กลิ่นอายของกระดาษไขกลิ่นใหม่และน้ำหมึกโรเตอร์กราฟผสมผสานกันอย่างคุ้นเคยจนน่าใจหาย สัมผัสเย็นเฉียบของด้ามดินสอไม้สเต들лер HB ในมือขวาทำให้กรณ์ต้องก้มลงมองฝ่ามือของตัวเองอย่างพินิจพิเคราะห์ ไม่มีรอยแผลเป็นจากอุบัติเหตุทางรถยนต์เมื่อคืนวันอังคาร ไม่มีรอยย่นลึกบริเวณหว่างคิ้วที่เกิดจากการหักโหมทำงานข้ามคืนติดต่อกันหลายปี
ที่นี่... บนโต๊ะเขียนแบบไม้สักตัวยาวริมหน้าต่างบานเกล็ดในสำนักงานสถาปัตยกรรมขนาดเล็กที่เขาเคยร่วมก่อตั้งกับธน์เมื่อห้าปีก่อน
"กรณ์ นายหลับในเวลางานอีกแล้วหรือ งานออกแบบโครงสร้างหอประชุมเฟสแรกของพิมพ์ชนกน่ะ ใกล้จะถึงกำหนดส่งดราฟต์แรกให้คณะกรรมการพิจารณาแล้วนะ ถ้ายังมัวแต่นั่งเหม่อมองท้องฟ้าฝั่งธนฯ อยู่แบบนี้ ฉันเกรงว่าโปรเจกต์นี้คงหลุดลอยไปอยู่ในมือของบริษัทคู่แข่งแน่ๆ"
เสียงทุ้มต่ำที่เจือความหงุดหงิดเล็กน้อยดังขึ้นจากปลายโต๊ะทำงานฝั่งตรงข้าม กรณ์เงยหน้าขึ้นช้าๆ ภาพของธน์ในวัยสามสิบปีเต็ม สวมเสื้อเชิ้ตพับแขนเสื้อขึ้นถึงข้อศอกและสวมแว่นตาเสริมมาดนักธุรกิจหนุ่มไฟแรง ปรากฏชัดอยู่ในคลองสายตา รอยยิ้มที่อีกฝ่ายมักใช้กลบเกลื่อนความทะเยอทะยานยังคงเคลือบอยู่บนใบหน้า เช่นเดียวกับประกายตาคู่เดิมที่กรณ์เคยไว้ใจอย่างไร้เงื่อนไข ก่อนที่ความจริงอันโหดร้ายในอนาคตจะพิสูจน์ให้เห็นว่ามันคือคมมีดที่ซ่อนอยู่หลังรอยยิ้ม
"ธน์..." กรณ์เอ่ยชื่อเพื่อนสนิทออกไปด้วยน้ำเสียงที่แหบพร่าโดยไม่ได้ตั้งใจ หัวใจในอกซ้ายเต้นกระหน่ำรัวรากับจะทะลุกระดูกซี่โครงออกมา ความรู้สึกอุ่นวาบแผ่ซ่านไปทั่วร่างเมื่อตระหนักว่าลมหายใจเข้าออกนี้ไม่ใช่ภาพหลอนจากความตาย แต่คือโอกาสที่ฟ้าดินหยิบยื่นให้เขากลับมาแก้ไขอดีต "นายบอกว่า... กำหนดส่งดราฟต์งานของใครนะ"
ธน์ขมวดคิ้วมุ่นหลังเลนส์แว่น วางปากกาในมือลงบนกองกระดาษแปลนอย่างนึกฉุน "ให้ตายสิกรณ์ นายไม่ได้ยินที่ฉันพูดเลยหรือไง พิมพ์ชนกไง... ว่าที่ภรรยา... อ้ะ หมายถึงว่าที่ลูกค้าคนสำคัญของเรา งานจิตรกรรมฝาผนังและการจัดวางพื้นที่จัดแสดงงานศิลปะของเธอน่ะ นายเป็นคนรับปากกับเธอเองว่าจะช่วยดูแลเรื่องสถาปัตยกรรมภายในให้สอดคล้องกับภาพวาดชุด 'รอยต่อแห่งกาลเวลา' ไม่ใช่หรือไง"
คำว่า 'รอยต่อแห่งกาลเวลา' พุ่งเข้ากระแทกความรู้สึกของกรณ์อย่างจัง ภาพความทรงจำอันมืดหม่นเมื่อห้าปีต่อมาไหลบ่าเข้ามาในหัวราวกับเขื่อนแตก วันที่พิมพ์ชนกต้องจากไปอย่างไม่มีวันกลับ วันที่เพลิงผลาญทุกสิ่งทุกอย่างจนไม่เหลือแม้แต่เศษซากของความสุข และวันที่เขาต้องจมดิ่งอยู่กับความรู้สึกผิดไปชั่วชีวิต
กรณ์สูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อควบคุมความสั่นไหวของปลายนิ้ว เขาวางดินสอลงอย่างนุ่มนวล ลุกขึ้นยืนเต็มความสูงแล้วกวาดสายตามองไปรอบห้องทำงาน บรรยากาศช่วงบ่ายแก่ๆ ของกรุงเทพฯ เมื่อห้าปีก่อน แสงแดดสีส้มอ่อนสาดส่องผ่านกระจกหน้าต่างกระทบกับโมเดลจำลองกระดาษชานอ้อย ทุกอย่างยังคงอยู่ ณ จุดเริ่มต้น... จุดที่ความหายนะยังมาไม่ถึง
"ฉันไม่ได้เหม่อหรอกธน์..." กรณ์เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบแต่หนักแน่น ทอดมองเพื่อนสนิทด้วยแววตาที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง แววตาที่ผ่านความสูญเสีย การทรยศหักหลัง และความเจ็บปวดมาแล้วจนแทบไม่เหลือความหวาดกลัวใดๆ อีก "ฉันแค่กำลังคิดว่า... บางครั้งโอกาสที่สองไม่ได้มีไว้ให้เราทำลายมันทิ้งเป็นครั้งที่สอง"
ธน์ชะงักไปครู่หนึ่ง รอยยิ้มบนมุมปากของเขาแข็งค้างไปชั่วขณะเมื่อสบเข้ากับดวงตาของกรณ์ ความรู้สึกบางอย่างที่อธิบายไม่ได้แล่นริ้วผ่านความรู้สึกของชายหนุ่ม ทำให้ธน์ต้องหัวเราะกลบเกลื่อนออกมาเบาๆ "นายพูดจาแปลกๆ นะกรณ์ ตั้งแต่เช้าแล้ว... สงสัยจะเครียดจัด เอานี่ กาแฟดำเย็นๆ จะได้เรียกสติกลับมา เพราะอีกหนึ่งชั่วโมงข้างหน้า พิมพ์ชนกจะเข้ามาคุยเรื่องแบบร่างที่ออฟฟิศเรา นายเตรียมตัวเคลียร์คิวรับมือกับ 'เจ้าแม่ติงานละเอียด' คนนั้นให้ดีก็แล้วกัน"
ขณะที่ธน์ยื่นแก้วกาแฟมาให้ เสียงกริ่งประตูหน้าสำนักงานก็ดังขึ้นพร้อมกับเสียงฝีเท้าเบาๆ ที่ก้าวเข้ามาด้านใน
กรณ์นิ่งงั้น มือที่กำลังจะเอื้อมไปรับแก้วกาแฟค้างกลางอากาศ หัวใจหยุดเต้นไปชั่ววินาทีเมื่อเสียงทุักทายคุ้นเคยดังลอดผ่านประตูไม้สีขาวที่กำลังถูกผลักเปิดออกช้าๆ
"สวัสดีค่ะ พอดีฉันผ่านมาแถวนี้ เลยแวะเอาสเกตช์ภาพชุดใหม่มาให้ดูก่อนเวลานัดค่ะ"
น้ำเสียงสดใสแต่แฝงความอ่อนโยนที่เขาไม่ได้ยินมานานนับห้าปีดังขึ้น พร้อมกับการปรากฏตัวของร่างระหงในชุดเดรสยาวสีครีม ดวงตากลมโตคู่สวยที่เต็มไปด้วยประกายแห่งความฝันกวาดมองเข้ามาในห้องทำงาน ก่อนจะมาหยุดตรงที่กรณ์ซึ่งยืนนิ่งเป็นรูปปั้นอยู่ริมหน้าต่าง
พิมพ์ชนกสาวยิ้มให้เขา รอยยิ้มที่เคยเป็นทั้งความสุขและตราบาปในความทรงจำของกรณ์ เคลื่อนไหวเข้ามาใกล้ทีละก้าว พร้อมกับกลิ่นหอมจางๆ ของดอกมะลิซ้อนที่ลอยมาแตะจมูก
"คุณกรณ์คะ... สีหน้าคุณดูไม่ค่อยดีเลย ไม่สบายหรือเปล่าคะ?" พิมพ์ชนกเอ่ยถามด้วยความห่วงใย พร้อมกับเอื้อมมือเรียวบางเข้ามาแตะที่ต้นแขนของเขาเบาๆ เพื่อวัดอุณหภูมิ
สัมผัสนั้น... อุ่นและเป็นจริงเสียจนกรณ์เกือบจะกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ เขาก้มมองมือของหญิงสาวที่เขาสาบานกับตัวเองไว้แล้วว่า ชาตินี้ไม่ว่าจะแลกมาด้วยอะไร เขาจะไม่มีทางปล่อยให้มือคู่นี้ต้องหลุดหายไปในกองเพลิงแห่งโชคชะตาอีกเด็ดขาด
"ผมไม่เป็นไรครับพิมพ์..." กรณ์ตอบเสียงพร่า ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาเธอนิ่ง ขอบตาของชายหนุ่มร้อนผ่าวแต่ริมฝีปากกลับคลี่4ยิ้มบางเบาที่จริงใจที่สุดในรอบห้าปี "แค่ดีใจ... ที่เราได้พบกันอีกครั้ง"
พิมพ์ชนกกระพริบตาปริบๆ ด้วยความประหลาดใจกับคำพูดและประกายตาที่ลึกซึ้งเกินกว่าเหตุของสถาปนิกหนุ่ม ธน์ที่ยืนอยู่ข้างๆ ขมวดคิ้วแน่นด้วยความรู้สึกไม่สบายใจอย่างประหลาด ทว่าในเสี้ยววินาทีนั้นเอง ก่อนที่ใครจะได้เอื้อnคำพูดใดออกมา เสียงโทรศัพท์มือถือบนโต๊ะทำงานของธน์ก็แผดเสียงดังลั่นทำลายความเงียบ
ธน์หยิบสมาร์ตโฟนขึ้นมาดูหน้าจอ ชำเลืองมองกรณ์ด้วยหางตาก่อนจะกดรับสาย ใบหน้าของเพื่อนสนิทเปลี่ยนสีไปทันทีเมื่อได้ยินเสียงปลายสายรายงานบางอย่าง
"ว่ายังไงนะ... หุ้นส่วนรายใหญ่จากกลุ่มทุนต่างประเทศขอถอนตัวกะทันหันอย่างนั้นหรือ! แล้วเอกสารสัญญาฉบับจริงที่อยู่ในตู้นิรภัยล่ะ..." ธน์อุทานออกมาเสียงดังลั่นด้วยความตกใจ หน้าซีดเผือดลงอย่างเห็นได้ชัดในพริบตา
กรณ์หันไปมองธน์ที่กำลังยืนตัวสั่นด้วยความตระหนก รอยยิ้มเยือกเย็นปรากฏขึ้นที่มุมปากของสถาปนิกหนุ่มอย่างเงียบงัน... เกมการแข่งขันรอบใหม่ที่เขาถือไพ่เหนือกว่าทุกใบ ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว
---
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางย้อนเวลากลับไปแก้ไขอดีตและทวงคืนความสุขด้วยกันนะครับ ขอให้มีความสุขกับการอ่านและโปรดติดตามตอนต่อไปอย่างใกล้ชิดนะครับ
- ฟีนิกซ์สีทอง -
รอยต่อของหัวใจและโชคชะตา: ปาฏิหาริย์รักปลายฤดูหนาว•ตอนที่ 17
ตื่นในอดีต
ผลงานโดย ฟีนิกซ์สีทอง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ฟีนิกซ์สีทอง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยต่อของหัวใจและโชคชะตา: ปาฏิหาริย์รักปลายฤดูหนาว นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!