมังกรครามท่องภพนะครับ
กระบี่เดียวดายพิชิตเซียนเมฆา•ตอนที่ 7
คมหิมะที่ไร้รอยต่อ
ผลงานโดย มังกรครามท่องภพ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มังกรครามท่องภพ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่เดียวดายพิชิตเซียนเมฆา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!