"ถ้ามึงก้าวขาซ้ายเข้าไปอีกก้าวเดียว แล้วกูเห็นสิ่งที่ไม่ใช่คนนะ กูกระโดดถีบยอดอกมึงก่อนผีตัวนั้นแน่นอน ก้อง"
มินนี่เอ่ยเสียงลอดไรฟัน มือขวากระชับไฟฉายแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด เธอไม่ได้ขู่ แต่น้ำเสียงที่สั่นระริกนั่นบ่งบอกว่าเธอพร้อมจะ ‘ลงไม้ลงมือ’ เพื่อระบายความตื่นตระหนกที่กำลังเกาะกินใจ
ก้องหยุดกึก รองเท้าผ้าใบราคาถูกที่พื้นยางสึกจนแทบจะเห็นนิ้วเท้าจิกแน่นลงบนพื้นไม้ปาร์เกต์เก่าๆ ที่ส่งเสียง ‘เอี๊ยดอ๊าด’ ราวกับเสียงกระดูกลั่น เขาหันมาทำหน้าซื่อตาใสใส่เพื่อนร่วมทีม "มินนี่ครับ ใจเย็นๆ เรามาในฐานะ 'บริษัทรับจ้างกู้ภัยวิญญาณ' นะครับ งานนี้ได้ค่าจ้างห้าพันบาท ถ้ากลัวจนตัวสั่น เราจะเอาเงินไปซื้อข้าวกินกันยังไงไหว"
"กู้ภัยวิญญาณกับผีหลอกน่ะมันคนละเรื่องกันนะครับลูกพี่" จ่อยเสริม พลางกระชับแว่นสายตาที่เบี้ยวไปข้างหนึ่ง มืออีกข้างถือเครื่องตรวจจับคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่เขาดัดแปลงมาจากวิทยุสื่อสารเก่าๆ "เมื่อกี้ตอนที่เดินผ่านห้องโถงเข็มทิศในเครื่องผมมันหมุนติ้วเหมือนคนเมาเลยนะ นั่นน่ะไม่ใช่สัญญาณไวไฟหอพักข้างๆ แน่นอน"
ที่นี่คือ 'บ้านตระกูลศิริโชค' คฤหาสน์ร้างทรงโคโลเนียลที่ขึ้นชื่อเรื่องความเฮี้ยนจนไม่มีใครกล้าเฉียดใกล้มาเกือบสิบปี กลิ่นอับชื้นผสมกับกลิ่นสาบของมูลค้างคาวอบอวลอยู่ในอากาศ พวกเราสามคนกำลังยืนอยู่โถงกลางบ้าน แสงไฟฉายสาดส่องไปกระทบกับเฟอร์นิเจอร์ที่ถูกคลุมด้วยผ้าขาวจนดูเหมือนร่างคนยืนเรียงรายอยู่ในเงามืด
ทันใดนั้น เสียงเปียโนหลังเก่าในมุมมืดของห้องก็ดังขึ้น ‘ตึ้ง... ตึง... ตึ๊งงงงง’
เสียงตัวโน้ตที่ผิดเพี้ยนดังก้องไปทั่วคฤหาสน์ มินนี่สะดุ้งสุดตัวถอยหลังไปชนหลังก้องจนเกือบหงายหลัง ก้องรีบคว้าไหล่มินนี่ไว้ ส่วนจ่อยรีบยกเครื่องมือขึ้นเล็งไปทางต้นเสียงด้วยอาการมือสั่น
"เฮ้ย! ใครน่ะ! บริษัทเรามีสวัสดิการประกันชีวิตนะ แต่ไม่รวมกรณีหัวใจวายเพราะผีหลอก!" ก้องตะโกนออกไปท่ามกลางความมืด
แทนที่จะเป็นเสียงกรีดร้องโหยหวนอย่างที่ควรจะเป็น กลับมีเสียงหัวเราะ ‘คิกคัก’ แหลมเล็กดังสวนกลับมา ตามด้วยเสียงบ่นพึมพำที่ฟังดูคุ้นหูอย่างประหลาด
"เพี้ยน... คีย์มันเพี้ยนไปครึ่งเสียงนะเจ้าหนุ่ม... แล้วนี่จะตะโกนทำไม เดี๋ยวเพื่อนบ้านเขาก็โทรแจ้งตำรวจหรอก บ้านนี้ร้างมาตั้งนาน ตำรวจเขาไม่มาหรอกนะ แต่คนข้างๆ เขาจะรำคาญเอา"
ร่างโปร่งแสงสีฟ้าจางๆ ค่อยๆ ปรากฏตัวขึ้นข้างเปียโน เขาเป็นชายวัยกลางคนสวมชุดสูททักซิโด้เก่าคร่ำครึ ทรงผมเรียบแปล้ผิดกับบรรยากาศที่ควรจะน่ากลัว เขากำลังนั่งกดคีย์เปียโนด้วยความหงุดหงิดพลางขยับเนคไทไปมา
มินนี่อ้าปากค้าง ส่วนจ่อยแทบทำเครื่องตรวจจับร่วงพื้น "ผี... ผีจริงๆ ด้วย แถมยังบ่นเรื่องคีย์เปียโนอีก?"
ก้องที่ดูเหมือนจะสติหลุดไปไกลกว่าเพื่อน ค่อยๆ ขยับเข้าไปหา "ขอประทานโทษนะครับพี่ท่าน คือพวกผมมารับจ้างเฝ้าบ้านตามใบสั่งของทายาทเจ้าของบ้าน... พี่คือเจ้าที่ หรือว่าคือเจ้าของบ้านครับ?"
ผีทักซิโด้หยุดกดเปียโน หันมามองก้องด้วยสายตาเหยียดหยามนิดๆ "ฉันชื่อ 'น้าสมหมาย' เป็นนักดนตรีที่เล่นพลาดจนตายในคอนเสิร์ตใหญ่เมื่อสามสิบปีก่อนน่ะ ส่วนบ้านนี้... ฉันไม่ได้เป็นเจ้าของหรอกนะ ฉันแค่มาอาศัยอยู่เพราะเปียโนตัวนี้มันจูนเสียงง่ายดี"
น้าสมหมายลอยตัวมาหยุดตรงหน้าก้อง ห่างไม่ถึงคืบ "พวกเธอนี่หน้าตาดีนะ แต่ดูทรงแล้วน่าจะว่างงานสินะ? สนใจมาเข้าคณะตลกกับฉันไหม? ช่วงนี้มุกเก่าๆ อย่าง 'หัวขาดเดินถือหัว' มันไม่ฮิตแล้ว คนสมัยนี้เขาชอบพวกตลกแบบ 'มีตรรกะ' มากกว่า"
มินนี่ที่เริ่มตั้งสติได้ก้าวออกมาข้างหน้า มือถือไม้กวาดที่หยิบติดมือมาจากห้องเก็บของชี้หน้าผี "นี่คุณน้า! เรามาทำงาน ไม่ได้มาสมัครงานในคณะตลกของคุณนะ! แล้วนี่สรุปคุณจะหลอกพวกเราไหม? ถ้าไม่หลอกจะได้จดบันทึกส่งงานลูกค้าว่า 'บ้านนี้ผีเป็นมิตรและรักดนตรี'"
จ่อยทำหน้าปุเลี่ยน "มินนี่... แกจะส่งงานแบบนั้นจริงๆ เหรอ ใครเขาจะเชื่อ"
น้าสมหมายหัวเราะร่าจนร่างโปร่งแสงสั่นไหว "เอ้อ! ชอบใจๆ แม่หนูคนนี้มีพลังดีว่ะ เอาอย่างนี้ไหมล่ะ พ่อหนุ่มหัวหน้าทีม ถ้าพวกเธอช่วยซ่อมสายเปียโนให้ฉัน ฉันจะช่วยทำ 'ภารกิจลับ' ที่ทำให้พวกเธอได้เงินค่าจ้างแบบไม่ต้องเหนื่อยเลย"
ก้องตาเป็นประกายทันที ความกลัวหายวับไปแทนที่ด้วยสัญชาตญาณของคนเห็นแก่ได้ (เอ้ย! เห็นแก่โอกาส) "ภารกิจอะไรครับพี่น้า? ถ้าไม่ผิดกฎหมายและไม่เสียศีลธรรม... หรือถ้าศีลธรรมไม่รุนแรงมาก พวกผมโอเคหมดครับ!"
น้าสมหมายโน้มตัวลงมาใกล้หูของก้องจนลมเย็นเยียบพัดผ่าน ก้องสัมผัสได้ถึงไอเย็นที่แปลกประหลาด แต่น้าสมหมายกลับกระซิบด้วยน้ำเสียงที่ทำเอาทุกคนต้องขนลุกซู่
"ที่หลังบ้านน่ะ มีกล่องเหล็กฝังอยู่... ข้างในนั้นไม่ใช่ทองคำหรอกนะ แต่มันคือรายชื่อ 'สิบผู้มีอิทธิพล' ที่แอบซ่อนเงินผิดกฎหมายไว้ที่นี่ ถ้าพวกเธอเอาไปส่งตำรวจ... ไม่ใช่แค่ค่าจ้างห้าพันที่พวกเธอจะได้ แต่พวกเธออาจจะได้เจอคนระดับบิ๊กที่จะตามล่าพวกเธอไปจนสุดขอบโลกเลยล่ะ สนใจไหมล่ะเจ้าหนุ่ม?"
ก้องหันไปสบตากับจ่อยและมินนี่ ท่ามกลางความเงียบงันของคฤหาสน์ร้าง แสงไฟฉายกะพริบถี่ๆ เหมือนจะบอกลาโลกกว้าง ในขณะที่เสียงหอนของสุนัขจากที่ไกลๆ ดังแทรกเข้ามา
"เอาไงดีก้อง" จ่อยถามเสียงสั่น "ถ้าเราขุดกล่องนั่นขึ้นมา เราอาจจะรวย หรือไม่ก็รวย... รวยบนเชิงตะกอนน่ะ"
ก้องหยิบพลั่วสนิมเขรอะขึ้นมาวางบนบ่า แววตาของเขาเปลี่ยนจากความเพ้อเจ้อเป็นความมุ่งมั่นที่น่ากลัว "จ่อย มินนี่... ชีวิตมันสั้นเกินกว่าจะมานั่งกลัวผีที่เล่นเปียโนไม่เป็นคีย์ เราไปขุดสมบัติ... เอ้ย! ขุดความยุติธรรมกันเถอะครับ!"
ทว่า ในจังหวะที่ก้องกำลังจะก้าวเดินออกไปจากห้องนั้น ประตูกระจกบานใหญ่ที่ปิดตายมานานหลายทศวรรษก็ถูกกระแทกจาก ‘ด้านนอก’ จนแตกกระจาย พร้อมกับเสียงฝีเท้าหนักๆ ของคนหลายสิบคนที่พุ่งเข้ามาล้อมรอบพวกเขาทั้งสามคนไว้
ด้วยความเคารพจากใจ
ฮาไม่จำกัดครับ
บริษัทรับจ้างป่วนเมือง: โปรเจกต์กู้โลกฉบับคนว่างงาน•ตอนที่ 5
ยามวิกาลที่น่าขนหัวลุก
ผลงานโดย ฮาไม่จำกัด
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ฮาไม่จำกัด)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บริษัทรับจ้างป่วนเมือง: โปรเจกต์กู้โลกฉบับคนว่างงาน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!