เสียงปิดประตูไม้สักบานนั้นดังขึ้นเบาๆ แต่ก้องกังวานในความรู้สึกของกรณ์จนน่าประหลาด
ร่างสูงของธนลับตาไปแล้ว พร้อมกับความตึงเครียดที่เจือจางลงไปเพียงเศษเสี้ยว ทว่าความเงียบงันที่เข้าปกคลุมห้องทำงานสถาปนิกในยามวิกาลนี้กลับหนักอึ้งเสียยิ่งกว่ายามที่มีการเผชิญหน้า กรณ์ยืนนิ่งอยู่หน้าโต๊ะเขียนแบบ มือข้างหนึ่งยังคงกุมขอบโต๊ะแน่นจนข้อต่องนิ้วขึ้นสีขาวซีด ดวงตาคมกริบกวาดมองไปทั่วห้องที่คุ้นเคย ราวกับว่าสิ่งของทุกชิ้นเริ่มแปลกแยกและน่าหวาดระแวงขึ้นมาในชั่วพริบตา
ความรู้สึกเย็นยะเยือกแล่นริ้วขึ้นมาจากไขสันหลัง ไม่ใช่เพราะสายแอร์ที่เย็นเฉียบ แต่เป็นสัญชาตญาณดิบที่กรีดร้องเตือนภัยอยู่ภายใน
"ออกไปแล้วจริงๆ หรือ..." กรณ์พึมพำกับตัวเอง เสียงของเขาแหบพร่าและแห้งผาก
บนโต๊ะทำงานท่ามกลางกองแปลนสถาปัตยกรรมและกระดาษร่าง สมุดบันทึกปกหนังสีน้ำตาลเข้มเล่มเก่าคร่ำคร่า—วัตถุโบราณกาลเวลาที่นำพาความโกลาหลทั้งหมดเข้ามาในชีวิตของเขาและพิมพ์ชนก—ยังคงวางสงบนิ่งอยู่ตรงนั้น หน้ากระดาษที่เปิดค้างไว้ไม่มีลมพัดผ่าน แต่ราวกับมีพลังงานบางอย่างดึงดูดสายตาของเขาให้ก้มลงมอง
กรณ์ก้าวเข้าไปใกล้ทีละน้อย ราวกับกำลังเดินเข้าหาหลุมพรางที่รู้ทั้งรู้ แต่ไม่สามารถฝืนบังคับขาให้ถอยหลังได้
ข้อความด้วยลายมือหวัดๆ ที่เขาไม่ได้เป็นคนเขียน และไม่ใช่ลายมือของธน ปรากฏเด่นชัดขึ้นบนหน้ากระดาษว่างเปล่า หมึกสีดำสนิทราวกับเพิ่งถูกเขียนขึ้นสดๆ ทั้งที่ไม่มีใครแตะต้องมันเลยตั้งแต่ธนก้าวเท้าออกไปจากห้อง
*‘สิ่งที่นายเห็นเป็นเพียงเงา... ผู้ล่าที่แท้จริงยังรอเวลาอยู่ข้างหลัง’*
หัวใจของกรณ์กระตุกวูบ ความเย็นแล่นวาบไปทั่วร่าง ภาพเหตุการณ์เมื่อครู่ฉายซ้ำในหัว ธนไม่ได้ดูตกใจกลัวเลยสักนิดตอนที่เดินจากไป รอยยิ้มมุมปากที่อีกฝ่ายทิ้งไว้ก่อนปิดประตูกลับไม่ใช่รอยยิ้มของผู้ที่พ่ายแพ้ แต่มันคือรอยยิ้มของผู้กุมชัยชนะต่างหาก
"ธน..." กรณ์กัดฟันกรวด ความโกรธผสมผสานกับความตื่นตระหนกพุ่งพล่านขึ้นมาถึงขีดสุด
ตลอดเวลาที่ผ่านมา เขามองเพื่อนสนิทคนนี้เป็นเพียงเงาของอดีต เป็นคนที่หลงใหลในความสำเร็จและทรัพย์สิน แต่วันนี้... เขากลับตระหนักได้ว่า ธนอาจจะไม่ใช่แค่หมากตัวหนึ่งในเกมนี้ แต่อาจเป็นผู้ชักใยที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังความวิบัติทั้งหมดที่พยายามกลืนกินพิมพ์ชนกและตัวเขาเอง
เสียงโทรศัพท์มือถือบนโต๊ะดังขึ้นทำลายความเงียบ กรณ์สะดุ้งเล็กน้อย เขาละสายตาจากสมุดบันทึกมารับสาย หน้าจอแสดงชื่อที่ทำให้ลมหายใจของเขาติดขัด "พิมพ์ชนก"
กรณ์รีบกดรับทันที "พิมพ์ ตอนนี้คุณอยู่ที่ไหน?"
ไม่มีเสียงตอบรับจากปลายสาย มีเพียงเสียงลมหายใจขาดห้วง และเสียงซ่าของคลื่นรบกวนที่น่ารำคาญใจ
"พิมพ์ชนก ได้ยินผมไหม?" กรณ์ย้ำเสียงดังขึ้น ความร้อนรนเริ่มเข้าครอบงำความสุขุมที่เขาสั่งสมมาทั้งชีวิต "คุณอยู่ที่สตูดิโอใช่ไหม? ล็อกประตูหรือยัง อย่าเพิ่งไปไหนนะ ผมกำลังจะ—"
"(กรณ์...)" เสียงของหญิงสาวลอดผ่านความซ่าของสัญญาณมาได้แผ่วเบา สั่นเครือ และเต็มไปด้วยความหวาดกลัวสุดขีด "(ช่วย... ด้วย...)"
*ตู๊ด... ตู๊ด... ตู๊ด...*
สายถูกตัดไปดื้อๆ หน้าจอดับลงพร้อมกับความมืดมิดที่เข้ากัดกินสติสัมปชัญญะของกรณ์
ราวกับโลกทั้งใบพังทลายลงตรงหน้า ภาพซ้อนทับของอดีตที่เขาไม่สามารถปกป้องคนที่รักที่สุดได้ผุดขึ้นมาในหัว สมองของกรณ์ขาวโพลน สัญชาตญาณการเอาตัวรอดและความรักที่มีต่อพิมพ์ชนกสั่งให้เขาก้าวขาออกวิ่งอย่างบ้าคลั่งโดยไม่คิดชีวิต
เขาคว้ากุญแจรถและเสื้อโค้ทพุ่งตัวออกจากห้องทำงานทันที โดยไม่ทันสังเกตเห็นว่า... หน้ากระดาษสมุดบันทึกเล่มเดิม ค่อยๆ พลิกปิดลงเองอย่างช้าๆ ราวกับมีมือที่มองไม่เห็นกำลังจัดฉากตอนจบของละครเวทีเรื่องนี้ด้วยความสนุกสนาน
รถยนต์พุ่งทะยานผ่านท้องถนนยามค่ำคืนด้วยความเร็วสูง ไฟหน้าส่องทะลุกรอบความมืดราวกับลูกศรที่พุ่งตรงไปยังเป้าหมาย หัวใจของกรณ์เต้นระรัวราวกับจะทะลุกหน้าอก ความคิดในหัวตีกันยุ่งเหยิง ธนเกี่ยวข้องอะไรกับการหายตัวไปของพิมพ์ชนก? หรือสมุดบันทึกเล่มนั้นกำลังเล่นตลกกับความตาย?
ใช้เวลาไม่นานนัก รถสปอร์ตสีดำก็เลี้ยวเข้ามาจอดเทียบท่าหน้าอาคารสตูดิโอศิลปะของพิมพ์ชนกอย่างหวูดหวิด ยางรถส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดลั่นถนนยามวิกาล กรณ์ผลักประตูรถเปิดออกแล้ววิ่งพุ่งตรงไปยังประตูทางเข้าตึกทันที
บรรยากาศรอบตัวเงียบสงบผิดปกติ ราวกับเมืองทั้งเมืองถูกดูดกลืนหายไปในความมืด ประตูเหล็กดัดด้านหน้าถูกแง้มเปิดไว้เล็กน้อย ลมหนาวพัดผ่านกรรโชกจนเกิดเสียงหวีดหวิวเหมือนเสียงกระซิบของผู้เสียชีวิต
กรณ์ชะงักฝีเท้าลงที่หน้าประตู มือหนายื่นไปผลักบานประตูให้เปิดออก กลิ่นอายบางอย่างลอยแตะจมูก—กลิ่นคาวสนิมจางๆ ที่คุ้นเคยและน่าสะพรึงกลัว
เขาก้าวเข้าไปในความมืด ชักไฟฉายจากโทรศัพท์มือถือส่องกราดไปรอบห้องโถง ผลงานศิลปะและผืนผ้าใบตั้งเรียงรายอยู่ในเงาสลัว ทุกอย่างดูปกติ... จนกระทั่งแสงไฟฉายไปหยุดอยู่ที่กลางห้อง
บนพื้นห้อง... รอยหยดสีแดงฉานไม่ได้มาจากหลอดสีของจิตรกรสาว แต่มันไหลรินเป็นทางยาวมาจากห้องด้านใน
กรณ์ก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว ลมหายใจสะดุดกึก ร่างกายเย็นเฉียบราวน้ำแข็ง เมื่อเงาร่างหนึ่งก้าวออกมาจากความมืดมนของมุมห้อง พร้อมกับเสียงหัวเราะต่ำๆ ที่คุ้นหูอย่างน่าสะพรึงกลัว
"มาช้าจนะ กรณ์..." เสียงทุ้มต่ำเอื้อnเอ่ยขึ้น พร้อมกับแสงไฟจากเงาที่เผยให้เห็นรอยยิ้มเย็นเยียบของคนที่เขาเพิ่งบอกลาไปเมื่อครึ่งชั่วโมงก่อน
ธนยืนอยู่ตรงนั้น... มือข้างหนึ่งถือพู่กันเปื้อนเลือดสีสด และอีกข้างหนึ่งกำลังถือสมุดบันทึกเล่มที่ควรจะอยู่บนโต๊ะทำงานของเขา
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและดำดิ่งไปกับความระทึกขวัญในบทนี้ด้วยกันนะครับ ฟีนิกซ์สีทอง
รอยต่อของหัวใจและโชคชะตา: ปาฏิหาริย์รักปลายฤดูหนาว•ตอนที่ 31
เงาที่ยังไม่หายไป
ผลงานโดย ฟีนิกซ์สีทอง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ฟีนิกซ์สีทอง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยต่อของหัวใจและโชคชะตา: ปาฏิหาริย์รักปลายฤดูหนาว นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!