กระบี่เดียวดายพิชิตเซียนเมฆา•ตอนที่ 13

กับดักในเงาจันทร์

ผลงานโดย มังกรครามท่องภพ
ความตายมักเดินทางมาถึงในยามที่มนุษย์ไว้ใจความเงียบงันมากที่สุด จันทร์เพ็ญกระจ่างฟ้าทว่าเย็นเยียบดั่งน้ำแข็ง ทอดเงาทาบทับเรือนพักรับรองเก่าแก่กลางหุบเขาอสูรพฤกษา ไอหมอกยามวิกาลลอยอ้อยอิ่งราวกับวิญญาณเรณูที่ไร้ที่ Sinking ในความสงัดอันน่าสะพรึงกลัวนี้ ประสาทสัมผัสของยอดฝีมือย่อมถูกยกระดับขึ้นถึงขีดสุด เฟยหลงมิได้หลับใหล นัยน์ตาคมกริบดั่งคมกระบี่เบิกกว้างอยู่ในความมืด ปราณกระบี่ไร้ลักษณ์หมุนวนรอบกายอย่างเงียบเชียบราวกับคลื่นใต้น้ำ เขารับรู้ได้ถึงความผิดปกติ—ไม่ใช่เพราะเสียงฝีเท้า แต่เป็นเพราะ "ความไร้เสียง" ของสรรพสิ่งรอบตัว แมลงราตรีหยุดกรีดร้อง นกนอนรังไม่อาจขยับปีก ลมหายใจของธรรมชาติถูกแช่แข็งด้วยจิตสังหารอันเข้มข้นที่ถูกกดทับไว้อย่างแนบเนียน "หึ... อดใจไม่ไหวจนต้องส่งสุนัขรับใช้มารabruptความฝันของผู้อื่นแล้วหรือ" เสียงทุ้มต่ำหลุดออกมาจากริมฝีปากของเฟยหลงอย่างแผ่วเบา ชายหนุ่มมิได้ขยับตัวลุกขึ้นจากเตียง ทว่าสองนิ้วมือกลับประสานเข้าหากันเป็นเคล็ดกระบี่ ทันใดนั้น หน้าต่างกระดาษสาด้านทิศประจิมก็ระเบิดออกเป็นจุล! *ตูม!* เศษไม้และกระดาษปลิวว่อน ท่ามกลางละอองฝุ่นสีขาว คมดาบอาบยาพิษสีม่วงเข้มเล่มหนึ่งแหวกอากาศพุ่งตรงเข้าสู่จุดตายกลางอกของเขาด้วยความเร็วระดับสายฟ้าแลบ มันคือวิชาลอบสังหารสาย "เงาอสุรา" ที่แม้แต่ปรมาจารย์ขอบเขตหลอมรวมลมปราณยังอาจเอาชีวิตไม่รอดในกระบวนท่าเดียว ทว่า เฟยหลงหาใช่คนธรรมดา *เคร้ง!* ประกายไฟสีฟ้าสว่างวาบขึ้นในความมืด เพียงแค่พลังปราณคุ้มกันกายที่แผ่พุ่งออกมาจากร่างของเฟยหลง ก็สามารถปัดป้องคมดาบนั้นให้เบี่ยงเบนออกไปปักฝังลงบนเสาเรือนจนเนื้อไม้ดำคล้ำและผุกร่อนในพริบตา พิษร้ายแรงถึงขนาดทำให้เหล็กกล้ายังต้องหลอมละลาย "วิชาพิษตระกูลโม่... ดูท่าอัครเสนาบดีมารคงจะส่งมือดีระดับท็อปมาต้อนรับข้าสินะ" เฟยหลงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ทว่าแฝงไว้ด้วยจิตสังหารที่เยือกเย็นยิ่งกว่าน้ำค้างแข็ง ร่างเพรียวบางของมู่หรงเซียนขยับตัวลุกขึ้นจากแท่นบรรทมอีกด้านหนึ่งอย่างรวดเร็ว นางเซียนสาวแห่งสำนักเมฆาคล้อยสวมชุดคลุมสีขาวบริสุทธิ์ เส้นผมยาวสยายดั่งแพรไหมปักด้วยแสงจันทร์ ในมือของนางปรากฏ "กระบี่เมฆาคล้อย" ที่เปล่งแสงเรืองรองสีฟ้าอ่อน นางมิได้เอ่ยคำพูดใดให้มากความ ทว่าแววตาคู่คมกลับฉายแววสังหารที่เฉียบคมดั่งหิมะโปรยปราย "เฟยหลง... พวกมันไม่ได้มาแค่คนเดียว" มู่หรงเซียนกล่าวเตือนเสียงแผ่วเบา นางสัมผัสได้ถึงคลื่นพลังปราณนับสิบที่กำลังปิดล้อมเรือนพักหลังนี้ไว้ทุกทิศทาง "ข้ารู้..." เฟยหลงพยักหน้ารับเล็กน้อย นัยน์ตาคู่นั้นทอประกายดุดัน "คนพวกนี้รนหาที่ตายเอง ยุทธภพกว้างใหญ่ไพศาล แต่พวกมันกลับเลือกเส้นทางที่ไร้ซึ่งทางกลับ" สิ้นคำพูด ร่างของเฟยหลงก็หายวับไปจากเตียงนอนราวกับภาพลวงตา! *ฉับ!* เสียงเนื้อถูกเฉือนด้วยคมกระบี่ดังขึ้นพร้อมกับเสียงร้องโหยหวนที่ถูกกลืนหายไปในความมืด นอกหน้าต่าง ร่างของนักฆ่าชุดดำในชุดกลมกลืนกับรัตติกาลผู้หนึ่งร่วงหล่นลงมากระแทกพื้นอย่างไร้ลมหายใจ คอหอยของมันปรากฏรอยแผลกระบี่เพียงเส้นเดียว เลือดสดๆ ยังไม่ทันได้หยดลงสู่พื้นดิน ปราณกระบี่อันเกรี้ยวกราดก็แผดเผาร่างของมันจนสลายกลายเป็นเถ้าธุลีในพริบตา นี่คือวิถีกระบี่ของเฟยหลง—เด็ดขาด รวดเร็ว และไม่ปรานีผู้ใด "ระวังตัวด้วย!" มู่หรงเซียนสะบัดข้อมือ กระบี่เมฆาคล้อยร่ายรำออกเป็นกระบวนท่า "เหมันต์โปรยปราย" ละอองปราณกระบี่สีขาวบริสุทธิ์พวยพุ่งทะลุผนังไม้ อัดกระแทกใส่นักฆ่าสามคนที่ซ่อนตัวอยู่บนหลังคาจนกระเด็นตกร่วงลงมาเป็นกระบี่เดียว แม้ทั้งสองจะเพิ่งร่วมทางกันได้ไม่นาน แต่ความเข้าขาในการต่อสู้กลับไร้ที่ติ ดั่งมังกรและหงส์ที่โบยบินเคียงคู่ท่ามกลางพายุฝน ทว่า บรรยากาศกลับยิ่งทวีความกดดันมากขึ้นเมื่อเงาร่างหนึ่งก้าวเดินออกมาจากความมืดเบื้องล่าง มันเป็นชายวัยกลางคนสวมหน้ากากเงินลายอสูร ร่างกายสูงใหญ่แผ่ซ่านกลิ่นอายความชั่วร้ายที่หนาแน่นจนแทบจะกลายเป็นหมอกสีดำ มือข้างหนึ่งถือเคียวโลหิตขนาดใหญ่ที่หยดเลือดสดๆ ลงสู่พื้นดินอย่างช้าๆ "สมคำร่ำลือ... เฟยหลงแห่งสำนักกระบี่เดียวดาย กับธิดาแห่งเมฆาคล้อย ฝีมือพวกเจ้าไม่เลวเลยทีเดียว" เสียงแหบพร่าราวกับกระดาษทรายเสียดสีกันดังขึ้นจากใต้หน้ากากอสูร "น่าเสียดาย... ค่ำคืนนี้จะเป็นคืนสุดท้ายที่พวกเจ้าจะได้มองเห็นดวงจันทร์" เฟยหลงก้าวเท้าออกมาเบื้องหน้า มู่หรงเซียนโดยสัญชาตญาณขยับเข้ายืนเคียงข้างไหล่ซ้ายของเขา สายตาของทั้งคู่จับจ้องไปยังศัตรูเบื้องหน้าโดยไม่กะพริบตา "เจ้าคือหนึ่งในเจ็ดเงาทมิฬภายใต้สังกัดของอัครเสนาบดีมารสินะ" เฟยหลงเอ่ยปากถาม น้ำเสียงราบเรียบแต่สร้างความกดดันให้แก่อีกฝ่ายจนหน้ากากเงินถึงกับสั่นสะท้อน "บอกชื่อของเจ้ามาก่อนที่กระบี่ของข้าจะปลิดวิญญาณเจ้าไป" "ฮ่าๆๆๆ สามหองนัก! ข้าคือ 'เงาโลหิตโลกันตร์' วันนี้ข้าไม่ได้มาเพื่อเจรจา แต่มาเพื่อควักหัวใจของพวกเจ้าไปถวายท่านอัครเสนาบดี!" เงาโลหิตโลกันตร์คำรามลั่น ปราณโลหิตระเบิดออกรอบตัวจนแผ่นดินใต้เท้าสั่นสะเทือน เคียวโลหิตในมือถูกเงื้อขึ้นสูงเตรียมซัดกระบวนท่าสังหารที่รุนแรงที่สุดออก เฟยหลงสูดลมหายใจเข้าลึก ภายในตันtianของเขากระแสลมปราณแปรเปลี่ยนเป็นพายุคลั่ง ร่างกายเปล่งประกายแสงสีครามเจิดจ้า เขายกมือขึ้นช้าๆ จับด้ามกระบี่ที่เหน็บอยู่ข้างเอว... นิ้วเรียวยาวค่อยๆ ขยับ คมกระบี่เริ่มถูกชักออกจากฝักทีละน้อย เสียง "กริ๊ง" อันไพเราะราวกับเสียงระฆังมรณะดังก้องกังวานไปทั่วหุบเขา ทว่า ในเสี้ยววินาทีที่ปลายกระบี่สีครามกำลังจะหลุดพ้นจากปากฝัก และบรรยากาศกำลังจะระเบิดเป็นการต่อสู้ครั้งใหญ่... สายตาของเฟยหลงก็เหลือบไปเห็นรอยสัญลักษณ์ประหลาดที่สลักอยู่บนด้ามเคียวของเงาโลหิตโลกันตร์—สัญลักษณ์รูป "ดวงตาอีกาสามขา" ที่เขาเคยเห็นในบันทึกโบราณของสำนักมารสวรรค์ที่ถูกทำลายไปเมื่อสิบปีก่อน! และก่อนที่คมกระบี่จะถูกชักออกจนสุด เงาโลหิตโลกันตร์กลับยิ้มเยาะออกมาภายใต้หน้ากาก พร้อมกับเอ่ยประโยคที่ทำให้เลือดในกายของเฟยหลงแทบจะแข็งค้าง "เจ้าคิดว่า... ใครกันล่ะที่เปิดประตูค่ายกลให้พวกเราเข้ามาในสำนักเมฆาคล้อยแห่งนี้ตั้งแต่แรก?" ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางท่องยุทธภพไปกับมังกรครามท่องภพนะครับ
สารจากนักเขียน (มังกรครามท่องภพ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่เดียวดายพิชิตเซียนเมฆา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%