กลิ่นน้ำมันสนและสีอะคริลิกจางๆ ลอยอบอวลอยู่ในห้องสตูดิโอขนาดกะทัดรัด แสงไฟสีส้มอมเหลืองจากโคมไฟตั้งพื้นส่องกระทบลงบนผืนผ้าใบขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่กลางห้อง ท่ามกลางความเงียบงันที่มีเสียงหัวใจของคนสองคนดังแข่งกัน กรณ์ยืนนิ่งสนิท ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตาจ้องมองภาพเบื้องหน้าด้วยความรู้สึกที่ยากจะหาคำใดมานิยาม มันไม่ใช่แค่ภาพวาด แต่มันคือเศษเสี้ยวของกาลเวลาที่ถูกหยุดไว้ด้วยปลายพู่กัน
"คุณตั้งใจจะให้มันเป็นแบบนี้ตั้งแต่แรก... หรือเพิ่งมารู้สึกเอาตอนที่ตวัดแปรงครั้งสุดท้ายครับ"
เสียงทุ้มต่ำของกรณ์เอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบงันอันหนักอึ้ง พิมพ์ชนกที่ยืนกอดอกอยู่ข้างกายสูดลมหายใจเข้าลึก ริมฝีปากบางเฉียบคลี่ยิ้มบางเบา แต่ดวงตากลับไหววูบด้วยหยาดน้ำใสๆ ที่เธอพยายามสะกดกลั้นไว้ไม่ให้ร่วงหล่น
"บางครั้ง... ความรู้สึกมันก็ซื่อตรงกว่าคำพูดที่เราพยายามสรรหามาโกงความจริงนะคะ... เอ๊ย... โกงตัวเองค่ะ" พิมพ์ชนกชะงักไปนิดเมื่อเกือบเผลอใช้สรรพนามที่ไม่คุ้นชิน แต่กรณ์ไม่ได้ถือสา สายตาของเขายังคงตรึงอยู่บนภาพวาดสีน้ำมันรูปชายหนุ่มยืนหันหลังให้ทะเลสาบในยามโพล้เพล้ เงาสะท้อนในน้ำไม่ได้สะท้อนภาพปัจจุบัน แต่มันคือภาพของอดีตเมื่อห้าปีก่อน—วันที่กรณ์สูญเสียทุกอย่างไปในเปลวเพลิงและความมืดมิด
กรณ์ก้าวเข้าไปใกล้ผืนผ้าใบทีละก้าวอย่างระมัดระวัง ราวกับกลัวว่าภาพตรงหน้าจะสลายกลายเป็นควันหากเขาเข้าใกล้เร็วเกินไป ปลายนิ้วเรียวยาวของสถาปนิกหนุ่มสั่นเทาเล็กน้อยยามสัมผัสลงบนพื้นผิวสีที่ยังแห้งสนิทไม่สนิทดี ความเย็นเยียบของเนื้อสีซึมซับเข้าสู่ปลายนิ้ว แต่กลับแผดเผาหัวใจที่ด้านชามานานนับปีให้กลับมาเจ็บปวดและมีชีวิตชีวาขึ้นอีกครั้ง
"ทำไมถึงเป็นภาพนี้ครับ พิมพ์" กรณ์หันกลับมามองเธอ สายตาที่เคยสุขุมเยือกเย็นบัดนี้เต็มไปด้วยคำถามและความเปราะบางที่เขาไม่เคยเปิด
พิมพ์ชนกหลบสายตาคู่นั้นไปชั่วขณะ ก่อนจะหันมาเผชิญหน้ากับเขาตรงๆ แววตาของจิตรกรสาวฉายความเด็ดเดี่ยวผสมผสานกับความอาลัยอาวรณ์อย่างลึกซึ้ง
"เพราะฉันรู้ว่าคุณเหนื่อยเหลือเกินกับการแบกรับความผิดที่ไม่ใช่ของคุณ กรณ์ค่ะ... เอ่อ... กรณ์ครับ" พิมพ์ชนกแก้ไขคำพูดตัวเองทันทีเมื่อเห็นคิ้วเข้มของชายหนุ่มเลิกขึ้นเล็กน้อยด้วยความเอ็นดูเจือความประหลาดใจ "คุณเอาแต่ขังตัวเองไว้ในซากปรักหักพังของอดีต ภาพนี้ไม่ได้วาดขึ้นมาเพื่อตอกย้ำความเจ็บปวด แต่มันวาดขึ้นเพื่อให้คุณรู้ว่า... ในเงานั้น แม้มันจะมืดมนเพียงใด มันก็ยังมีแสงสุดท้ายของวันคอยนำทางเสมอ"
ประโยคพูดคุยที่คมคายและบาดลึกถึงขั้วหัวใจทำให้กรณ์พูดไม่ออก ความรู้สึกผิดที่กัดกินจิตใจเขามาเนิ่นนาน ราวกับถูกชะล้างด้วยน้ำตาที่ไม่ได้ไหลรินออกมาทางดวงตา แต่ไหลอยู่ภายใน
พิมพ์ชนกเอื้อมมือไปปลดล็อกตัวยึดผืนผ้าใบออกจากขาตั้งอย่างเบามือ เธอค่อยๆ ม้วนภาพวาดสีน้ำมันชิ้นเอกนั้นอย่างทะนุถนอม ก่อนจะบรรจงใส่ลงในกระบอกใส่ภาพหนังสีดำสนิท แล้วยื่นมันให้กับชายหนุ่มตรงหน้า
"รับมันไว้เถอะนะคะ... เอ๊ย... รับมันไว้เถอะครับ" พิมพ์ชนกยิ้มเขินๆ ที่เผลอหลุดปากผิดพลาดซ้ำ2 ครั้งซ้อน แต่นั่นกลับทำให้บรรยากาศตึงเครียดผ่อนคลายลงอย่างน่าประหลาด "ถือเสียว่านี่คือ... เครื่องราง ที่จะช่วยดึงสติคุณเวลากลับไปเผชิญหน้ากับความจริงอันโหดร้ายข้างนอกนั้น"
กรณ์รับกระบอกใส่ภาพนั้นมาด้วยสองมือ น้ำหนักของมันเบาหวิวในทางกายภาพ แต่กลับหนักอึ้งในทางความรู้สึก เขารู้ดีว่าภาพนี้มีความหมายต่อพิมพ์ชนกมากแค่ไหน มันคือผลงานที่เธอทุ่มเททั้งวิญญาณและเวลาแรมเดือน แต่วันนี้เธอกลับมอบมันให้กับเขา—ผู้ชายที่วันๆ เอาแต่สร้างกำแพงปิดกั้นผู้คน
"ขอบคุณครับ... พิมพ์"
น้ำเสียงของกรณ์อบอุ่นและจริงใจกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา มือหนาวางลงบนบ่าบางของหญิงสาวเบาๆ เป็นการส่งผ่านความรู้สึกขอบคุณที่ไม่ต้องใช้คำพูดมากมาย ทั้งสองยืนสบตากันเนิ่นนาน ท่ามกลางกลิ่นสีน้ำมันและแสงไฟสลัว โลกทั้งใบราวกับหยุดหมุนเหลือเพียงแค่คนสองคน
ทว่า ความเงียบสงบอันเปราะบางนั้นก็ถูกทำลายลงอย่างไม่ทันตั้งตัว...
*กริ๊ง!*
เสียงกริ่งประตูหน้าสตูดิโอดังขึ้นกระชากบรรยากาศโรแมนติกให้แตกกระจาย กรณ์และพิมพ์ชนกสะดุ้งเล็กน้อย หันไปมองทางประตูด้วยความแปลกใจ เนื่องจากเวลานี้ดึกมากแล้ว และปกติจะไม่เคยมีใครแวะเวียนมาที่นี่
พิมพ์ชนกขมวดคิ้วเดินไปที่ประตูเพื่อแง้มดูผ่านช่องกระจกใส แต่ยังไม่ทันที่เธอจะเอ่ยปากถามว่าใครมารos ประตูบานนั้นก็ถูกผลักเปิดออกอย่างแรงจากด้านนอกด้วยฝ่ามือของใครบางคน
ร่างสูงโปรดของ ธนณ์ ยืนอยู่ตรงกรอบประตู ใบหน้าของเพื่อนสนิทและหุ้นส่วนทางธุรกิจประดับด้วยรอยยิ้มสุภาพ แต่ดวงตาคู่นั้นกลับแข็งกร้าวและเย็นชาอย่างน่าขนพองสเกล เปลวไฟในเตาผิงใจกลางห้องดูเหมือนจะวูบดับลงทันทีเมื่อธนณ์กวาดสายตามาเห็นกระบอกใส่ภาพในมือของกรณ์
"อ้าว... อยู่กันพร้อมหน้าเลยนะครับ ดึกดื่นป่านนี้ สถาปัตยกรรมกับศิลปะเขาสอนให้ทำงานกันข้ามคืนขนาดนี้เลยหรือครับคุณกรณ์" ธนณ์เอ่ยทักด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่น้ำเสียงนั้นแฝงไปด้วยความเย้ยหยันและคมมีดที่ซ่อนอยู่ภายใต้รอยยิ้ม
กรณ์ขยับตัวบังพิมพ์ชนกไว้เบื้องหลังโดยสัญชาตญาณ สายตาคมกริบจ้องมองเพื่อนสนิทที่บัดนี้กลายสภาพเป็นผู้มาเยือนยามวิกาลที่ไม่ได้รับเชิญ บรรยากาศในห้องพลิกผันจากความอบอุ่นกลายเป็นความตึงเครียดที่แทบจะเชือดเฉือนกันได้ในเสี้ยววินาที
ธนณ์หัวเราะในลำคอเบาๆ ก่อนจะก้าวเท้าเข้ามาในห้องช้าๆ พร้อมกับเอ่ยประโยคที่ทำให้เลือดในกายของกรณ์เย็นเฉียบลงถึงกระดูก
"น่าเสียดายนะกรณ์... นายมัวแต่สนใจภาพวาดชิ้นนั้น จนไม่รู้เลยว่า... หุ้นส่วนใหญ่ของบริษัทเราตอนนี้กำลังตกเป็นของคนอื่นไปหมดแล้ว"
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกาลเวลานี้ไปด้วยกันนะครับ
รอยต่อของหัวใจและโชคชะตา: ปาฏิหาริย์รักปลายฤดูหนาว•ตอนที่ 22
ภาพวาดสีน้ำมัน
ผลงานโดย ฟีนิกซ์สีทอง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ฟีนิกซ์สีทอง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยต่อของหัวใจและโชคชะตา: ปาฏิหาริย์รักปลายฤดูหนาว นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!