รอยต่อของหัวใจและโชคชะตา: ปาฏิหาริย์รักปลายฤดูหนาว•ตอนที่ 34

ความกดดันรอบด้าน

ผลงานโดย ฟีนิกซ์สีทอง
ความว่างเปล่า... คือสิ่งเดียวที่เหลืออยู่บนแผ่นกระดาษสีขาวสะอาดเหล่านั้น นิ้วเรียวยาวของกรณ์สั่นเทาเล็กน้อยยามสัมผัสลงบนผิวกระดาษที่ไร้ซึ่งร่องรอยของตัวอักษร แม้หมึกสีดำที่เคยบันทึกเรื่องราวอันเป็นกุญแจสำคัญในการไขปริศนาแห่งกาลเวลาจะเลือนหายไปจนหมดสิ้น แต่ความรู้สึกเจ็บปวดและเสียงทุ้มต่ำของปลายสายเมื่อครู่ยังคงก้องกังวานอยู่ในโสตประสาทราวกับเสียงกระซิบจากขุมนรก ความมืดมิดในห้องทำงานที่เพิ่งผ่านพ้นไปไม่ได้เพียงแค่กลืนกินความจริง แต่กำลังกลืนกินสติสัมปชัญญะของเขาไปทีละน้อย "คุณกรณ์ครับ เอกสารสำหรับโครงการรีโนเวทตึกเก่าฝั่งพระนคร... ทางคุณธนณ์ส่งอีเมลอัปเดตมาให้ตรวจสอบรอบสุดท้ายแล้วครับ" เสียงของเลขาหนุ่มหน้าห้องดังทะลุบานประตูไม้สักเข้ามา แม้จะฟังดูปกติ แต่สำหรับกรณ์ในเวลานี้ เสียงนั้นกลับดังสะท้อนก้องในหัวราวกับเสียงระฆังที่ตีประชิดโสตประสาท เขากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก รู้สึกได้ถึงรสเค็มปร่าของเลือดจางๆ ที่ไหลซึมออกมาจากมุมปากจากการขบกรามแน่นโดยไม่รู้ตัว กรณ์หลับตาลงเพื่อตั้งสติ พยายามขับไล่ความมึนงงที่จู่โจมเข้ามาดั่งคลื่นใต้น้ำ แต่มันช้าเกินไป... ความเจ็บปวดพุ่งพล่านขึ้นมาจากฐานกะโหลกราวกับมีลิ่มเหล็กเผาไฟกำลังตอกย้ำลงมาที่สมองส่วนกลาง มันไม่ใช่การปวดหัวธรรมดา แต่มันคือ "ราคา" ที่เขาต้องจ่ายจากการฝืนฝืนกฎเหล็กแห่งกาลเวลา การดึงรั้งอดีตและพยายามบิดเบือนเส้นทางที่ถูกกำหนดไว้ กำลังย้อนกลับมาลงทัณฑ์สังขารของเขาอย่างเลือดเย็น ร่างสูงเซถลาเล็กน้อย มือหนาคว้าขอบโต๊ะทำงานสีเข้มไว้แน่นเพื่อพยุงตัว เส้นเลือดที่ขมับปูดโปนเต้นตุบๆ ตามจังหวะชีพจรที่เต้นเร่าระทึก เหงื่อกาฬผุดพรายขึ้นเต็มกรอบหน้าคมคาย ทั้งที่ห้องทำงานเปิดเครื่องปรับอากาศไว้จนเย็นเฉียบ "โธ่เว้ย..." กรณ์พึมพำกับตัวเองด้วยน้ำเสียงแหบพร่า ดวงตาคมกริบกวาดมองไปรอบห้องที่เริ่มหมุนเคว้งควาย ภาพสิ่งของตรงหน้าแยกออกเป็นสองภาพซ้อนทับกันอย่างน่าเวียนหัว การฝืนเปลี่ยนอดีต... การพยายามช่วยชีวิตพิมพ์ชนกจากอุบัติเหตุคืนนั้น ทำให้เส้นเวลาเกิดรอยปริร้าว และร่างกายของเขาก็คือสะพานเชื่อมที่ต้องแบกรับแรงกระแทกจากรอยร้าวเหล่านั้น ทุกลมหายใจเข้าออกตอนนี้จึงเต็มไปด้วยความทรมานราวกับถูกไฟแผดเผาจากภายใน ก๊อกๆ! เสียงเคาะประตูดังขึ้นอีกครั้ง พร้อมกับร่างของธนณ์ที่ผลักเข้ามาโดยไม่รอให้อีกฝ่ายอนุญาต รอยยิ้มที่เป็นมิตร ทว่าแฝงความเจ้าเล่ห์และทะเยอทะยานฉาบอยู่บนใบหน้าของเพื่อนสนิทและหุ้นส่วนผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทสถาปัตยกรรมแห่งนี้ ธนณ์ก้าวเข้ามาพร้อมกับแฟ้มเอกสารในมือ ทว่าเมื่อดวงตารีเรียวคู่นั้นกวาดมองเห็นสภาพของกรณ์ที่กำลังใช้มือข้างหนึ่งกุมขมับ ใบหน้าซีดเผือดจนไร้สีเลือด รอยยิ้มบนมุมปากของธนณ์ก็หุบลงทันที แทนที่ด้วยแววตาไหววูบที่ยากจะคาดเดา "นายดูไม่ค่อยดีเลยนะกรณ์... หรือว่าความลับที่นายพยายามปกปิดมาตลอด มันกำลังกัดกินนายอยู่กันแน่?" ธนณ์เอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ทว่าแฝงความนัยบางอย่างที่จงใจกดดัน เขาก้าวเข้ามาใกล้โต๊ะทำงานมากขึ้น กลิ่นน้ำหอมราคาแพงลอยปะปนกับกลิ่นอายความตึงเครียดที่แผ่ซ่านอยู่กลางอากาศ กรณ์พยายามเงยหน้าขึ้นสู้สายตา แม้ว่าภาพเบื้องหน้าจะพร่ามัวจนแทบมองไม่เห็นเค้าโครงหน้าของเพื่อนสนิท เขากัดฟันแน่นจนกรามแทบแตก เพื่อกดความเจ็บปวดระลอกใหม่ที่กำลังแล่นริ้วขึ้นมาถึงขมับ "ฉัน... สบายดี ธนณ์" กรณ์เค้นเสียงลอดไรฟันออกมาทีละคำ น้ำเสียงแม้จะแหบแห้งแต่ก็ยังคงความเยือกเย็นไว้ได้ภายใต้สถานการณ์ที่วิกฤตถึงขีดสุด "นายมีธุระอะไร ถ้าแค่เรื่องโปรเจกต์ฝั่งพระนคร นายจัดการเองได้เลย ฉันมอบอำนาจให้แล้ว" ธนณ์หัวเราะในลำคอเบาๆ เสียงหัวเราะที่ฟังดูเย้ยหยันและน่ารำคาญในความรู้สึกของกรณ์ตอนนี้ ชายหนุ่มร่างสันทัดเดินเข้าไปใกล้หน้าต่างกระจกใส มองออกไปเบื้องล่างที่การจราจรคับคั่ง ก่อนจะหันกลับมาจ้องมองกรณ์ด้วยแววตาคมกริบดั่งสัตว์ล่าเหงื่อที่กำลังรอจังหวะขย้ำ "จัดการเองงั้นเหรอ? กรณ์ นายคิดว่าบริษัทนี้เป็นของนายคนเดียวหรือไงวะ?" ธนณ์เริ่มใช้น้ำเสียงที่แข็งกร้าวขึ้น ความอดทนที่เคยมีต่อความเย่อหยิ่งและท่าทีเก็บตัวของกรณ์ดูเหมือนจะหมดลงแล้ว "ช่วงนี้ผูกขาดโปรเจกต์ใหญ่ หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย บ่ายเบี่ยงการประชุมกับนักลงทุน และตอนนี้... ดูสภาพนายสิ มือสั่น เหงื่อแตกพลั่กราวกับคนลงแดง นายคิดว่าบอร์ดบริหารเขาจะยอมให้คนใกล้ตายแบบนี้มานั่งแท่นหัวหน้าสถาปนิกคุมโปรเจกต์ร้อยล้านเหรอ?" คำพูดของธนณ์เปรียบเสมือนหมัดฮุกที่ชกเข้าที่ลิ้นปี่ของกรณ์อย่างจัง ไม่ใช่เพราะความจริงในเรื่องธุรกิจ แต่เป็นเพราะความจริงที่ว่า... เวลาของเขาเหลือน้อยลงทุกทีแล้วจริงๆ อาการปวดหัวรุนแรงระลอกใหม่พุ่งทะยานขึ้นสู่จุดสูงสุด ราวกับมีเข็มนับพันเล่มกำลังทิ่มแทงทะลุสมอง กรณ์ทรุดตัวลงนั่งพับเพียบกับเก้าอี้ทำงาน มือข้างหนึ่งปัดแก้วกาแฟบนโต๊ะจนร่วงหล่นแตกกระจายเสียงดังสนั่น น้ำสีดำนองเต็มพื้นพรม ธนณ์ชะงักไปเล็กน้อยด้วยความตกใจเมื่อเห็นอาการที่แทบจะลุกไม่ไหวของเพื่อนสนิท แม้จะมีความริษยาและต้องการฮุบทุกอย่างมาเป็นของตน แต่เขาก็ไม่เคยคาดคิดว่ากรณ์จะมีอาการย่ำแย่ถึงเพียงนี้ "กรณ์! นายเป็นอะไรวะ..." ธนณ์ก้าวเข้ามาใกล้จะเอื้อมมือมาประคอง แต่กรณ์กลับสะบัดมือออกอย่างไม่ใยดี ดวงตาคมที่แดงก่ำด้วยพิษไข้และความเจ็บปวดตวัดกลับมามอง พร้อมกับเสียงคำรามต่ำในลำคอ "อย่ามายุ่ง... ออกไปซะ!" ในวินาทีนั้นเอง เสียงฝีเท้าเร่งรีบก็ดังขึ้นที่หน้าประตูห้องทำงาน ก่อนที่บานประตูจะถูกผลักเปิดออกอย่างไร้พิธีรีตอง ร่างบางในชุดเดรสยาวพลิ้วไหวของพิมพ์ชนกปรากฏขึ้นที่กรอบประตู ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างด้วยความตกใจเมื่อเห็นสภาพของกรณ์ที่กำลังนั่งหอบหายใจรวยรินอยู่บนพื้นห้อง ท่ามกลางเศษแก้วและคราบกาแฟ พิมพ์ชนกพุ่งตรงเข้ามาหารณ์ทันทีโดยไม่สนใจสายตาตกตะลึงของธนณ์ เธอนั่งคุกเข่าลงข้างๆ ใช้สองมือประคองใบหน้าซีดเซียวของชายหนุ่มไว้ สัมผัสอุ่นๆ จากฝ่ามือของเธอทำให้กรณ์รู้สึกเหมือนมีสายน้ำเย็นมาชะล้างไฟนรกในสมองลงได้บ้างเล็กน้อย "กรณ์! เกิดอะไรขึ้น ทำไมคุณถึง..." พิมพ์ชนกเอמהด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ แววตาเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกและห่วงใยอย่างปิดไม่มิด กรณ์พยายามส่งยิ้มจางๆ ให้เธอ เป็นรอยยิ้มที่ฝืนทำจนน่าสงสาร เพื่อบอกว่าเขายังไหว ทว่าในวินาทีที่เขากำลังจะเอ่ยปากตอบคำถามนั้น... ประตูห้องทำงานบานใหญ่ก็ปิดล็อกลงเองโดยอัตโนมัติด้วยแรงลมปริศนาจากที่ไหนไม่มีใครรู้ พร้อมกับไฟในห้องที่กะพริบวูบวาบจนน่ากลัว และก่อนที่ใครจะได้ทันตั้งตัว โทรศัพท์มือถือบนโต๊ะทำงานที่ควรจะไร้สัญญาณอินเทอร์เน็ตเพราะถูกตัดไฟไปเมื่อครู่ ก็ส่งเสียงกรีดร้องแหลมสูงดังขึ้นมาพร้อมกัน... หน้าจอโทรศัพท์ปรากฏชื่อผู้โทรเข้าที่ทำให้หัวใจของกรณ์หยุดเต้นไปชั่วขณะ **"ผู้โทรเข้า: กรณ์ (อนาคต - 7 วันข้างหน้า)"** ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางข้ามกาลเวลามาด้วยกัน ณ ที่นี้นะครับ
สารจากนักเขียน (ฟีนิกซ์สีทอง)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยต่อของหัวใจและโชคชะตา: ปาฏิหาริย์รักปลายฤดูหนาว นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%