กลิ่นหมึกพิมพ์ราคาแพงคละคลุ้งผสมกับกลิ่นอับของกระดาษโบราณในห้องทำงานเงียบเชียบ กรณ์ใช้ปลายนิ้วโป้งคลึงขมับที่เต้นตุบๆ ของตนเองอย่างช้าๆ สายตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตาสะท้อนภาพสมุดบันทึกปกหนังสีน้ำตาลเข้มบนโต๊ะทำงาน มันคือวัตถุประหลาดที่ไม่อาจหาคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ใดมารองรับได้ สมุดเล่มที่หน้ากระดาษมักจะปรากฏข้อความด้วยลายมือของเขาเอง ทั้งที่เขาไม่เคยเขียนมันลงไปเลยแม้แต่ตัวอักษรเดียว
ความเย็นเฉียบของโลหะนาฬิกาข้อมือราคาแพงแนบสนิทกับผิวเนื้อ ขณะที่เขากวาดสายตาอ่านตัวอักษรหมึกซึมสีดำเข้มที่เพิ่งปรากฏขึ้นสดๆ ร้อนๆ บนหน้ากระดาษโล่งเตียน ข้อความนั้นสั้นกระชับ ทว่ากลับหนักอึ้งราภูเขาไฟที่พร้อมจะระเบิดออกได้ทุกเมื่อ
*‘วันที่สิบห้า ตุลาคม... พิมพ์ชนกจะไม่มีวันได้เห็นดวงอาทิตย์ตกดิน หากเธอยังคงก้าวขึ้นไปบนสะพานข้ามแม่น้ำสายนั้นในยามวิกาล’*
กรณ์สูดลมหายใจเข้าลึกจนเต็มปอด พยายามกดความตื่นตระหนกที่ตีรวนขึ้นมาให้อยู่หมัด เขารู้จักพิมพ์ชนกดี เธอเป็นจิตรกรสาวผู้มีโลกส่วนตัวสูงและมักจะหาแรงบันดาลใจด้วยการไปยืนรับลมชมวิวทิวทัศน์ยามค่ำคืนคนเดียวเสมอ และวันนี้... ก็คือวันที่สิบห้า ตุลาคม วันที่สมุดเล่มนี้ระบุไว้ว่าเป็นวาระสุดท้ายของเธอ
เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้งสั้นๆ ก่อนที่บานประตูไม้สักจะถูกผลักเปิดออก ธน์ก้าวเข้ามาพร้อมรอยยิ้มที่เคลือบไว้ด้วยความสุภาพตามวิสัยของนักธุรกิจหนุ่มผู้ประสบความสำเร็จ ทว่าในสายตาของกรณ์เวลานี้ รอยยิ้มนั้นกลับซ่อนเร้นรอยหยักบางอย่างที่น่าสงสัย
"ดูเครียดจังนะครับกรณ์ งานออกแบบโครงการรีสอร์ตมีปัญหาอะไรหรือเปล่า หรือว่า... เรื่องส่วนตัว?" ธน์เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าดวงตากลับกวาดมองไปทั่วโต๊ะทำงานอย่างรวดเร็ว ราวกับกำลังสำรวจหาพิรุธบางอย่าง
กรณ์ดึงสมุดบันทึกเล่มนั้นเข้าหาตัวโดยสัญชาตญาณ ปิดมันลงอย่างรวดเร็ว พร้อมกับเงยหน้าสบตากับเพื่อนสนิทด้วยแววตาสุขุมเยือกเย็นเช่นเคย
"ไม่มีอะไรหรอกครับธน์ แค่ปวดหัวเรื่องงานนิดหน่อย ว่าแต่คุณมีธุระอะไรด่วนถึงได้เข้ามาโดยไม่นัดล่วงหน้า?" กรณ์ถามกลับ น้ำเสียงเรียบสนิทจนจับอารมณ์ความรู้สึกไม่ได้
ธน์หัวเราะในลำคอเบาๆ เดินเข้าไปใกล้โต๊ะทำงานมากขึ้น วางเอกสารปึกหนึ่งลงบนมุมโต๊ะ "ผมแค่อยากมาคุยเรื่องกำหนดการประชุมกับทางกลุ่มทุนใหญ่พรุ่งนี้ครับ แต่เห็นคุณดูหมกมุ่นกับ... เอ่อ สมุดเล่มนั้นเสียเหลือเกิน ดูแปลกตาดีนะครับ สมุดบันทึกโบราณยุคนี้หาดูยากแล้วนะ"
"ของสะสมเก่าๆ น่ะครับ ไม่มีอะไรสำคัญ" กรณ์ตอบปัดพลางเลื่อนเอกสารโครงการขึ้นมาดู กลบเกลื่อนความกังวลที่กำลังแผดเผาอยู่ในอก
ธน์ยิ้มรับแต่แววตาไม่ได้ยิ้มตามเลยแม้แต่น้อย เขายืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่งคล้ายกำลังชั่งใจบางอย่าง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เจือแววเย้าแหย่แปลกๆ "ช่วงนี้คุณดูเป็นห่วงเป็นใยคุณพิมพ์ชนกเป็นพิเศษนะครับ ระวังตัวไว้หน่อยก็ดี... ความรักมักทำให้คนเราตาบอดและมองไม่เห็นอันตรายที่คืบคลานเข้ามาใกล้ตัวนะครับ"
คำพูดนั้นแฝงนัยยะบางอย่างที่ทำให้สันหลังของกรณ์เย็นวาบ เขาเงยหน้าขึ้นมองเพื่อนสนิททันที ธน์รู้ได้อย่างไรว่าเขากำลังกังวลเรื่องของพิมพ์ชนก? หรือว่าธน์กำลังเกี่ยวข้องอะไรกับข้อความเตือนในสมุดบันทึกเล่มนั้น?
"ความรักอาจทำให้คนตาบอด... แต่ความโลภน่าจะทำให้คนเรามองไม่เห็นแม้กระทั่งความเป็นมนุษย์ด้วยกันเองมากกว่านะครับธน์" กรณ์ตอบกลับด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล แต่คมกริบราวกับใบมีดที่อาบด้วยยาพิษ
ธน์ชะงักไปชั่วครู่ รอยยิ้มบนมุมปากแข็งค้างลงไปถนัดตา ก่อนที่เขาจะหัวเราะกลบเกลื่อนแล้วตบโต๊ะเบาๆ "คุณนี่คมคายเหมือนเดิมเลยนะครับกรณ์ งั้นผมไม่กวนแล้ว ขอตัวไปเคลียร์เอกสารก่อนดีกว่า"
เมื่อร่างของธน์ลับตาไปพร้อมกับเสียงปิดประตู กรณ์ก็ทิ้งตัวลงพิงพนักเก้าอี้หนังอย่างหมดแรง เวลาบนนาฬิกาข้อมือฟ้องว่าขณะนี้เป็นเวลาห้าโมงเย็นแล้ว เหลือเวลาอีกไม่กี่ชั่วโมงก่อนจะถึงยามวิกาลตามคำเตือนในสมุด ความรู้สึกผิดจากอดีตที่เคยสูญเสียคนที่รักไปอย่างไร้หนทางปกป้องถาโถมกลับเข้ามาในอกราวกับคลื่นใต้น้ำที่รอวันซัดเข้าฝั่ง
เขาหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาทันที นิ้วเรียวกดเบอร์โทรหาพิมพ์ชนกด้วยความร้อนรน เสียงสัญญาณดังอยู่นานนับนาทีกว่าปลายสายจะกดรับ
"ฮัลโหลค่ะกรณ์?" เสียงใสหวานดังขึ้นมาพร้อมกับเสียงลมที่พัดหวีดหวิวผ่านลำโพงโทรศัพท์ คล้ายกับว่าเธอกำลังยืนอยู่ในที่โล่งแจ้ง
"พิมพ์ครับ ตอนนี้คุณอยู่ที่ไหน?" กรณ์ถามออกไป น้ำเสียงเจือความร้อนรนที่พยายามควบคุมให้อยู่ในความนิ่งสงบ
"อ๋อ พิมพ์ออกมาเดินเล่นรับลมที่สะพานข้ามแม่น้ำแถวชานเมืองค่ะ บรรยากาศตอนนี้ดีมากเลย แสงอาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้าพอดี พิมพ์กำลังจะวาดภาพสเกตช์ตรงนี้สักหน่อย... ทำไมเหรอคะ เสียงคุณแปลกๆ นะคะ"
หัวใจของกรณ์หล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม ภาพในสมุดบันทึกผุดขึ้นมาในหัวราวกับฉากภาพยนตร์สยองขวัญ
"พิมพ์! ฟังผมนะ... ตอนนี้คุณห้ามอยู่ที่นั่นเด็ดขาด เดินออกมาจากสะพานเดี๋ยวนี้!" กรณ์ตะโกนลั่นห้องทำงาน ลืมมาดสุขุมเยือกเย็นไปจนหมดสิ้น
"เอ๊ะ? อะไรกันคะกรณ์ อยู่ๆ ก็โวยวาย... อุ๊ย!" เสียงร้องอุทานด้วยความตกใจของพิมพ์ชนกดังแทรกขึ้นมา ตามด้วยเสียงโลหะกระแทกกันอย่างรุนแรง และเสียงกรีดแหลมสูงที่บาดลึกถึงขั้วหัวใจ
"พิมพ์! พิมพ์ชนก! ได้ยินผมไหม!" กรณ์ตะโกนเรียกสุดเสียง หัวใจเต้นรัวระรัวจนแทบกระเด็นออกมานอกอก
ทว่าสิ่งที่ตอบกลับมามีเพียงความเงียบงัด และเสียงลมหายใจหอบกระชั้นของใครบางคนที่ดังอยู่ใกล้ไมโครโฟนโทรศัพท์... ก่อนที่สายจะถูกตัดตัดขาดไปอย่างกะทันหัน
กรณ์ผุดลุกขึ้นยืนเต็มความสูง มือไม้เย็นเฉียบ ร่างกายสั่นเทาด้วยความกลัวที่ไม่อาจควบคุมได้ เขาคว้ากุญแจรถบนโต๊ะแล้วพุ่งตัวออกจากห้องทำงานในทันที
แต่ทว่า... เมื่อเขาเปิดประตูห้องทำงานออกไป ความมืดมิดของโถงทางเดินกลับว่างเปล่า ไร้เงาผู้คน มีเพียงกระดาษแผ่นหนึ่งที่ถูกสอดไว้ใต้ประตู มันเปื้อนรอยหมึกสีดำสนิท และเมื่อเขาก้มลงหยิบขึ้นมาดู หัวใจของเขาก็แทบหยุดเต้น
บนกระดาษแผ่นนั้น ไม่มีลายมือเขียนใดๆ นอกจากรอยนิ้วมือเปื้อนเลือดสดๆ ที่พิมพ์ทับลงมาอย่างจงใจ... พร้อมกับเสียงฝีเท้าหนักๆ ที่กำลังก้าวเดินเข้ามาใกล้เขาจากความมืดมิดเบื้องหน้า!
---
โปรดติดตามตอนต่อไป พรุ่งนี้เวลาเดิมนะครับ
(ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและสนับสนุน "ฟีนิกซ์สีทอง" มาโดยตลอดครับ)
รอยต่อของหัวใจและโชคชะตา: ปาฏิหาริย์รักปลายฤดูหนาว•ตอนที่ 5
คำเตือนจากสมุด
ผลงานโดย ฟีนิกซ์สีทอง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ฟีนิกซ์สีทอง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยต่อของหัวใจและโชคชะตา: ปาฏิหาริย์รักปลายฤดูหนาว นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!