เสียงก้มลงกระแทกของแฟ้มเอกสารปกหนังสีเข้มบนโต๊ะไม้สักทองดังสนั่น กลบเสียงฝนที่กำลังโปรยปรายนอกกระจกหน้าต่างบานใหญ่จนหมดสิ้น กรณ์ไม่ได้ขยับตัวแม้แต่น้อย เขายังคงยืนนิ่งอยู่หลังโต๊ะทำงาน ทอดสายตาคมกริบมองไปยังหญิงสาวที่ยืนอยู่เบื้องหน้า
"คุณเสียสติไปแล้วหรือครับ พิมพ์ชนก"
น้ำเสียงของกรณ์ราบเรียบ ทว่าสั่นเครือเล็กน้อยด้วยแรงอารมณ์ที่ถูกกดทับไว้ภายใต้ความสุขุม เยือกเย็นตามวิสัยของสถาปนิกหนุ่ม เขากำมือแน่นจนข้อนิ้วขึ้นสีขาว รอยแผลเป็นจางๆ ที่หลังมือซ้าย—อนุสรณ์จากเหตุการณ์ในอดีตที่เขาไม่มีวันลบเลือน—เต้นตุบๆ ราวกับจะย้ำเตือนถึงความล้มเหลวในการปกป้องใครสักคนเมื่อหลายปีก่อน
พิมพ์ชนกเม้มริมฝีปากแน่น ดวงตากลมโตที่เคยมีประกายสดใส บัดนี้ฉายแววดื้อรั้นและเด็ดเดี่ยว เธอยกมือขึ้นกอดอก พยายามสร้างกำแพงความเข้มแข็งขึ้นมาต้านทานแรงกดดันมหาศาลจากชายหนุ่ม
"ฉันไม่ได้เสียสติค่ะ... เอ่อ ฉันไม่ได้เสียสติครับ กรณ์" เธอเผลอหลุดคำพูดตามความคุ้นชิน ก่อนจะรีบเปลี่ยนสรรพนามเมื่อเห็นประกายตาที่หรี่ลงของเขา "คุณก็รู้ว่าหลักฐานชิ้นสำคัญเกี่ยวกับโครงการตึกเก่าแถบชานเมืองนั่นอยู่ที่นั่น ถ้าฉันไม่ไปตรวจสอบด้วยตัวเองในคืนนี้ ทุกอย่างที่เราพยายามสร้างมา มันจะพังทลายลงในพริบตา"
"แล้วชีวิตของคุณล่ะครับ มันไม่สำคัญเท่าโครงการบ้าๆ นั่นหรือไง!"
กรณ์ก้าวเท้าฉับเดียวข้ามโต๊ะทำงานเข้ามาประชิดตัวเธอ ร่างสูงใหญ่สร้างเงาทอดทับร่างบอบบางจนแทบจะกลืนกิน พิมพ์ชนกผงถอยหลังโดยสัญชาตญาณจนแผ่นหลังชนเข้ากับชั้นวางหนังสือ เสียงแฟ้มและข้าวของกระทบกันเบาๆ แต่เธอไม่มีทางหนีไปไหนได้อีกแล้วเมื่อท่อนแขนแข็งแรงของกรณ์ยกขึ้นทาบกับกรอบไม้ทั้งสองข้าง เป็นการกักตัวเธอไว้ในพื้นที่แคบๆ ระหว่างเขากับผนัง
กลิ่นหอมจางๆ ของน้ำหอมกลิ่นดอกไม้ป่าผสมกับความชื้นของหยดฝนลอยแตะจมูกกรณ์ แต่มันไม่ได้ช่วยให้หัวใจที่ร้อนรุ่มของเขาเย็นลงเลย กลับยิ่งทำให้ความหวาดกลัวลึกๆ ในใจปะทุขึ้นมา ภาพซ้อนทับของเหตุการณ์ในอดีต—วันที่เขาต้องสูญเสียคนที่รักที่สุดไปเพราะความประมาทและความดื้อรั้น—พรั่งพรูเข้ามาในสมองราวกับภาพยนตร์ฉายซ้ำ
"ฟังผมนะครับ พิมพ์ชนก..." กรณ์โน้มใบหน้าลงมาจนหน้าผากเกือบจะชิดกับเธอ ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะเข้ากับแก้วเนียน "สถานที่ตรงนั้นไม่ใช่ที่ที่คุณควรจะเหยียบย่างเข้าไปยามวิกาล ธน ์เคยเตือนแล้ว และข้อมูลสายลับของผมก็ยืนยันว่ามีความเคลื่อนไหวของกลุ่มคนที่ต้องการทำลายหลักฐานชุดนั้น พวกมันอันตรายเกินกว่าที่คุณจะจินตนาการออก"
หัวใจของพิมพ์ชนกกระตุกวูบเมื่อได้ยินชื่อของธน ์ แม้ภายนอกธน ์จะเป็นหุ้นส่วนผู้ใจดีและคอยช่วยเหลือพวกเขามาตลอด แต่ลึกๆ แล้ว เธอมักจะรู้สึกถึงความเย็นเยียบที่น่ากลัวแฝงอยู่เบื้องหลังรอยยิ้มคู่นั้นเสมอ แต่ในขณะเดียวกัน ความดื้อรั้นในฐานะศิลปินผู้แสวงหาความจริงก็ค้ำคอเธออยู่
"แต่ธน ์บอกฉันว่า..." พิมพ์ชนกพยายามจะยกชื่อเพื่อนสนิทขึ้นมาอ้าง เพื่อหาข้อสนับสนุนให้กับการตัดสินใจของตนเอง
"ธน ์เหรอครับ?" กรณ์แค่นหัวเราะในลำคอ น้ำเสียงเต็มไปด้วยความเย้ยหยันและเจ็บปวด "คุณยังเชื่อใจเขามากกว่าผมอีกหรือครับ พิมพ์... คนที่อยู่ข้างคุณในทุกย่างก้าว คนที่รู้ว่าแผลเป็นในใจผมมาจากไหน คือใครกันแน่"
สายตาของทั้งคู่ประสานกันอย่างไม่มีใครยอมใคร ในระยะประชิดนี้ พิมพ์ชนกมองเห็นความเจ็บปวดและความห่วงใยที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความเย็นชาของกรณ์ได้อย่างชัดเจน มันไม่ใช่แค่การห้ามปรามตามหน้าที่ แต่มันคือความหวาดกลัว... ความหวาดกลัวที่จะต้องสูญเสียสิ่งสำคัญไปอีกครั้ง
"กรณ์..." เสียงของเธอนุ่มนวลลง ความแข็งกร้าวเมื่อครู่ละลายหายไปกับแววตาที่สั่นไหว "ฉันแค่อยากช่วย... ฉันไม่อยากเป็นภาระให้คุณแบกรับทุกอย่างไว้คนเดียว ปมในใจเรื่องอ่ายในอดีต มันไม่ใช่ความผิดของคุณนะ"
ราวกับถูกเข็มเล่มเล็กๆ แทงเข้าที่กลางใจ กรณ์ชะงักกึก ชื่อของ "อัยย์" คือเขตหวงห้ามที่ไม่มีใครกล้าแตะต้องมานานหลายปี แต่วันนี้ พิมพ์ชนอกกลับเอMนมันขึ้นมาเพื่อดึงสติเขา ความเงียบเข้าปกคลุมพื้นที่ระหว่างคนทั้งสองชั่วขณะ มีเพียงเสียงฝนด้านนอกที่ยังคงกระหน่ำซัดสาดอย่างไร้ความปรานี
กรณ์ค่อยๆ ลดแขนที่กักตัวเธอไวกลง ปล่อยให้พิมพ์ชนกเป็นอิสระ แต่เขายังคงยืนขวางทางออกไว้ ทอดสายตามองเธอด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อนเกินกว่าจะบรรยาย
"ถ้าคุณยืนยันจะไป..." กรณ์พูดขึ้นช้าๆ น้ำเสียงจริงจังและเด็ดเดี่ยวจนน่ากลัว "คุณก็ต้องเดินผ่านผมไปให้ได้ก่อน... หรือไม่ก็อนุญาตให้ผมร่วมเดินทางไปเสี่ยงอันตรายกับคุณด้วย เลือกเอาครับ"
พิมพ์ชนกเบิกตากว้างด้วยความตกใจ เธารู้ดีว่าการพากรณ์เข้าไปในสถานการณ์นั้นมีความเสี่ยงแค่ไหน ยิ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับอดีตและศัตรูที่ซ่อนเร้นในเงา เขายิ่งไม่ควรเอาตัวเข้ามาพัวพัน
"ไม่ได้นะคะ! เอ่อ... ไม่ได้นะครับ กรณ์ มันอันตรายเกินไปถ้าคุณ..."
ประโยคปฏิเสธของเธอยังไม่ทันจบลง เสียงฝีเท้าหนักๆ หลายคู่ก็ดังขึ้นที่หน้าประตูห้องทำงานของกรณ์ ทันใดนั้น ประตูไม้สักก็ถูกผลักเปิดออกอย่างไร้มารยาท ร่างสูงโปรดของธน ์ก้าวเข้ามาในห้องด้วยสีหน้าตื่นตระหนก เสื้อสูทเปียกชื้นเล็กน้อยจากการฝ่าฝนเข้ามา และในมือของเขาถือกระดาษแผ่นหนึ่งที่ยับยู่ยี่
"กรณ์! พิมพ์ชนก!" ธน ์หอบหายใจเล็กน้อย ดวงตาหลังกรอบแว่นโลหะกวาดมองคนทั้งสองด้วยแววตาที่อ่านไม่ออก "พวกคุณไม่ต้องเถียงกันเรื่องจะไปที่นั่นแล้ว... เพราะตอนนี้ ทางตำรวจเพิ่งโทรมาแจ้งว่า โกดังเก็บเอกสารตรงจุดนั้น... เพิ่งถูกไฟไหม้ราบคาบไปเมื่อสิบนาทีที่แล้ว"
ร่างของพิมพ์ชนกชาวาบในทันที เธอนิ่งอึ้งจนพูดไม่ออก ขณะที่กรณ์หรี่ตาลงมองธน ์ด้วยความสงสัยระคนเคลือบแคลง สัญชาตญาณของสถาปนิกหนุ่มร้องเตือนภัยเสียงดังลั่นในหัว
ทว่า สิ่งที่ทำให้ลมหายใจของกรณ์ต้องสะดุดกึก และทำให้รอยต่อของโชคชะตาเปลี่ยนทิศทางไปตลอดกาล คือเมื่อธน ์ค่อยๆ เงยหน้าขึ้น ยิ้มมุมปากอย่างแปลกประหลาดที่ไม่มีใครเคยเห็นมาก่อน แล้วยื่นโทรศัพท์มือถือหน้าจอแตกยับมาตรงหน้าพวกเขา พร้อมกับเอמהเสียงเย็นเยียบที่เอ่ยออกมาว่า...
"และดูเหมือนว่า... มีคนทิ้ง 'ของขวัญ' ชิ้นสุดท้ายเอาไว้ให้พิมพ์ชนกดูต่างหน้า ก่อนที่สัญญาณทั้งหมดจะถูกตัดขาดครับ"
ขอขอบพระคุณผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาถึงตอนนี้นะครับ
รอยต่อของหัวใจและโชคชะตา: ปาฏิหาริย์รักปลายฤดูหนาว•ตอนที่ 6
การตัดสินใจครั้งแรก
ผลงานโดย ฟีนิกซ์สีทอง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ฟีนิกซ์สีทอง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยต่อของหัวใจและโชคชะตา: ปาฏิหาริย์รักปลายฤดูหนาว นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!