"ถ้าตัวเลขงบประมาณในส่วนของการปรับปรุงโครงสร้างฐานรากยังถูกปัดตกโดยไม่มีเหตุผลทางวิศวกรรมมารองรับ ผมเกรงว่าโปรเจกต์นี้คงไม่สามารถดำเนินต่อไปบนความเสี่ยงที่พวกเรามองข้ามได้ครับ"
น้ำเสียงของกรณ์ราบเรียบ ทว่าเฉียบคมดุจใบมีดที่ซ่อนอยู่หลังคมแฝก ปลายเรียวิวกดลงบนพื้นโต๊ะประชุมไม้สักทองขนาดใหญ่ เกิดเสียงกระทบเบาๆ แต่กลับดังสะท้อนก้องกังวานในความเงียบงันที่ปกคลุมห้องประชุมชั้นสี่สิบของบริษัท บรรยากาศรอบตัวอัดแน่นไปด้วยประจุไฟฟ้าแห่งความตึงเครียด จนแม้แต่เสียงเครื่องปรับอากาศยังฟังดูคล้ายเสียงคำรามแผ่วเบาของสัตว์ป่าที่กำลังรอเวลาขย้ำเหยื่อ
ธน ์ หัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะที่กลั้วด้วยความเย้ยหยันถูกปล่อยออกมาอย่างไม่เกรงใจสายตาของคณะกรรมการบริหารอีกห้าคนที่นั่งอยู่รอบโต๊ะ เขายันตัวขึ้นจากพนักเก้าอี้หนังราคาแพงโน้มตัวไปข้างหน้า ข้อศอกทั้งสองข้างทาบลงบนขอบโต๊ะ ดวงตาคมกริบที่มักซ่อนความทะเยอทะยานไว้ภายใต้รอยยิ้มเป็นมิตรบัดนี้ฉายแววความก้าวร้าวอย่างเปิดเผย
"เหตุผลทางวิศวกรรมอย่างนั้นหรือกรณ์? หรือว่านายกำลังหาข้ออ้างในการถมงบประมาณเพื่อปกปิดความผิดพลาดในการประเมินราคาตั้งแต่แรกกันแน่" ธน ์เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงกึ่งเยาะกึ่งจริงจัง สายตาคมกวาดมองหน้ากรรมการแต่ละคนเพื่อหาแนวร่วม "พวกเราทำธุรกิจนะ ไม่ใช่หน่วยงานการกุศล การที่นายดึงดันจะใช้โครงสร้างเหล็กนำเข้าเกรดพรีเมียมทั้งที่เหล็กภายในประเทศสามารถรองรับน้ำหนักได้ตามมาตรฐานสegment มันไม่ได้แปลว่านายรอบคอบ... แต่มันแปลว่านายกำลังผลาญเงินของบริษัทเพื่อสนองความสมบูรณ์แบบที่เกินความจำเป็นต่างหาก"
กรณ์ไม่กะพริบตา เขายังคงนั่งหลังตรง ใบหน้าหล่อเหลาที่มักเรียบเฉยไร้ระลอกคลื่นยังคงรักษาความเยือกเย็นได้อย่างน่าทึ่ง ทว่าหากสังเกตให้ดี จะเห็นกล้ามเนื้อบริเวณกรามที่ขบเข้าหากันจนนูนเด่น และเส้นเลือดที่ปูดโปนเล็กน้อยบริเวณหลังมือที่ประสานกันบนตัก
ความรู้สึกอึดอัดนี้ช่างคุ้นเคยเหลือเกิน มันเหมือนกับภาพสะท้อนของอดีต—อดีตวันที่เขาไม่สามารถปกป้องอะไรไว้ได้เลยเมื่อความเห็นแก่ตัวของมนุษย์เข้าครอบงำ และครั้งนี้... คนที่กำลังทำลายทุกอย่างด้วยความโลภและความอิฉาริษยากลับเป็นคนที่เขาเคยไว้วางใจที่สุดอย่างธน ์
"คุณธน ์กำลังเข้าใจผิด หรือไม่ก็พยายามเบี่ยงเบนประเด็นสำคัญ" กรณ์เอ่ยตอบ ช้า ชัดเจน และหนักแน่นในทุกถ้อยคำ "โครงสร้างฐานรากไม่ใช่สิ่งที่ควรประหยัดงบเพื่อแลกกับความเสี่ยงในระยะยาว อาคารหลังนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่ตู้คอนเทนเนอร์สำหรับหาเงิน แต่มันคือผลงานที่ต้องยืนหยัดท้าทายกาลเวลา และที่สำคัญที่สุด... มันคือความปลอดภัยของชีวิตมนุษย์ หากคุณจำไม่ได้ ผมยินดีจะทบทวนบทเรียนเรื่องจรรยาบรรณวิชาชีพให้ฟังอีกรอบ"
คำพูดนั้นทรงพลังราวกับตบหน้าธน ์กลางที่ประชุม บรรยากาศในห้องลดอุณหภูมิลงจนแทบติดลบ กรรมการหลายคนถึงกับกลืนน้ำลายและหลบสายตา ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง
ธน ์กัดกรามกรอด รอยยิ้มเสแสร้งบนใบหน้ามลายหายไปสิ้น เผยให้เห็นความเคียดแค้นชิงชังที่สะสมมานานหลายปี เขาเหยียดยิ้มเหี้ยมเกรียมก่อนจะตบโต๊ะเสียงดังสนั่น ลุกขึ้นยืนเต็มความสูงจนเก้าอี้กระเด็นไปด้านหลัง
"จรรยาบรรณอย่างนั้นรึกรณ์! อย่ามาทำเป็นปากดีพูดเรื่องคุณธรรมกับฉันเลย นายมันก็แค่คนขี้ขลาดที่ใช้โปรเจกต์นี้เป็นเครื่องมือระบายความรู้สึกผิดจากเรื่องเมื่ออดีต! นายคิดว่าฉันไม่รู้หรือไงว่าทำไมนายถึงต้องทำตัวเป็นพระเอกผู้ปกป้องทุกสิ่ง... ก็เพราะนายช่วยใครไว้ไม่ได้เลยในวันนั้น นายเลยพยายามจะชดเชยความไร้ความสามารถของตัวเองด้วยการมาทำตัวเป็นคนดีในบริษัทนี้ยังไงล่ะ!"
ฉับพลัน... ความเงียบงันราวกับถูกกรีดด้วยมีดคมกริบ
คำพูดของธน ์พุ่งตรงเข้าสู่จุดเปราะบางที่สุดในจิตใจของกรณ์ ปมในอดีตที่เขาพยายามฝังกลบมันไว้ด้วยงานสถาปัตยกรรมและความเงียบงัน ถูกขุดคุ้ยขึ้นมากลางฝูงชนอย่างเลือดเย็น ภาพของเปลวเพลิงและความสูญเสียแวบเข้ามาในหัวของกรณ์ชั่วเสี้ยววินาที หัวใจของเขาเต้นกระหน่ำรัวด้วยความโกรธเกรี้ยวที่พุ่งพล่านจนเกือบจะควบคุมไม่อยู่
กรณ์ลุกขึ้นช้าๆ แรงกดดันรอบตัวจากตัวเขาแผ่ซ่านออกมาจนทุกคนในห้องรู้สึกหายใจไม่ออก เขาก้าวเท้าเข้าไปหาธน ์ทีละก้าวอย่างมั่นคง สายตาที่มองเพื่อนสนิทเปลี่ยนเป็นความเย็นชาไร้ก้นบึ้ง ราวกับกำลังมองคนแปลกหน้า
"ถ้าคุณคิดว่าเรื่องส่วนตัวเอามาปะปนกับงานได้... คุณก็คิดผิดแล้วล่ะครับธน ์" กรณ์กระซิบเสียงต่ำ ทว่าทรงพลังพอที่จะทำให้ธน ์ชะงักไปชั่วขณะ "โปรเจกต์นี้จะดำเนินไปตามมาตรฐานที่ผมกำหนด หากคุณไม่เห็นด้วย... ก็เชิญไปยื่นเรื่องถอดถอนผมออกจากการเป็นหัวหน้าสถาปนิกได้เลย แต่อย่าหวังว่าผมจะยอมให้คุณเอาชีวิตของผู้คนมาเสี่ยงกับเกมการเมืองในบริษัทของคุณเด็ดขาด"
ธน ์หน้าซีดเผือดด้วยความโกรธและความอับอายที่ถูกหักหน้าต่อหน้ากรรมการทุกคน เขาชี้หน้ากรณ์ด้วยมือที่สั่นเทา "นายจำคำพูดของตัวเองไว้ให้ดีกรณ์... นายเลือกทางนี้เองนะ"
ธน ์คว้าเอกสารบนโต๊ะแล้วก้าวเท้ากระแทกกระทั้นเดินออกจากห้องประชุมไปอย่างไร้ความสุภาพ ทิ้งให้ความตึงเครียดค้างเติ่งอยู่กลางอากาศ กรรมการที่เหลือต่างพากันทยอยเก็บของและเดินออกตามกันไปเงียบๆ จนกระทั่งห้องประชุมขนาดใหญ่เหลือเพียงกรณ์ที่ยืนอยู่ลำพัง ท่ามกลางแสงยามบ่ายที่สาดส่องผ่านกระจกเงา สะท้อนเงาของชายหนุ่มผู้โดดเดี่ยวที่แบกรับโลกทั้งใบไว้บนบ่า
เขายกมือขึ้นนวดขมับเบาๆ เพื่อบรรเทาอาการปวดหัวตุบๆ ความขัดแย้งปะทุขึ้นอย่างสมบูรณ์แบบแล้ว ไม่มีทางหวนกลับไปจุดเดิมได้อีก รอยร้าวระหว่างเขากับธน ์พังทลายลงจนเกินกว่าจะประสาน
ในจังหวะนั้นเอง... เสียงเคาะประตูกระจกบานใหญ่เบาๆ ก็ดังขึ้นสามครั้ง
กรณ์ขมวดคิ้วเล็กน้อย เขาไม่ได้หันไปทันทีเพราะคิดว่าเป็นเลขาฯ ที่อาจจะเข้ามาเก็บเอกสาร "ผมบอกแล้วว่าตอนนี้ไม่ต้องการให้ใครรบกวน..."
"ไม่ใช่เลขาฯ ของคุณหรอกค่ะคุณกรณ์... และฉันคิดว่า เรื่องที่คุณกำลังเผชิญอยู่ตอนนี้ อาจจะมีคำตอบมากกว่าที่คุณคิด"
น้ำเสียงนุ่มนวลคุ้นหูที่เอ่ยแทรกขึ้นมา ทำให้กรณ์ต้องหันขวับไปมองทันที
ร่างเพรียวบางของพิมพ์ชนกยืนอยู่ตรงกรอบประตู รอยยิ้มจางๆ บนใบหน้าของเธอบัดนี้ไม่ได้สดใสเหมือนทุกครั้ง แต่แฝงไปด้วยความกังวลลึกซึ้ง ในมือของเธอถือซองเอกสารสีน้ำตาลเก่าๆ ที่ดูเหมือนถูกเก็บรักษาไว้อย่างดี และทันทีที่สายตาของทั้งคู่ประสานกัน หัวใจของกรณ์ก็กระตุกวูบอย่างแรง
เธอก้าวเข้ามาในห้อง ปิดประตูลงเบาๆ ก่อนจะเอ่ยประโยคที่ทำให้ลมหายใจของกรณ์เกือบสะดุด
"สิ่งที่ธน ์พยายามปกปิดคุณเกี่ยวกับอดีต... มันเริ่มต้นจากเอกสารในมือฉันนี่แหละค่ะ... และคนที่อยู่เบื้องหลังไฟไหม้ในวันนั้น... ไม่ใช่ความผิดของคุณเลยแม้แต่น้อย"
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและดำดิ่งไปกับตัวละครทุกตัวด้วยกัน ณ ที่นี้ครับ
(ฟีนิกซ์สีทอง)
รอยต่อของหัวใจและโชคชะตา: ปาฏิหาริย์รักปลายฤดูหนาว•ตอนที่ 15
รอยร้าวที่ประสานไม่ได้
ผลงานโดย ฟีนิกซ์สีทอง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ฟีนิกซ์สีทอง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยต่อของหัวใจและโชคชะตา: ปาฏิหาริย์รักปลายฤดูหนาว นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!