รอยต่อของหัวใจและโชคชะตา: ปาฏิหาริย์รักปลายฤดูหนาว•ตอนที่ 14

วิกฤตในที่ทำงาน

ผลงานโดย ฟีนิกซ์สีทอง
เสียงถอนหายใจยาวนานของธนย์ที่ดังขึ้นในห้องทำงานส่วนตัว เปรียบเสมือนเสียงระฆังมรณะที่ประกาศก้องถึงความพินาศของหยาดเหงื่อและเวลาหลายเดือน "นายจะบอกว่าไฟล์งานทั้งหมด... หายไปจากเซิร์ฟเวอร์สำรองด้วยอย่างนั้นหรือกรณ์?" ธนย์เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่เจือไปด้วยความกังวลจนแทบจะเนื้อเต้น ทว่าหากสังเกตให้ดี ดวงตาคู่คมที่มักซ่อนความทะเยอทะยานไว้เบื้องหลังแว่นกรอบทองคู่นั้น กลับไม่ได้สะท้อนความตกใจระคนหวาดกลัวอย่างที่ควรจะเป็น มันคือความนิ่งสนิทของคนที่รู้ผลลัพธ์อยู่แล้วตั้งแต่ต้น กรณ์ไม่ได้ตอบคำถามนั้นทันที เขายืนนิ่งอยู่หน้าโต๊ะทำงาน ร่างสูงโปร่งในชุดสูทสีชาโคลที่ยับย่นเล็กน้อยบ่งบอกถึงการทำงานโต้รุ่งมาหลายคืนติดต่อกัน ดวงตาคู่คมทอดมองหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่ปรากฏหน้าต่างแจ้งเตือนข้อผิดพลาดสีแดงฉาน ความเย็นเยียบแล่นพล่านขึ้นมาจากปลายนิ้วลามเลียไปถึงหัวใจ ไม่ใช่เพราะความกลัวต่อความล้มเหลวในโปรเจกต์พลิกโฉมเมืองหลวงชิ้นนี้ แต่เป็นเพราะเงาของอดีตที่เพิ่งย้อนกลับมาทักทายเขาเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน คำพูดของพิมพ์ชนก—จิตรกรสาวผู้ถือครองกุญแจไขอดีตอันเจ็บปวด—ยังคงดังสะท้อนอยู่ในโสตประสาท *“ดิฉันมาทวงสัญญาที่เราเคยให้ไว้ต่อกัน เมื่อห้าปีก่อน”* และในตอนนี้ ราวกับโชคชะตาจงใจเล่นตลก แบบร่างเชิงสถาปัตยกรรมชิ้นเอก ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของโปรเจกต์มูลค่าหลายพันล้านและเป็นเดิมพันสุดท้ายในชีวิตการทำงานของเขา กลับมลายหายไปอย่างไร้ร่องรอย เหลือไว้เพียงหน้าจอว่างเปล่ากับกำหนดเส้นตายส่งมอบงานในอีกไม่ถึงสี่สิบแปดชั่วโมงข้างหน้า "มันไม่ได้หายไปเอง ธนย์" กรณ์เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแหบพร่าแต่มั่นคง เขาสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อสะกดกลั้นอารมณ์ที่กำลังตีรวนอยู่ภายใน "มีคนจงใจเข้ารหัสและลบมันออกทุกโฟลเดอร์... คนที่มีสิทธิ์ระดับผู้ดูแลระบบสูงสุดเท่ากับพวกเราสองคน" บรรยากาศในห้องทำงานเงียบกริบลงทันที ราวกับอากาศถูกสูบออกไปจนหมดสิ้น ธนย์ชะงักไปชั่วขณะหนึ่ง ก่อนจะขยับกรอบแว่นแล้วหัวเราะออกมาเบาๆ ในลำคอ น้ำเสียงนั้นเจือความประชดประชันที่พยายามเก็บซ่อนไว้อย่างแนบเนียน "นายกำลังจะกล่าวหาว่าฉันเป็นคนทำอย่างนั้นหรือกรณ์? เราเป็นเพื่อนกันมานานแค่ไหนแล้ว นายก็รู้ว่าโปรเจกต์นี้มีความหมายกับบริษัทของเรามากแค่ไหน ถ้ามันพัง ฉันก็ล่มจมไปพร้อมกับนายด้วยนะ" กรณ์หันกลับมาเผชิญหน้ากับเพื่อนสนิท ดวงตาสีเข้มคู่นั้นหรี่ลงเล็กน้อย สำรวจทุกรายละเอียดบนใบหน้าของธนย์ ไม่ว่าจะเป็นรอยยิ้มที่ฝืนทำเป็นธรรมชาติ หรือเหงื่อกาฬที่ผุดพรายขึ้นตามไรผม ทั้งชีวิตการเป็นสถาปนิกของกรณ์ เขาถูกฝึกให้มองโครงสร้างที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังความงามภายนอก และในเวลานี้ โครงสร้างมิตรภาพที่เขาสร้างร่วมกับธนย์มานานนับทศวรรษกำลังสั่นคลอนและพังทลายลงทีละน้อย "ฉันไม่ได้บอกว่าเป็นนาย... แต่ฉันกำลังสงสัยว่า ทำไมระบบรักษาความปลอดภัยที่มีการเข้ารหัสถึงสามชั้น จึงถูกเจาะเข้ามาโดยใช้คีย์การ์ดและรหัสผ่านชุดเดียวกับที่นายถืออยู่คนเดียวในคืนนี้" คำพูดนั้นเฉียบคมราวดาบที่ถูกชักออกจากฝัก ธนย์หุบยิ้มทันที แววตาที่เคยฉายแววห่วงใยแปรเปลี่ยนเป็นความแข็งกระด้างชั่วขณะ ก่อนจะกลับมาเป็นปกติอย่างรวดเร็วเร็วจนแทบจับสังเกตไม่ได้ "ถ้านายมัวแต่มานั่งกล่าวหาหุ้นส่วนตัวเอง แทนที่จะเอาเวลาไปคิดหาทางแก้ปัญหา ฉันเกรงว่าพรุ่งนี้เช้า ตอนที่เราต้องเข้าประชุมกับคณะกรรมการบริหาร เราคงจะได้แต่เอากระดาษเปล่าไปนำเสนอและยอมรับความอัปยศอดสูแต่โดยดี" ธนย์กระแทกเสียงใส่เล็กน้อยก่อนจะเดินไปหยิบสูทพาดบ่า "ฉันจะกลับไปที่ห้องทำงานของตัวเอง ถ้าคิดวิธีบ้าๆ อะไรไม่ออก ก็เตรียมตัวเขียนใบลาออกได้เลย กรณ์" ประตูปิดลงพร้อมกับเสียงที่สะท้อนก้องในความเงียบ กรณ์ทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้หนังอย่างหมดแรง ความเหนื่อยล้าทางร่างกายผสม The weight of the world ปะทะเข้าใส่จนศีรษะแทบระเบิด ภาพของพิมพ์ชนกซ้อนทับเข้ามาในห้วงความคิด ความรู้สึกผิดจากการสูญเสียในอดีตยังไม่ทันจางหาย ปัญหาใหม่ก็ถาโถมเข้ามาซ้ำเติมราวกับต้องการทดสอบขีดจำกัดของมนุษย์คนหนึ่ง หากไม่มีแบบร่างนั้น การนำเสนอในวันพรุ่งนี้จะกลายเป็นเพียงความว่างเปล่า บริษัทที่เขาทุ่มเทแรงกายแรงใจสร้างมากับมือจะต้องล่มสลาย และความฝันที่จะพิสูจน์ตัวเองว่าเขาไม่ใช่คนบาปผู้ทำลายอนาคตใครอีกต่อไป ก็จะจบสิ้นลงอย่างน่าสมเพช ในความมืดสลัวของห้องทำงาน มีเพียงแสงไฟกะพริบจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่ยังคงฉายภาพความล้มเหลว กรณ์หลับตาลง ปล่อยให้ความมืดเข้าโอบ ก๊อก... ก๊อก... เสียงเคาะประตูดังขึ้นแผ่วเบา สองครั้งติดต่อกัน กรณ์ขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจ ในยามวิกาลที่พนักงานทุกคนกลับบ้านไปหมดแล้วเช่นนี้ จะยังมีใครหลงเหลืออยู่อีก "ผมบอกแล้วไงว่าผมไม่อยากคุยอะไรตอนนี้ ธนย์" กรณ์เอ่ยออกไปโดยไม่หันกลับมามอง "ดิฉันไม่ได้ชื่อธนย์ค่ะ... และดูเหมือนว่าคุณกำลังต้องการความช่วยเหลืออย่างมากเสียด้วยซ้ำ" น้ำเสียงนุ่มนวลคุ้นหูที่เอ่ยแทรกขึ้นมาทำให้นายช่างหนุ่มสะดุ้งสุดตัว ดวงตาสีเข้มเบิกกว้างขึ้นด้วยความตกตะลึง กรณ์ผุดลุกขึ้นจากเก้าอี้อย่างรวดเร็วราวกับถูกกระแสไฟฟ้าช็อต แล้วหันขวับไปมองยังประตูห้องทำงานที่เปิดแง้มไว้ ร่างเพรียวบางในชุดเดรสสีเข้มยืนสงบนิ่งอยู่ตรงธรณีประตู แสงไฟสลัวจากทางเดินทอดเงาทาบทับเรือนร่างระหง ใบหน้านั้นประดับด้วยรอยยิ้มจางๆ ที่มีความหมายล้ำลึกเกินกว่าที่เขาจะคาดเดา ดวงตากลมโตคู่สวยจ้องมองตรงมาที่เขาด้วยแววตาที่อ่านไม่ออก พิมพ์ชนกไม่ได้หายไปไหน... เธอกลับมายืนอยู่ตรงหน้าเขาอีกครั้งในยามที่มืดมนที่สุดของชีวิต และก่อนที่กรณ์จะได้เอ่ยคำถามใดๆ ออกมาจากลำคอที่แหบแห้ง พิมพ์ชนกก็ก้าวเข้ามาในห้องช้าๆ พร้อมกับยื่นแฟ้มเอกสารสีน้ำตาลเก่าๆ เล่มหนึ่งวางลงบนโต๊ะทำงานของเขา เสียงกระดาษกระทบพื้นโต๊ะดังชัดเจนท่ามกลางความเงียบงัน "สิ่งที่คุณกำลังตามหา... มันอยู่ในนี้ค่ะกรณ์" พิมพ์ชนกเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาราวกับเสียงกระซิบจากสายลม "รวมถึงความจริงทั้งหมดที่คุณพยายามหนีมาตลอดห้าปีด้วยเช่นกัน" ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและดำดิ่งไปกับตัวละครทุกตัวด้วยกัน ณ ที่นี้ครับ
สารจากนักเขียน (ฟีนิกซ์สีทอง)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยต่อของหัวใจและโชคชะตา: ปาฏิหาริย์รักปลายฤดูหนาว นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%